Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กระดูก  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ยาแคลเทรต (Caltrate) เป็นยาที่ใช้เสริมสร้างธาตุ/เกลือแร่แคลเซียมให้กับร่างกาย รูป แบบยาแผนปัจจุบันของยานี้เป็นชนิดเม็ดสำหรับรับประทาน โดยมีชื่อการค้าแตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้

ข้อบ่งใช้หลักของยานี้คือ ใช้เป็นยารักษาภาวะกระดูกพรุนและเสริมสร้างเกลือแคลเซียม วิตามิน D ในผู้ป่วยสูงอายุ การใช้ยาชนิดนี้ในผู้บริโภคแต่ละวัยมีความแตกต่างกันเช่น

การได้รับยานี้เป็นปริมาณมากเกินไปอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายเช่น มีอาการเบื่ออาหาร กระหายน้ำ คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ อีกทั้งระยะเวลาในการรับประทานยานี้จะต้องเป็นไปตามความ เห็นของแพทย์ ซึ่งก่อนการใช้ยานี้แพทย์มักจะซักประวัติผู้ป่วยว่ามีภาวะของนิ่วในไตหรือไม่ ป่วยด้วยภาวะ Sarcoidosis (โรคที่เกิดมีการอักเสบในอวัยวะต่างๆได้หลายอวัยวะพร้อมกันโดยเฉพาะ ปอด เป็นโรคพบได้น้อย ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน) หรือไม่ และอาจต้องตรวจปริมาณแคลเซียมในเลือดเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบกับการใช้ยาแคลเทรตได้อย่างเหมาะสม

แคลเทรตมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

แคลเทรต

ยาแคลเทรตมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้เพื่อป้องกันและรักษาภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)

แคลเทรตมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ของยาแคลเทรตจะขึ้นกับธรรมชาติของตัวยาสำคัญที่นำมาเป็นส่วน ประกอบเช่น

ทั้งนี้ จากกลไกของสารสำคัญที่กล่าวมาจะส่งผลให้เกิดฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาโรค กระดูกพรุน

แคลเทรตมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ยาแคลเทรตมีรูปแบบการจัดจำหน่ายเป็นยาเม็ดชนิดรับประทาน

แคลเทรตมีขนาดรับประทานอย่างไร?

ยาแคลเทรตในแต่ละชื่อการค้ามีขนาดรับประทานดังนี้เช่น

  • Caltrate 600: ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 1 - 2 เม็ด
  • Caltrate 600 + D 400: ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 1 เม็ด
  • Caltrate plus: ผู้ใหญ่รับประทาน 1 - 2 เม็ด/วันโดยแบ่งรับประทานเช้า - เย็น หรือตาม คำสั่งแพทย์

*อนึ่ง:

  • เด็ก: โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของผู้ใหญ่จึงยังไม่มีข้อมูลการศึกษาการใช้ยานี้ในเด็ก
  • เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมควรรับประทานยานี้พร้อมอาหาร

*****หมายเหตุ:

  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดที่รวมถึงยาแคลเทรต ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกร ดังนี้

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาแคลเทรตสามารถรับประทานเมื่อนึกขึ้นได้ ถ้าเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานยาในมื้อถัดไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า

แคลเทรตมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาจกล่าวโดยรวมๆได้ว่า ยาแคลเทรตสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) ดังนี้เช่น มีการรับรสชาติเปลี่ยนไป ท้องผูก คลื่นไส้และอาเจียน ผู้ป่วยบางรายมีอาการท้องเสีย เป็นตะคริวที่ท้อง กระหายน้ำ ง่วงนอน เกิดนิ่วในไต ปวดปัสสาวะบ่อยและปัสสาวะมาก ตรวจปัสสาวะพบมีปริมาณเกลือแคลเซียมในปัสสาวะเพิ่มขึ้น

อาการของผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาดอาจพบสัญญาณเตือนดังนี้เช่น ท้องผูกมาก ปากแห้ง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ เบื่ออาหาร ซึมเศร้า อ่อนเพลีย รู้สึกสับสน ง่วงนอน ความดันโลหิตสูง ชีพจรเต้นเร็วหรือช้า คลื่นไส้และอาเจียน ปัสสาวะถี่และมีปริมาณมาก หากพบอาการดังกล่าวควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

มีข้อควรระวังการใช้แคลเทรตอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาแคลเทรตเช่น

***** อนึ่ง ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมยาแคลเทรตด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกครั้งควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

แคลเทรตมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาแคลเทรตมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นเช่น

  • การใช้ยาแคลเทรตกับยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ (Thiazide) จะทำให้การขับปัสสาวะมีมากขึ้นและทำให้ปริมาณแคลเซียมในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ยาร่วมกัน แพทย์จะปรับขนาดรับประทานให้เหมาะสมเป็นกรณีไป
  • การใช้แคลเทรตร่วมกับยากลุ่ม Digitalis, Cardiac glycosides, หรือยากลุ่ม Calcium channel blockers อาจกระตุ้นให้เกิดผลข้างเคียงของยากลุ่มดังกล่าวติดตามมาได้มากขึ้น หากไม่มีความจำเป็นใดๆควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน
  • การใช้แคลเทรตร่วมกับยากลุ่ม Cortisone หรือ Prednisone อาจทำให้ระดับความเข้มข้นของเกลือแคลเซียมในกระแสเลือดลดต่ำลงและส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษา หากจำเป็น ต้องใช้ยาร่วมกันควรปรับขนาดการใช้ยาต่างๆให้เหมาะสมเป็นรายบุคคลไป
  • การใช้ยาแคลเทรตร่วมกับยาปฏิชีวนะเช่น Tetracyclines หรือ Fluoroquinolones อาจเกิดการรบกวนการดูดซึมของยาปฏิชีวนะ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ป่วยควรรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนประมาณ 2 ชั่วโมง หรือหลังจากรับประทานยาแคลเทรตไปแล้วเป็นเวลาประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง

ควรเก็บรักษาแคลเทรตอย่างไร?

ควรเก็บยาแคลเทรตภายในอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส (Celsius) ไม่เก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้เย็น ไม่เก็บยาในห้องน้ำหรือในรถยนต์ เก็บยาในภาชนะที่ปิดมิดชิด พ้นแสงแดด ความร้อนและความชื้น และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

แคลเทรตมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาแคลเทรตที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตเช่น

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
Caltrate 600 (แคลเทรต 600) Pfizer Consumer Healthcare
Caltrate 600+D400 (แคลเทรต 600+ดี400) Pfizer Consumer Healthcare
Caltrate Plus (แคลเทรต พลัส) Pfizer Consumer Healthcare

บรรณานุกรม

  1. http://www.mims.com/Thailand/Viewer/Html/PoisonCls.htm[2015,July4]
  2. http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Caltrate%20600/?type=brief[2015,July4]
  3. http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Caltrate%20Plus/?type=full#Indications[2015,July4]
  4. http://www.mims.com/Thailand/drug/info/Caltrate%20Plus/?type=BRIEF[2015,July4]
  5. http://www.caltrate.co.za/files/Caltrate%20600%20%2B%20D%20PIL_1.pdf [2015,July4]
  6. http://agence-prd.ansm.sante.fr/html/par_eu/20090911_fr320_caltratevitamind3_pl.pdf[2015,July4]
  7. http://www.mayoclinic.org/drugs-supplements/vitamin-d/dosing/hrb-20060400 [2015,July4]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom