Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลูกตา  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ตามัว 

บทนำ

ยาแกนไซโคลเวียร์ (Ganciclovir) เป็นยาต้านไวรัส (Antiviral agent) ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคติดเชื้อไซโตเมกกาโลไวรัส/โรคติดเชื้อซีเอมวีที่จอตา (Cytomegaloviral retinitis) หรือเรียกสั้นๆว่า การติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวีที่จอตา (CMV retinitis) ในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ (Immunocompromised host) เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี, ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันฯ (Immuno suppressive drug)

นอกจากนี้ยานี้ยังใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวีในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ (CMV disease in transplant patients) หรือใช้ป้องกันการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวีในผู้ป่วยภูมิคุ้มกันฯต่ำ

ยาแกนไซโคลเวียร์มีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

แกนไซโคลเวียร์

ยาแกนไซโคลเวียร์มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อไซโตเมกกาโลไวรัส (Cytomegalo virus) หรือเรียกสั้นๆว่า เชื้อไวรัสซีเอ็มวี/CMV ที่ติดเชื้อบริเวณจอตา และใช้ในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสซีเอมวีในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะด้วย

ยาแกนไซโคลเวียร์มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาแกนไซโคลเวียร์มีโครงสร้างเป็น Acyclic guanine nucleoside analog ที่มีโครงสร้างคล้ายกับยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir: ยาต้านไวรัส) กลไกการออกฤทธิ์ของยาแกนไซโคลเวียร์ คือยับยั้งการสร้างสารพันธุกรรมดีเอ็นเอ (DNA) ของไวรัส

แกนไซโคลเวียร์เป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบของ 2-ดีออกซีกัวโนซีน (2-deoxyguano sine) ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งการถ่ายแบบดีเอ็นเอของไวรัสเริม (Herpes simplex viruses), ไวรัสไซโตเมกกาโลไวรัส และของไวรัสเอบไซน์-บารร์ (Epstein-Barr virus/EBV, อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง โรคติดเชื้ออีบีวี), ไวรัสวาลิเซร่า ซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus /VZV, ไวรัสโรคอีสุกอีใส) และไวรัสตับอักเสบ บี

เมื่อยแกนไซโคลเวียร์เข้าสู่ร่างกายที่ติดเชื้อไวรัสเช่น ไวรัสซีเอมวี ยาแกนไซโคลเวียร์จะถูกเติมสารฟอสเฟต (Phosphate) ในโครงสร้างโดยโปรตีนของไวรัสที่มีชื่อว่า Kinase จากนั้นจะได้สารแกนไซโคลเวียร์ ไตฟอสเฟต ซึ่งจะถูกทำลาย (Metabolite) ลงอย่างช้าๆภายในเซลล์ร่าง กายมนุษย์

สรุป ตัวยาแกนไซโคลเวียร์มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัส โดยทำให้หยุดการสร้างหรือจำกัดการสร้างดีเอ็นเอในกระบวนการเพิ่มความยาวของสายดีเอ็นเอของไวรัสซีเอ็มวี

ยาแกนไซโคลเวียร์มีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาแกนไซโคลเวียร์ในประเทศไทยมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์เพียงอย่างเดียวคือ ยาฉีดชนิดหยดเข้าหลอดเลือดดำ (Intravenous infusion/IV) โดยมีรูปแบบเป็นยาผงปราศจากเชื้อในขวดแก้วยาฉีด (Powder for injection) สำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ มีขนาด 500 มิลลิกรัมต่อขวด โดยวิธีการเตรียมยาเพื่อบริหารยา/เพื่อใช้ยา ศึกษาต่อในหัวข้อ “ยาแกนไซโคลเวียร์มีขนาดหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?”

