Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบโรคติดเชื้อ  ภาวะติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หลังสัมผัสสัตว์กินหญ้า 

บทนำ

แอนแทรก (Anthrax) เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดแกรมบวกชื่อ Bacillus anthracis เป็นโรคพบได้น้อย แต่เป็นโรคที่รุนแรง พบได้ในทุกเพศและในทุกอายุ

แอนแทรกเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease หรือ Zoonosis) โดยคนติดเชื้อจากสัตว์ที่ติดเชื้อแอนแทรกซึ่งโดยทั่วไปเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังประเภทกินหญ้าทั้งจากสัตว์บ้าน ปศุสัตว์ และสัตว์ป่าเช่น วัว ควาย แพะ แกะ กวาง ละมั่ง ม้า โดยทั่วไปแอนแทรกไม่ใช่โรคที่ติดต่อแพร่กระจายได้ง่าย (Contagious disease) คือ ไม่ติดต่อทางลมหายใจ การไอ จาม หรือการคลุกคลี (เช่น ในโรคหวัดหรือโรคไข้หวัดใหญ่) แต่ติดต่อได้จากทางบาดแผลจากการได้รับเชื้อแอนแทรกที่เชื้อต้องอยู่ในรูปแบบสปอร์ (Spore) ที่เรียกว่า Endospore หรือจากทางการสูดดม (Inhalation) หรือจากกินอาหารที่ติดเชื้อนี้ หรือจากแผลการฉีดยาเสพติดผิดกฎหมาย

แอนแทรกในสัตว์พบได้บ่อยในประเทศที่ยังไม่พัฒนาหรือที่กำลังพัฒนาที่การปศุสัตว์ยังไม่ดีพอ ไม่มีการฉีดวัคซีนสัตว์เพื่อป้องกันโรคนี้เช่น อัฟริกา ปากีสถาน อเมริกากลาง อเมริกาใต้ เอเชียกลาง เอเชียตะวันตก และยุโรปตะวันออก

แอนแทรกติดต่ออย่างไร? มีกลไกเกิดโรคอย่างไร?

แอนแทรก

แอนแทรกเป็นแบคทีเรียที่เกิดตามธรรมชาติอยู่ในดิน โดยจะอยู่ในรูปแบบของสปอร์ที่คงทนต่อสภาพอากาศและต่อสิ่งแวดล้อม เชื้อนี้มีชีวิตอยู่ในรูปแบบสปอร์ได้นานเป็นปีถึงสิบๆปี (มีรายงานได้ถึง 70 ปี) ซึ่งสปอร์แอนแทรกนี้ถ้าอยู่ภายนอกร่างกายของคน สัตว์ จะไม่ก่อโรค ต่อเมื่อเข้าสู่ร่างกายคน สัตว์ จึงจะก่อโรคได้ โดยสปอร์จะถูกร่างกายเปลี่ยนให้เป็นตัวแบคทีเรียที่เจริญเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว แพร่กระจายเข้าสู่อวัยวะต่างๆทางกระแสเลือดและทางระบบน้ำเหลือง และสร้างสารพิษที่เรียกว่า สารชีวพิษ (Biotoxin) ซึ่งจะทำลายเซลล์ของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆทั่วร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงของเนื้อเยื่อ/อวัยวะเหล่านั้นอย่างรุนแรง มีอาการบวม มีของเหลว/น้ำจากเลือดซึมออกจากหลอดเลือดเข้ามาอยู่ในเนื้อเยื่อ เกิดภาวะเนื้อเยื่อเสียน้ำอย่างรุนแรง ร่วมกับมีเลือดออกในอวัยวะที่ติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงและเกิดเนื้อตายเฉพาะส่วน (Necrosis) ของเนื้อเยื่อที่ขาดเลือด จนส่งผลให้เสียชีวิตได้

