Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง  อื่นๆ  ทั่วตัว  ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

อาการบวมมักร่วมกับลมพิษ 

บทนำ

แองจิโออีดีมา (Angioedema) คือภาวะที่มีการบวมในชั้นลึกของหนังแท้ (Deep dermis) ชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue) และใต้เยื่อเมือกต่างๆ (Submucosal tissue) เนื่องจากมีของเหลวรั่วออกมาจากเส้นเลือด โดยมักสังเกตเห็นการบวมได้ตามบริเวณริมฝีปาก รอบตา ใบ หน้า อย่างไรก็ตามการบวมสามารถเกิดได้ในบริเวณอื่นๆของร่างกายรวมถึงเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจและในระบบทางเดินอาหาร โดยหากเกิดการบวมในบริเวณทางเดินหายใจ ลิ้น และในหลอดลม จะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉินเพราะผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต (ตาย) ได้

ประชากรโดยทั่วไปประมาณ 10% จะเคยมีภาวะแองจิโออีดีมาอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต โดยจะพบเกิดในผู้หญิงได้มากกว่าในผู้ชาย สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ แต่ช่วงอายุที่พบบ่อยคือช่วง 30 - 60 ปี

อะไรเป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะแองจิโออีดีมา?

แองจิโออีดีมา

โดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยภาวะแองจิโออีดีมานั้นมักหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงไม่พบเรียกว่า Idiopathic angioedema

อย่างไรก็ตามสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงที่พบว่าอาจทำให้เกิดภาวะแองจิโออีดีมาได้ได้แก่

1. ภาวะการแพ้ (Allergic angioedema) ได้แก่ การแพ้อาหาร แพ้ยา แมลงสัตว์กัดต่อย วัตถุกันเสีย โดยมักจะพบมีผื่นลมพิษร่วมด้วย และอาจมีภาวะการแพ้แบบรุนแรงอนาไฟแลคซีส (Anaphylaxis) ร่วมด้วยได้โดยผู้ป่วยจะมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น ความดันเลือด/ความดันโลหิตต่ำ หายใจลำบาก หมดสติ

2. การได้รับยาบางอย่าง เช่น กลุ่มยาแก้ปวด NSAIDs, สารทึบรังสี (Intravenous contrast media ที่ใช้ฉีดในการตรวจทางรังสีวิทยาเช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์), ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงกลุ่ม ACEI (Angiotensin converting enzyme inhibitor)

3. โรคแองจิโออีดีมาโดยกำเนิด (Hereditary angioedema) เกิดจากการขาดหรือมีความผิดปกติของเอนไซม์ C1 inhibitor (เอนไซม์ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรั่วของของเหลวจากเส้นเลือด)

4. โรคกลุ่มภูมิต้านตนเอง (Autoimmune disease)หรือโรคที่มีความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphoproliferative disorder เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด)

5. ปัจจัยทางกายภาพต่างๆ เช่น ความร้อน ความเย็น การสั่นสะเทือน รังสียูวี

ภาวะแองจิโออีดีมาติดต่อหรือไม่?

ภาวะแองจิโออีดีมาไม่ใช่โรคติดต่อจึงไม่ติดต่อทางใดๆทั้งสิ้นเช่น การคลุกคลี การสัมผัสผู้ป่วย หรือการสัมผัสผื่นผิวหนังหรือเนื้อเยื่อส่วนที่บวมของผู้ป่วย

ภาวะแองจิโออีดีมามีอาการอย่างไร?

โดยทั่วไปอาการที่สามารถสังเกตได้ง่ายและพบบ่อยของภาวะแองจิโออีดีมาคือ การบวมตามเปลือกตา/หนังตา ริมฝีปาก ใบหน้า มือ เท้า หรือบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ หรือแสบๆร้อนมากกว่าที่จะรู้สึกคัน และผิวหนังที่ปกคลุมบริเวณที่บวมอาจมีลักษณะปกติ แต่บ่อยครั้งในผู้ป่วยที่มีภาวะแองจิโออีดีมานั้นจะพบมีผื่นลมพิษร่วมด้วย

ภาวะนี้สามารถเกิดได้ในบริเวณระบบทางเดินอาหารโดยผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด หรือ

ถ้าเกิดบริเวณระบบทางเดินหายใจ กล่องเสียง ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการแน่นหน้าอก เสียงเปลี่ยน หายใจลำบาก ซึ่งเมื่อผู้ป่วยมีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน เพราะหากเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจแบบสมบูรณ์จากการบวมของหลอดลม ผู้ป่วยจะไม่สามารถหายใจได้และจะเสียชีวิต (ตาย) ได้อย่างรวดเร็ว

ในบางครั้งภาวะแองจิโออีดีมาเป็นอาการแสดงหนึ่งของการแพ้แบบรุนแรงที่เรียกว่า อนาไฟแลคซีส (Anaphylaxis) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการอื่นร่วมเช่น อาการหายใจลำบาก ความดันโลหิตตก/ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ ซึ่งเป็นภาวะการแพ้ที่รุนแรงและเฉียบพลัน แม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจจะเสียชีวิตได้

แพทย์วินิจฉัยภาวะแองจิโออีดีมาได้อย่างไร?

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะแองจิโออีดีมาจากประวัติของอาการและอาการแสดง (ดังกล่าวในหัวข้อ อาการ) เป็นหลัก ประวัติอาการฯมีความสำคัญในการวินิจฉัยโรคอย่างยิ่งเช่น ประวัติการเกิดภาวะแองจิโออีดีมา การมีผื่นลมพิษร่วมด้วย ประวัติการเกิดภาวะนี้ในอดีต อาหารหรือยาที่รับประทาน การถูกแมลงกัดต่อย หรือมีสิ่งกระตุ้นต่างๆที่เป็นไปได้ ประวัติครอบครัวที่เคยเกิดภาวะนี้โดยเฉพาะในรายที่เป็นครั้งแรก ประวัติของอาหารและยา แมลงกัดต่อย หรือการสัมผัสสิ่งกระตุ้นใหม่ๆ เป็นสิ่งที่แพทย์ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ในผู้ป่วยมีผื่นลมพิษร่วมด้วย แพทย์ก็จะทำการตรวจสืบค้นโรคตามแนวทางการรักษาโรคผื่นลมพิษ แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการของภาวะแองจิโออีดีมาเพียงอย่างเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีการเป็นซ้ำ จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมหลายอย่างเช่น การตรวจดูเม็ดเลือด (การตรวจซีบีซี/CBC) การตรวจดูระดับสารคอมพลีเมนต์ (Complement testing, การตรวจเลือดหาสารโปรตีนชนิดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย) ในเลือด การตรวจหาโรคภูมิต้านตนเอง/โรคออโตอิมมูน

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ผู้ป่วยที่มีอาการของภาวะแองจิโออีดีมา (ดังกล่าวในหัวข้อ อาการ) ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อประเมินอาการและรักษา

หากผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก หรือมีอาการของการแพ้แบบรุนแรงท่เรียกว่าอนาไฟแลคซีส (Anaphylaxis) ร่วมด้วยเช่น ความดันเลือดตก/ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด หมดสติ ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือเรียกรถพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

รักษาและป้องกันได้อย่างไร?

การรักษาผู้ป่วยภาวะแองจิโออีดีมาในขั้นต้นคือ การประเมินระบบทางเดินหายใจ และประเมินว่ามีการแพ้แบบรุนแรงอนาไฟแลคซีส (Anaphylaxis) ร่วมด้วยหรือไม่ หากมีภาวะอุดกั้นของทางเดินหายใจ แพทย์อาจมีความจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

นอกจากนั้นคือการใช้ยารักษาตามอาการเช่น ยาอีพิเนฟฟรีน (Epinephrine) ยาต้านอีสตามีน (Antihistamine) และยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งยาเหล่านี้อาจถูกให้เพื่อทำให้อาการดีขึ้น

