Frame Top

โปรตีนยับยั้งเชื้อเอดส์ (ตอนที่ 3)

โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล
30 กันยายน 2013

ตามสถิติขององค์การสหประชาชาติ ผู้คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ HIV ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษา เชื้อจะพัฒนาไปเป็นเอดส์ในระยะเวลา 10-15 ปี ต่อมา การให้ยาและการบำบัดผู้ติดเชื้อ HIV สามารถยืดอายุของช่วงเวลาในการพัฒนาของเชื้อออกไปได้ ดร.ฮาร์ริช ได้กล่าวเสริมว่าการบำบัดด้วย Nullbasic แบบใหม่นี้ได้ผ่านการพิสูจน์แล้ว พวกเขาได้เห็นการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อเฮชไอวีได้อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งจะนำไปสู่สภาวะที่ทำให้เชื้อตายได้

เชื้อเฮชไอวีมีพัฒนาการของอาการตามระยะของโรค คนที่ติดเชื้อเฮชไอวีแล้วไม่ทำการรักษาส่วนใหญ่จะเสียชีวิต เพราะเชื้อนี้มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอย่างมากมาย การรักษาในทุกขั้นตอนสามารถช่วยชะลอหรือป้องกันการพัฒนาไปสู่การเป็นโรคในระยะต่อไป คนสามารถถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนอื่นได้เมื่ออยู่ในระยะดังต่อไปนี้

ระยะติดเชื้อ (Acute infection) - ภายใน 2-4 สัปดาห์หลังการติดเชื้อเฮชไอวี อาจจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด ที่เรียกว่า Acute retroviral syndrome (ARS) หรือเรียกว่าระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งร่างกายจะมีปฏิกิริยาสนองต่อเชื้อเฮชไอวีโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการ ARS และบางคนอาจไม่แสดงอาการปรากฏเลยก็ได้

ในระยะติดเชื้อนี้ เชื้อเฮชไอวีเป็นจำนวนมากจะถูกสร้างขึ้นในร่างกาย เชื้อไวรัสจะทำลายจำนวนเม็ดเลือดขาวของระบบภูมิคุ้มกันหรือ CD4 ให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการแพร่เชื้อเฮชไอวีจะสูงสุดในระยะนี้เพราะว่ามีจำนวนเชื้อในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก

ในที่สุด ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ปรับจำนวนเชื้อไวรัสให้ลดลงอยู่ในระดับที่คงที่ ณ จุดนี้จำนวน CD4 จะเริ่มสูงขึ้น แต่จะไม่สามารถกลับไปสูงเหมือนระดับก่อนการติดเชื้อได้

ระยะไม่ปรากฏอาการ (Clinical latency หรือ Asymptomatic HIV infection) ในระยะนี้เชื้อยังคงอยู่แต่มีการแพร่กระจายตัวในระดับที่ต่ำมาก อาจจะไม่ปรากฏอาการป่วยอะไรในช่วงนี้ คนที่ได้รับการรักษาแบบ ART อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายสิบปี ส่วนคนที่ไม่ที่ได้รับการรักษาแบบ ART อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ภายใน 10 ปี หรือน้อยกว่านั้น

และแม้ว่าจะได้รับการรักษาแบบ ART แล้วก็ตาม เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ยังคงมีโอกาสในการแพร่เชื้อให้คนอื่นอยู่ดี แม้ว่าความเสี่ยงจะลดลงแล้ว โดยในระยะกลางและระยะสุดท้ายของช่วงนี้เชื้อไวรัสจะเริ่มสูงขึ้นและจำนวน CD4 จะเริ่มตกลง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการของการติดเชื้อเฮชไอวี

ระยะโรคเอดส์ (AIDS = Acquired immunodeficiency syndrome) ในระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกทำลายและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูง หรือที่เรียกว่าโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) ซึ่งเมื่อจำนวน CD4 ลดเหลือ 200 เซลล์ต่อเลือดหนึ่งไมโครลิตร (200 cells/mm3) ก็จะถือว่าคนนั้นเป็นโรคเอดส์ และหากไม่ทำการรักษาคนที่เป็นโรคเอดส์มักจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 3 ปี แต่ถ้าเป็นมากก็จะอยู่ได้ประมาณแค่ 1 ปี ดังนั้นคนที่เป็นเอดส์จึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา

[โรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) คือการติดเชื้อที่มักไม่เกิดขึ้นในคนปกติทั่วไป แต่จะเกิดในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ (ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี) ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดอื่น ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ตัวอย่างโรคฉวยโอกาสที่พบบ่อยๆ ในผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เช่น โรคติดเชื้อราชนิดแคนดิดา วัณโรค โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส โรคติดเชื้อคริปโตค็อกคัส โรคติดเชื้อเพนิซิเลียม เป็นต้น]

แหล่งข้อมูล:

  1. นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียพบวิธีรักษาเอดส์ http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20130117/486210/นักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียพบวิธีรักษาเอดส์.html [2013, September 29].
  2. What is HIV? http://www.cdc.gov/hiv/basics/index.html [2013, September 29].
Blog
โปรตีนยับยั้งเชื้อเอดส์ (ตอนที่ 2) โดย วันทนีย์ โลหะประกิตกุล

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Mee1246 saoy
Frame Bottom