ยาแกนไซโคลเวียร์มีขนาดหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

ขนาดยาและการปรับขนาดยาแกนไซโคลเวียร์ โดยเป็นขนาดยาสำหรับทั้งทารก/เด็กและสำหรับผู้ใหญ่ แบ่งตามข้อบ่งใช้ดังนี้

1. ขนาดยาสำหรับการรักษาจอตาอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวี (CMV retinitis):
  • ขนาดยาเริ่มต้น: ยา 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาทางหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมงทุกๆ 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 ถึง 14 วันในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตปกติ
  • ขนาดยาเพื่อคงระดับการรักษา: ยา 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาทางหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมงวันละ 1 ครั้งสัปดาห์ละ 7 วัน หรือยา 6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล กรัมวันละ 1 ครั้งสัปดาห์ละ 5 วัน

2. ขนาดยาสำหรับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสซีเอ็มวีในผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายอวัยวะ:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: ยา 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาทางหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมงทุกๆ 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 7 ถึง 14 วัน
  • ขนาดยาเพื่อคงระดับการรักษา: ยา 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาทางหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมงวันละ 1 ครั้งสัปดาห์ละ 7 วัน หรือ 6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 1 ครั้งสัปดาห์ละ 5 วัน

3. ขนาดยาสำหรับการติดเชื้อไวรัสไซโตเมกกาโลไวรัสที่สมอง: ยา 5 มิลลิกรัมต่อน้ำ หนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาทางหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมงทุกๆ 12 ชั่วโมง โดยบริหารยา/ใช้ยาคู่กับยาฟอสคาเนต (Foscarnet: ยาต้านไวรัส) โดยให้ยา Foscarnet ทางหลอดเลือดดำ (ระยะ เวลาในการให้ยาขึ้นกับอาการทางคลินิกของผู้ป่วยรวมถึงดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา)

4. ขนาดยาสำหรับการติดเชื้อไวรัส Varicella zoster ที่จอตา: ยา 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้ยาทางหลอดเลือดดำนานกว่า 1 ชั่วโมงทุกๆ 12 ชั่วโมง

5. การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่องและ/หรือบำบัดทดแทนไต/ล้างไต:

แพทย์จะปรับขนาดยาตามค่าการทำงานของไตหรือตามชนิดการบำบัดทดแทนไต (ฟอกเลือด หรือล้างไตทางหน้าท้อง) โดยเริ่มปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีค่าการทำงานของไตน้อยกว่า 70 มิลลิลิตร/นาที ขนาดยาที่เหมาะสมขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

6. การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่อง: ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา

*อนึ่ง ขั้นตอนการเตรียมสารละลายแกนไซโคลเวียร์ได้แก่

  1. ฉีดน้ำกลั่น (Sterile water for injection) 10 มิลลิลิตรลงในขวดแก้วยาฉีดที่มีผงยาแกนไซโคลเวียร์อยู่ ซึ่งจะได้สารละลายแกนไซโคลเวียร์ 50 มิลลิกรัมต่อ 1 มิลลิลิตร รวมปริมาตรทั้งสิ้นประมาณ 10 มิลลิลิตร
  2. เขย่าขวดแก้วยาฉีดจนกระทั่งผงยาละลายจนหมด มองเห็นสารละลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  3. ควรตรวจดูว่าสารละลายที่ผสมแล้วมีผงหรือไม่ ก่อนนำไปผสมกับสารอื่นๆ
  4. สารละลายยาแกนไซโคลเวียร์ที่ผสมแล้วในขวดแก้วยาฉีด จะมีความคงตัวที่อุณหภูมิห้อง 12 ชั่วโมง ไม่ควรเก็บสารละลายในตู้เย็น
  5. คำนวณขนาดยาที่เหมาะสมตาน้ำหนักตัวของผู้ป่วย ดูดยาตามปริมาตรในขนาดที่คำนวณได้ใส่ในสารละลายสำหรับหยดเข้าทางหลอดเลือดดำเช่น สารละลายนอร์มอลซาไลน์ (0.9% Normal Saline Solution), สารละลายเด็กโตรส 5% ในน้ำ (D5W/ Dextrose 5% in water),หรือ สารละลายริงเกอร์ (Ringer solution) หรือแลคเตต ริงเกอร์ส (Lactated Ringer solution) โดยสารละลายที่เตรียมสุดท้ายหลังเจือจางยา ไม่ควรมีความเข้มข้นของแกนไซโคลเวียร์มากกว่า 10 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร (Ganciclovir Final Concentration: 10 mg/mL) และไม่ควรผสมผลิต ภัณฑ์อื่นๆเข้ากับสารละลายแกนไซโคลเวียร์

*อนึ่ง วิธีการบริหารยา/การให้ยานี้สามารถทำได้ดังนี้:

  • ห้ามบริหารยาอย่างรวดเร็วหรือให้ยาครั้งละมากๆทางหลอดเลือดดำ เนื่องจากพิษของแกนไซโคลเวียร์จะเพิ่มขึ้นจากความเข้มข้นของยาที่มากเกินไปในร่างกาย
  • ห้ามบริหารยาโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนัง เพราะจะทำให้เกิดระคายเคืองอย่างรุนแรงที่ตำแหน่งฉีดยา เนื่องจากสารละลายแกนไซโคลเวียร์มีความเป็นด่างสูง
  • ความเข้มข้นสูงสุดของสารละลายสำหรับหยดเข้าทางหลอดเลือดดำคือ ยา 10 มิลลิกรัมต่อ สารละลาย 1 มิลลิลิตร

*****หมายเหตุ:

  • ขนาดยาระยะเวลาในการใช้ยา วิธีเตรียมยา และวิธีบริหารยา ที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ผู้รักษาได้ การใช้ยาที่เหมาะสม ควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งยาแกนไซโคลเวียร์ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรดังนี้

  • ประวัติแพ้ยา/แพ้อาหาร/แพ้สารเคมีทุกชนิด
  • มีโรคประจำตัวต่างๆรวมทั้งกำลังกินยาอะไรอยู่ เพราะยาแกนไซโคลเวียร์อาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆที่กินอยู่ก่อนแล้ว
  • หากเป็นสุภาพสตรีควรแจ้งว่าอยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เนื่องจากยาแกนไซโคลเวียร์มีพิษต่อทารกในครรภ์ อาจก่อให้ทารกเกิดความพิการขึ้นได้

    อีกทั้งหากอยู่ในช่วงให้นมบุตร แนะนำให้เลี่ยงการให้นมบุตร เพราะยานี้อาจถูกขับออกทางน้ำนมอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียงรุนแรงแก่บุตร จึงควรพิจารณาหยุดให้นมบุตรหากมารดากำลังได้รับยานี้อยู่ หรือหยุดการใช้ยา ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา

  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาแกนไซโคลเวียร์ ควรติดตามค่าความสมบูรณ์ของเลือด (Complete Blood Count: CBC) เสมอ หากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะเม็ดเลือดขาวลดลงผิดปกติ, นิวโทรฟิล (Neutrophil/เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง) ลดลงผิดปกติ, โลหิตจางและ/หรือเกล็ดเลือดลดลงผิดปกติอย่างรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยากระตุ้นการเจริญของเม็ดเลือด (Hematopoietic growth factor) และ/หรือหยุดยาแกนไซโคลเวียร์ชั่วคราว

หากลืมบริหารยาให้แก่ผู้ป่วยควรทำอย่างไร?

แนะนำควรบริหารยา/ให้ยาแกนไซโคลเวียร์แก่ผู้ป่วยในเวลาเดียวกันทุกวันตามคำสั่งของแพทย์ โดยปกติแล้วยาแกนไซโคลเวียร์จะมีวิธีการบริหารยาวันละ 1 ครั้งหรือวันละ 2 ครั้ง

