Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มีก้อนเนื้อโตเร็ว 

บทนำ

ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) เมื่อแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา หนึ่งในกลุ่มยาเคมีบำ บัดที่มีความสำคัญคือ “กลุ่มแอคิลเลทติ้ง เอเจนท์ (Alkylating agent)” กลไกของยาจะออกฤทธิ์จับหรือรวมตัวกับดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์มะเร็งแล้วเกิดเป็นสารประกอบที่ส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนตัวไปได้อีก

ยาเคมีบำบัดรวมกลุ่มยาแอคิลเลทติ้ง เอเจนท์จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ จึงมีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น ในการใช้ยา ขนาดยา และการปรับขนาดยานี้ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ทางด้าน โรคมะเร็งเป็นผู้ประเมินและสั่งใช้ยานี้เท่านั้น เนื่องจากยานี้ก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) หลายประการต่อร่างกาย อีกทั้งยาบางชนิดในยากลุ่มนี้จำเป็นต้องปรับขนาดยาตามค่าการทำงานของไตและของตับหรือตามความรุนแรงของสภาวะโรคและสภาพร่างกายขณะนั้นเช่น การทำงาน ของไขกระดูก

เมื่อผู้ป่วยทราบว่ากำลังจะได้รับยาเคมีบำบัดที่รวมถึงกลุ่มยาแอคิลเลทติ้ง เอเจนท์ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรดังนี้เช่น

ยาเคมีบำบัดที่อยู่ในกลุ่มแอคิลเลทติ้ง เอเจนท์นี้เช่น ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophospha mide), ไอฟอสฟาไมด์ (Ifosphamide), เมฟาแลน (Melphalan), คลอแรมบิวซิล (Chlorambucil), เบนด้ามูสทีน (Bendamustine), อาทรีทามีน (Altretamine), ไทโอทีพา (Thiotepa), บูซัลแฟน(Busulfan), คาร์มูสทีน (Carmustine), สเตรปโตโซซิน (Streptozocin), ซิสพาทีน (Cisplatin), คาร์โบพาทีน (Carboplatin) และออกซาลิพาทีน (Oxaliplatin)

ภายหลังจากผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดที่รวมถึงกลุ่มแอคิลเลทติ้ง เอเจนท์ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์พยาบาลผู้ให้การรักษาดูแลเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากยาเคมีบำบัดเช่น ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำที่เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อภาวะติดเชื้อไวรัส/เชื้อแบคทีเรีย/เชื้อรา, แผลภายในปากและลำคอ เป็นต้น (แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำจากเคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา)

ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์มีรูปแบบจำหน่ายอย่างไร?

แอคิเลทติ้ง-เอเจนท์

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ในประเทศไทยมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์เช่น

การบริหารยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์มีหลักการอย่างไร?

หลักการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดรวมยากลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยอาการและภาวะโรคภายหลังการตรวจร่างกายผ้ป่วยอย่างละเอียด จากนั้นพิจารณาสูตรยาเคมีบำบัดที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยซึ่งต้องพิจารณาหลายปัจจัยเช่น ข้อบ่งใช้ของยาต่อโรค, ภาวะโรคร่วม(เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต) ทั้งนี้เพื่อการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโดยคำนึงถึงน้ำหนักตัว อายุ ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด/ซีบีซี/CBC (เช่น ปริมาณเม็ดเลือดขาว, ปริมาณเม็ดเลือดแดง และปริมาณเกล็ดเลือด) ค่าการทำงานของไตและค่าการทำงานของตับ รวมถึงยาชนิดอื่นๆที่ผู้ป่วยกำลังได้รับอยู่ โดยขนาดยาและวิธีการบริหารยา/การใช้ยาสำหรับสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และ ผู้สูงอายุ ต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาจากแพทย์ด้านโรคมะเร็ง

กรณีท่านได้รับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ชนิดรับประทาน ท่านควรรับประทานยาให้ตรงตามที่แพทย์สั่ง ไม่เพิ่มลดหรือปรับขนาดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด หากท่านมีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเกิดขึ้นในช่วงระหว่างกำลังได้รับยาเคมีบำบัดอยู่ ท่านควรต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนแพทย์นัดเพื่อรับการรักษาอาการไม่พึงประสงค์เหล่านั้น

กรณีลืมรับประทานยากลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์โดยมีวิธีการรับประทานยาเพียงวันละ 1 ครั้ง ให้รับประทานยานี้ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า และ

หากลืมรับประทานยากลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ที่มีวิธีการรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ (หากห่างไม่เกิน 6 ชั่วโมงจากเวลารับประทานปกติ) แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (เกินกว่า 6 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) ให้รับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติ ข้ามมื้อยาที่ลืมรับประทานไป จากนั้นรับประทานยาในขนาดปกติต่อไป (ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าหรือนำยามื้อที่ลืมไปมารับประทานด้วย) และรับประทานยาในมื้อถัดๆไปในขนาดยาปกติ

ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์มีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์มีผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์/ ภาวะแทรกซ้อน) เช่น

ก. ภาวะกดการทำงานของไขกระดูก (Bone marrow suppression): ทำให้

ภาวะกดการทำงานของไขกระดูก/กดไขกระดูกนี้จะเกิดขึ้นหลังได้รับยาเคมีบำบัดไปแล้วประ มาณ 6 - 10 วัน และมักเริ่มดีขึ้นภายในประมาณ 14 - 21 วันต่อมา ซึ่งความรุนแรงของยาเคมีบำบัดที่ส่งผลต่อภาวะกดไขกระดูกจะแตกต่างกันในแต่ละตัวยาของยาในกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ ดังนั้นผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัดควรปฏิบัติตนตามแพทย์/พยาบาลที่รักษาดูแลแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่ตามมาในช่วงภาวะกดไขกระดูก

ข. ผลต่อเยื่อเมือก (Mucosa): ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์จะส่งผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์เยื่อบุและเยื่อเมือกต่างๆเช่น เยื่อเมือกบุช่องปากและเส้นผม ส่งผลทำให้เกิดแผลในช่องปาก ลำคอ กระเพาะอาหาร ลำไส้ รวมถึงผมร่วง กรณีผู้ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดแผลบริเวณเยื่อบุ/เยื่อเมือกในอวัยวะต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาเพื่อทำการรักษาผลข้างเคียงเหล่านั้นตั้งแต่ต้นเพื่อลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดภาวะติดเชื้อแทรกซ้อน

ค. ผลต่อระบบประสาท (Nervous system): อาการทางระบบประสาทที่อาจพบได้จากผลข้างเคียงของยากลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน และพบว่าตัวยาชนิดไอฟอสฟาไมด์ (Ifosphamide) มีผลต่อระบบประสาทมากที่สุดเช่น ทำให้เกิดอาการชัก (Genera lized seizure), สภาพจิตเปลี่ยนแปลง (Altered mental status), อาการโคม่า (Coma), ส่วนตัวยาบูซัลแฟน (Busulfan) ในขนาดที่สูงก็มีผลทำให้เกิดอาการชักได้เช่นกัน

ง. ผลต่อระบบทางเดินหายใจ (Respiratory system): ยาในกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ จะส่งผลพิษต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งมักพบเมื่อใช้ยาไปแล้วระยะหนึ่งเช่น เกิดพังพืดในปอด (Pulmonary fibrosis)

จ. ผลต่อระบบหลอดเลือด (Vascular system): ยาในกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์จะส่งผลพิษต่อระบบหลอดเลือดซึ่งมีผลทำให้หลอดเลือดเกิดบาดเจ็บ (Vascular endothelial damage) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์ที่อันตรายถึงแก่ชีวิตคือ เกิดภาวะ Veno-occulsive disease หรือเรียกย่อๆว่า VOD ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดดำขนาดเล็กในตับเกิดการอุดตันและจะนำไปสู่ภาวะตับวายและไตวาย

ฉ. ผลต่อระบบไต (Kidney): ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ที่มีผลพิษต่อไตเช่น ยาไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) และยาไอฟอสฟาไมด์ (Ifosphamide) ซึ่งทำให้เกิดภาวะปัสสาวะเป็นเลือด (Hemorrhagic cystitis) กรณีได้รับยาเหล่านี้ในขนาดสูง ซึ่งปกติแล้วจะมีการให้ยาเมสน่า (Mesna, ยาลดผลข้างเคียงของยาไซโคลฟอสฟาไมด์และยาไอฟอสฟาไมด์) ร่วมกับยาเคมีบำบัดทั้งสองตัวนี้เพื่อป้องกันภาวะปัสสาวะเป็นเลือด/ปกป้องระบบไต

ช. ผลต่อระบบสืบพันธุ์ (Reproductive system): ยาในกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์จะ ส่งผลพิษต่อระบบสืบพันธุ์เช่น ทำให้รอบเดือนขาด/ภาวะขาดประจำเดือน (Amenorrhea) ในสตรีที่ยังมีรอบเดือนอยู่ และมีผลทำให้การเคลื่อนที่และจำนวนของสเปิร์ม/Sperm/อสุจิผิดปกติ (Azoo spermia) ในผู้ชาย

ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นอย่างไร?

ยาอื่นๆที่นำมาใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์นั้นอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาเคมีบำบัดแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ที่กำลังใช้อยู่ ซึ่งมีผลทำให้ระดับยาชนิดใดชนิดหนึ่งมีระดับยาเพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกิดความเป็นพิษหรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ หรือระดับยาชนิดใดชนิดหนึ่งลดลงจนขาดประสิทธิภาพในการรักษาได้ ดังนั้นควรพิจารณาปรึกษาเภสัชกรเพื่อตรวจสอบรายการยา ที่ผู้ป่วยกำลังได้รับอยู่ว่ามีปฏิกิริยาระหว่างยาหรือไม่ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา

อย่างไรก็ตามเนื่องจากยาเคมีบำบัดรวมถึงยาแอคิเลทติ้ง เอเจนท์มีผลกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย จึงแนะนำหลีกเลี่ยงการได้รับวัคซีนในช่วงที่ได้รับยาเคมีบำบัดอยู่ โดยหลีกเลี่ยงวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live vaccines: หมายถึงวัคซีนจากเชื้อเป็นที่ถูกผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถทำให้เกิดโรค แต่เชื้อยังมีฤทธิ์เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันฯของร่างกายได้ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันฯต่อเชื้อโรคนั้นๆ ตัวอย่างวัคซีนเชื้อเป็นเช่น วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนไวรัสโรตา และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเป็นยาพ่นจมูก เป็นต้น เพราะขณะใช้ยาเคมีบำบัดภูมิคุ้มกันฯของผู้ป่วยจะลดลง เชื้อโรคที่อ่อนฤทธิ์จากวัคซีนจึงอาจจะก่อโรคได้ในช่วงนี้

มีข้อควรระวังในการใช้ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์อย่างไร?

มีข้อควรระวังในการใช้ยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์เช่น

1. ระวังอาการแพ้ยาและอาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียงที่รุนแรงของผู้ป่วย

2. ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากท่านกำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรเมื่อจะใช้ยานี้

3. หากท่านมีภาวะการทำงานของไตบกพร่อง, ตับบกพร่อง หรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาทราบ เนื่องจากอาจต้องทำการรักษาโรคประจำตัวเดิมของท่านก่อนการเริ่มใช้ยาเคมีบำบัดฯ หรือปรับขนาดยาเคมีบำบัดตามค่าการทำงานของไตและของตับให้เหมาะสม

4. ยาเคมีบำบัดในกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์บางตัวมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาชนิดอื่นๆ ดังนั้นแจ้งแพทย์และเภสัชกรเสมอว่า ท่านมียาใดบ้างที่กำลังรับประทานอยู่ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาสมุนไพรต่างๆ เพื่อป้องกันการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากปฏิกิริยาระหว่างยา

5. ควรรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันทีฉุกเฉิน หากอยู่ในช่วงที่ท่านกำลังได้รับยาเคมีบำบัดและเกิดอาการไม่พึงประสงค์ดังต่อไปนี้เช่น อาเจียนอย่างหนัก, ปวดท้องอย่างรุนแรง, ท้องเสียหรือ ถ่ายท้องอย่างมากจนอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและมีภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ (อาการที่สังเกตได้เช่น เหนื่อย สับสน อ่อนเพลีย อ่อนแรง หัวใจเต้นเร็ว) มีอาการเจ็บหน้าอก บวมน้ำ ปวดศีรษะ มีอาการเจ็บริมฝีปาก เจ็บภายในช่องปาก มีปัญหาภาวะเลือดออกผิดปกติในอวัยวะต่างๆเช่น อุจจาระมีสีดำ ปัสสาวะมีสีแดง มีจ้ำแดงๆตาผิวหนัง มีสัญญาณของภาวะติดเชื้อเช่น มีไข้ (สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส/Celsius) หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด/หายใจลำบาก มีอาการปวดหรือร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปวด บวม แดง และเจ็บตามร่างกาย หากท่านมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์/ไปยังโรงพยาบาลใกล้บ้านที่สะดวกก่อนวันแพทย์นัดทันที/ฉุกเฉิน

เก็บรักษายาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์อย่างไร?

การเก็บยาเคมีบำบัดกลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ชนิดเม็ด แนะนำเก็บยาที่อุณหภูมิห้อง ไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส หรือเก็บยาในห้องที่ร้อนจัดหรือมีความชื้นมากเช่น ห้องที่ถูกแสงแดดส่องถึงทั้งวัน ในรถยนต์ ห้องครัว หรือห้องน้ำ นอกจากนี้ยังควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิม และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาให้พ้นจากแสงแดดหรือบริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึงตัวยาตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพของยาให้มีประสิทธิภาพตลอดถึงวันสิ้นอายุของยา หากยาเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพเช่น สี, ลักษณะเม็ดยาเปลี่ยนแปลงจากปกติ ควรทิ้งยานั้นไป และควรศึกษาเอกสารกำกับยาทุกครั้งสำหรับวิธีการเก็บรักษายาแต่ละชนิดเนื่องจากยาบางชนิดอาจจำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นหรือมีวิธีการเก็บรักษาพิเศษ

การเก็บยากลุ่มแอคิเลทติ้ง เอเจนท์ชนิดยาผง/สารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิมเสมอ พิจารณาวิธีการเก็บรักษายาเคมีบำบัดแต่ละชนิดโดยศึกษาจากเอกสารกำกับยาเพื่อรักษาให้ยาฉีดคงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

บรรณานุกรม

  1. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12.
  2. Dandan RH, Bruton LL. Goodman and Gilman's Manual of pharmacology and therapeutics. 2nd ed. China: McGraw-Hill Companies, Inc.; 2014.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน sirikul
Frame Bottom