อย่างไรก็ตามการรักษาภาวะแองจิโออีดีมามีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับสาเหตุของโรค/ของภาวะนี้เป็นหลัก ดังนั้นในรายที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำ แพทย์จะมีการตรวจสืบค้นหาสาเหตุของโรค และอาจมีการปรึกษาแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะเช่น แพทย์ผิวหนัง (Dermatologist) หรือแพทย์ด้านภูมิแพ้ (Immunologist) เพื่อการร่วมดูแลผู้ป่วย

ภาวะแองจิโออีดีมามีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของภาวะแองจิโออีดีมามีความหลากหลายขึ้นกับสาเหตุ ภาวะแองจิโออีดีมาที่เกิดจากการแพ้ในผู้ป่วยส่วนมาก มักจะไม่ได้มีความรุนแรงมากหรือทำให้ถึงแก่ชีวิต มักหายได้ภายใน 1 - 3 วัน

อย่างไรก็ตามจะพบการเกิดเป็นซ้ำของภาวะนี้ได้บ่อย และความรุนแรงในแต่ละครั้งมีความหลากหลาย และทำนายไม่ได้ว่าจะรุนแรงหรือไม่ ดังนั้นหากทราบสาเหตุ การหลีกเลี่ยงสาเหตุจึงเป็นสิ่งจำเป็น

หากภาวะแองจิโออีดีมาเกิดจากโรคทางพันธุกรรม การรักษาตลอดชีวิตตามแพทย์แนะนำเป็นสิ่งที่จำเป็น

หากภาวะแองจิโออีดีมาเกิดจากภาวะโรคร่วมเช่น โรคความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว การพยากรณ์โรคจะขึ้นกับภาวะโรคร่วมที่เป็นเหล่านั้นด้วย

ภาวะแองจิโออีดีมาก่อผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียงจากภาวะแองจิโออีดีมาที่อาจพบได้เช่น ภาวะอุดกั้นของทางเดินระบบหายใจจากอาการบวม และการแพ้แบบรุนแรงอนาไฟแลคซิส (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่สำคัญเพราะอาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต (ตาย) ได้

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเกิดมีภาวะแองจิโออีดีมาคือ

  • หากทราบสาเหตุสิ่งกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ที่แน่ชัด ให้หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ หากมีอาการอาจรับประทานยาแก้แพ้ (Antihistamine) เพื่อลดอาการ แล้วรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล
  • ในกรณีที่อาการเป็นรุนแรง ควรมีนามบัตรเขียนถึงสิ่งที่แพ้และโรคที่เป็น วีธีการรักษาเมื่อมีอาการ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อฉุกเฉินไว้กับตัวเสมอ เพื่อการดูแลและการติดต่อกรณีฉุกเฉิน
  • หากอาการที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องหัดใช้ยาอิพิเนฟฟริน(Epinephrine) ฉีดแบบพกพา แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความจำเป็นของผู้ป่วยเป็นรายๆไป
  • เนื่องจากการเกิดภาวะแองจิโออีดีมามีได้จากหลายสาเหตุและการดูแลตนเองมีความแตกต่างกันในรายละเอียด ผู้ป่วยจึงควรมีการศึกษาถึงโรคที่เป็นสาเหตุและสอบถามจากแพทย์ผู้ทำการรักษาถึงโรคของตนเองที่รวมถึงการดูแลตนเองที่เหมาะสมด้วย

บรรณานุกรม

  1. Burns, T., & Rook, A. (2010). Rook's textbook of dermatology (8th ed.). Chichester, West Sussex, UK; Hoboken, NJ: Wiley-Blackwell.
  2. Lowell A.Goldsmith,Stephen I.Katz,BarbaraA.Gilchrest,Amy S.Paller,David J.Leffell,Klaus Wolff.Fitzpatrick Dermatology in general medicine .eight edition.McGraw hill.
  3. http://www.dermnetnz.org/reactions/angioedema.html [2015,Nov14]
  4. http://emedicine.medscape.com/article/135208-overview [2015,Nov14]
  5. http://www.nhs.uk/conditions/Angioedema/Pages/Introduction.aspx [2015,Nov14]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน sirikul meen.m bearing0002
Frame Bottom