สัตว์ได้รับเชื้อแอนแทรกจากการกินหญ้าและสัมผัสดินที่มีสปอร์แอนแทรกอยู่ ส่วนคนติดเชื้อจากการมีบาดแผลและแผลสัมผัสกับสัตว์ป่วยโรคแอนแทรกที่มักเป็นจากซากสัตว์ที่ตาย เพราะในภาวะนี้เชื้อแอนแทรกจะสร้างสปอร์ที่เป็นตัวก่อการติดต่อ และรวมถึงจากการสัมผัสหนังสัตว์ เขาสัตว์ ขนสัตว์ (รวมถึงการหายใจเอาขนสัตว์ป่วยเข้าสู่ร่างกาย) และ/หรือจากการกินเนื้อ สัตว์ป่วย และ/หรือจากการสูดดมสปอร์เช่น ในอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ หนังสัตว์ ขนสัตว์ เขาสัตว์ นอกจากนั้นคือ จากการฉีด (เข้ากล้ามเนื้อ) สารเสพติดผิดกฎหมายที่เข็มติดเชื้อนี้ที่อยู่ในรูปสปอร์

เนื่องจากสปอร์จากแอนแทรกมีชีวิตอยู่ได้นานและก่อโรครุนแรง จึงมีผู้นำมาผลิตเป็นอาวุธ สงครามชีวภาพ (Bioterrorism) ซึ่งก่อการติดเชื้อได้เช่น จากการสัมผัสจดหมายและ/หรือสิ่งของทางไปรษณีย์ การสูดดม และการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสปอร์เหล่านี้

ใครมีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อแอนแทรก?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงติดเชื้อแอนแทรกได้แก่

  • ผู้ที่ทำงานในปศุสัตว์ เลี้ยงสัตว์กลุ่มกินหญ้า
  • ผู้ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสัตว์กินหญ้าเช่น หนัง ขน กระดูก (ในสหรัฐอเมริกามีรายงานติดต่อจากการตีกลองที่ทำจากหนังสัตว์ที่ติดเชื้อนี้)
  • ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการที่ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อนี้
  • เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ในประเทศที่มีการก่อการร้าย
  • สัตวแพทย์ที่ดูแลสัตว์กลุ่มนี้
  • ทหารที่ทำสงครามกับประเทศที่ใช้อาวุธชีวภาพ
  • ผู้ฉีด (เข้ากล้ามเนื้อ) สารเสพติดผิดกฏหมาย

แอนแทรกมีอาการอย่างไร?

เมื่อสปอร์แอนแทรกเข้าสู่ร่างกายมักมีระยะฟักตัวประมาณ 1 - 7 วันแต่อาจนานได้ถึง 60 วัน (ด้วยเหตุผลนี้การกินยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันหรือเพื่อรักษาโรคจึงต้องกินนานถึง 60 วัน) จึงก่อให้เกิดอาการ ทั้งนี้การติดเชื้อแอนแทรกมีได้ 4 รูปแบบคือ การติดเชื้อทางผิวหนัง, การติดเชื้อจากระบบทางเดินอาหาร, การติดเชื้อจากการสูดดม และการติดเชื้อจากการฉีดสารเสพติดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งอาการโรคจะขึ้นกับว่าเป็นการติดเชื้อแบบใด

ก. การติดเชื้อทางผิวหนัง (Cutaneous anthrax): เกิดจากผิวหนังของคนที่มีแผลสัมผัสเชื้อนี้ที่อยู่ในรูปแบบสปอร์จึงก่อการติดเชื้อที่ผิวหนัง อาการที่พบได้เช่น ผิวหนังที่ติดเชื้อมีลักษณะเป็นผื่นนูน คัน แต่ไม่เจ็บ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มพุพองแล้วแตกเป็นแผลเปื่อย ซึ่งเมื่อแผลแตกเปื่อยจะเกิดเป็นสะเก็ดสีดำ (Eschar) และเกิดเป็นแผลเนื้อเน่าตายได้

การติดเชื้อทางผิวหนังเป็นการติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดในการติดเชื้อแอนแทรกและเป็นชนิดที่มีความรุนแรงน้อย มักรักษาได้หายทุกราย แต่ถ้าโรครุนแรงมากจนลุกลามเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ประมาณ 20%

ข. การติดเชื้อทางระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal and oropharyngeal anthrax): มักเกิดจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ติดโรค โดยอาการเช่น มีไข้ หนาวสั่น หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ เจ็บเวลากลืน เสียงแหบ มีเสมหะเป็นเลือด ปวดท้อง ท้องเสีย อุจจาระเป็นเลือด อ่อนเพลีย เป็นลม หมดสติ การติดเชื้อด้วยวิธีนี้พบได้น้อย เป็นการติดเชื้อที่รุนแรงโดยมีโอกาสเสียชีวิตได้ประมาณ 25 - 60%

ค. การติดเชื้อจากการสูดดม (Inhalation anthrax): เกิดจากการสูดดมเอาสปอร์ของ เชื้อนี้เข้าสู่ปอด อาการเช่น อาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่เช่น ปวดเมื่อยเนื้อตัว มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ เจ็บคอ แน่นอึดอัดหน้าอก/หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด คอแข็ง ช็อก และมักเสียชีวิตได้สูงถึงประมาณ 90% ถ้าได้รับการรักษาล่าช้า แต่ถ้าได้รับยาปฏิชีวนะทันท่วงที่ตั้งแต่ในระยะ แรกติดเชื้อโอกาสเสียชีวิตประมาณ 30 - 50%

ง. การติดเชื้อจากการฉีด (เข้ากล้ามเนื้อ) สารเสพติดผิดกฎหมาย (Injection anthrax): เป็นการติดเชื้อที่เพิ่งมีรายงานเกิดในยุโรปเหนือเมื่อ ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) โดยอาการจะเหมือนกับการติดเชื้อทางผิวหนังแต่จะรุนแรงกว่า เพราะเกิดการติดเชื้อในกล้ามเนื้อส่วนที่อยู่ลึกซึ่งตำแหน่งรอยโรคจะบวมมาก แดง เกิดเป็นฝีหนอง และร่วมกับมีอาการอื่นๆเช่น มีไข้ หนาวสั่น ซึ่งโรคอาจลุกลามเป็นการติดเชื้อในกระแสโลหิตและเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ประมาณ 30%

อนึ่งโรคแอนแทรกทุกรูปแบบถ้ารักษาล่าช้าหรือไม่ได้รับการรักษา โรคจะลุกลามแพร่กระจายรุนแรงเข้าสู่กระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) เข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง เนื้อสมอง ผู้ป่วยมักเกิดอาการช็อกอย่างรุนแรงและเสียชีวิตในที่สุด

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ผู้สัมผัสสัตว์/ผลิตภัณฑ์สัตว์กินหญ้าและผู้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอเมื่อสงสัยการติดโรคนี้หรือมีอาการดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการ

แพทย์วินิจฉัยแอนแทรกได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคแอนแทรกได้จากประวัติอาการต่างๆ ประวัติการสัมผัสสัตว์กินหญ้า อาชีพ/การงาน การตรวจร่างกาย การตรวจเชื้อ และ/หรือการเพาะเชื้อจากเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และ/หรือจากน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง การตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทานและ/หรือสารก่อภูมิต้านทานต่อโรคนี้ การตรวจภาพอวัยวะที่มีอาการด้วยเอกซเรย์และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะผู้ที่มีรอยโรคที่ผิวหนัง แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อจากรอยโรคเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

รักษาแอนแทรกอย่างไร?

การรักษาแอนแทรกประกอบด้วยการให้ยาปฏิชีวนะและการรักษาประคับประคองตามอาการ

ก. การให้ยาปฏิชีวนะ: จะได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มให้ยาตั้งแต่รู้ว่าสัมผัสโรคโดยยังไม่เกิดอาการเรียกว่าเป็นการรักษาแบบป้องกัน แต่เมื่อมีอาการแล้วการรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรและผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง ซึ่งยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคนี้มีหลายตัว โดยการรักษาอาจใช้ยาฯเพียงตัวเดียวหรือหลายตัวร่วมกันทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคเช่น ยา Cyprofloxacin, Doxycycline, Erythromycin, Penicillin

ข. การรักษาประคับประคองตามอาการ: เช่น การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำกรณีกินอาหารได้น้อย การให้ออกซิเจนกรณีมีอาการทางการหายใจ การให้เลือดถ้ามีภาวะซีดจากเลือดออกมาก รวมไปถึงการให้ยาแก้อักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์

อนึ่งในปัจจุบันได้มีการศึกษานำยาที่เป็นสารภูมิต้านทาน (Monoclonal antibody therapy) เช่น ยา Raxibacumab มาใช้ทั้งในการป้องกันและในการรักษาการติดเชื้อแอนแทรกจากการสูดดม ซึ่งได้ผลดีในระดับหนึ่ง

แอนแทรกก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงสำคัญจากการติดเชื้อแอนแทรกคือ การเกิดอักเสบรุนแรงต่อทุกอวัยวะโดย เฉพาะต่อสมอง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงจนเป็นเหตุถึงเสียชีวิตในที่สุด

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อมีการติดเชื้อแอนแทรกคือ การปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด ซึ่งโดยทั่วไปผู้ติดเชื้อแอนแทรกแพทย์มักรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อแพทย์ให้กลับบ้านได้ต้องกินยาต่างๆที่แพทย์สั่งอย่างถูกต้องครบถ้วน ไม่ขาดยา เพราะดังกล่าวแล้วในตอนต้นในหัวข้อ อาการ ว่าสปอร์ของแอนแทรกสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นระยะเวลายาวนาน

นอกจากนั้นการดูแลตนเองอื่นๆเช่น

ป้องกันแอนแทรกได้อย่างไร?

การป้องกันติดเชื้อแอนแทรกคือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์กินหญ้า และผู้ที่เลี้ยงสัตว์กินหญ้า ต้องดูแลสัตว์และฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อแอนแทรกให้สัตว์ตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์รวมทั้งต้องรู้จักดูแลตนเองในการกำจัดซากสัตว์กินหญ้าที่ตายด้วยเชื้อแอนแทรกและ/หรือที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในคนมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแอนแทรกเช่นกันทั้งชนิดเป็นเชื้อแอนแทรกที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ (วัคซีนเชื้อเป็น/Live vaccine) และชนิดผลิตจากชิ้นส่วนของเชื้อแอนแทรก (Acellular vaccine) ซึ่งจะช่วยลดผลข้างเคียงจากวัคซีนลงได้มากกว่าวัคซีนเชื้อเป็น

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นโรคพบได้น้อยและวัคซีนมีผลข้างเคียงสูง ( เช่น ไข้สูง หนาวสั่น สับสน ชัก หายใจลำบาก เป็นลม ตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนบวม แดง อักเสบ) จึงยังไม่มีการแนะ นำฉีดวัคซีนในคนทั่วไป โดยจะฉีดป้องกันเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มปัจจัยเสี่ยงเท่านั้น โดยวัคซีนทีรับรองโดยองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US. FDA: Food and Drug Administration) แนะนำการฉีดทั้งหมด 5 เข็มคือ ที่ระยะเวลา 0 (เข็มแรก), 1, 6, 12 และ 18 เดือนต่อจากนั้นฉีดกระตุ้น 1 เข็มทุกปี ส่วนผู้ที่สัมผัสเชื้อนี้และไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนและยังไม่มีอาการให้ฉีดวัคซีนเพียง 3 เข็มโดยเข็มที่ 2 และ 3 ฉีดหลังเข็มแรก 2 และ 4 สัปดาห์ตาม ลำดับร่วมกับการกินยาปฏิชีวนะนาน 60 วันหรือตามดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

อนึ่งวัคซีนนี้มีข้อห้ามคือ ห้ามฉีดในหญิงตั้งครรภ์

บรรณานุกรม

  1. Anthraxhttp://www.cdc.gov/anthrax/basics/index.html [2016,April2]
  2. Anthrax: Prevention http://www.cdc.gov/anthrax/medicalcare/prevention/antibiotics.html [2016,April2]
  3. Anthrax vaccine http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/druginfo/meds/a607013.html [2016,April2]
  4. Dixon,T., et al. (1999).Anthrax. NEJM. 341,815-826.
  5. Grunow,R. et al http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23267409 [2016,April2]
  6. O’Brien,K. et al. (2003). Regcognition and management of bioterrorism. Am Fam Physician. 67,1927-1934.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน mayo Ronnachai Rainwill
Frame Bottom