กรณีลืมบริหารยาให้แก่ผู้ป่วยโดยคำสั่งการบริหารยาเป็นวันละ 1 ครั้ง ให้บริหารยาแก่ผู้ป่วยทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องบริหารยาครั้งถัดไป (วันถัดไป) ให้รอบริหารยาครั้งถัดไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าเช่น บริหารยาเวลา 9.00 น. หากนึกขึ้นได้ว่าลืมบริหารยาแก่ผู้ป่วยตอนเวลา 16.00 น. ก็สามารถบริหารยาได้ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วงเวลาของยาครั้งถัดไป (หมายถึงเกินกว่า 12 ชั่วโมงจากเวลาบริหารยาปกติ) เช่น นึกขึ้นได้ว่าลืมบริหารยาแก่ผู้ป่วยตอนเวลา 22.00 น.ของวันนั้น ให้รอบริหารยาครั้งถัดไปในขนาดยาปกติช่วงเวลาเดิมได้เลยโดยไม่ต้องนำยาที่ลืมมาบริหารให้ผู้ป่วยเพิ่มเติม

กรณีลืมบริหารยาให้แก่ผู้ป่วยโดยคำสั่งการบริหารยาเป็นวันละ 2 ครั้ง (ทุก 12 ชั่วโมง) เช่น โดยปกติแล้วจะบริหารยาเวลา 9.00 น. และ 21.00 น. หากลืมบริหารยาแก่ผู้ป่วย ให้บริหารยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องบริหารยาครั้งถัดไป (เกิน 6 ชั่วโมงจากเวลาบริหารยาปกติ) ให้รอบริหารยาครั้งถัดไปเลยเช่น บริหารยาเวลา 9.00 น. หากนึกขึ้นได้ว่าลืมบริหารยาแก่ผู้ป่วยตอนเวลา 13.00 น. ก็สามารถบริหารยาได้ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วง เวลาของยาครั้งถัดไป (หมายถึงเกินกว่า 6 ชั่วโมงจากเวลาบริหารยาปกติ) เช่น นึกขึ้นได้เวลา 18.00 น.ของวันนั้น ให้รอบริหารยาครั้งถัดไปในขนาดยาปกติช่วงเวลาเดิมได้เลย โดยไม่ต้องนำยาที่ลืมมาบริหารให้ผู้ป่วยเพิ่มเติม

ยาแกนไซโคลเวียร์มีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียงของยาแกนไซโคลเวียร์ที่พบได้บ่อยเช่น

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรติดตามอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆเสมอเมื่อใช้ยานี้ ถ้าพบสิ่งผิดปกติควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

มีข้อควรระวังการใช้ยาแกนไซโคลเวียร์อย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาแกนไซโคลเวียร์ดังนี้เช่น

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมถึงยาแกนไซโคลเวียร์ด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาแกนไซโคลเวียร์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาแกนไซโคลเวียร์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นดังนี้เช่น

  1. พบรายงานการชักในผู้ป่วยที่ได้รับยาแกนไซโคลเวียร์ร่วมกับยาอิมมิพีเนม-ไซลาสตาติน (Imipenem-cilastatin: ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่มคาร์บาพีเนม) ดังนั้นแนะนำอย่างยิ่งให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาทั้งสองร่วมกัน จะพิจารณาใช้เฉพาะเมื่อแพทย์พิจารณาแล้วพบประโยชน์เหนือความเสี่ยงเท่านั้น
  2. ระดับยาไดดาโนซีน (Didanosine: ยาต้านรีโทรไวรัส) จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อให้ร่วมกับยาแกนไซโคลเวียร์ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้ป่วยได้รับอาการไม่พึงประสงค์จากยาไดดาโนซีน ไขกระดูกจะถูกกดมากขึ้น, อาจทำให้เกิดตับอักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบ ดังนั้นแนะนำการใช้เฉพาะกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วพบประโยชน์เหนือความเสี่ยง
  3. เมื่อให้ยาโปรเบนาซิด (Probenacid: ยาขับกรดยูริค) คู่กับยาแกนไซโคลเวียร์จะทำให้ระดับยาแกนไซโคลเวียร์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาแกนโซโคลเวียร์ได้เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไขกระดูกถูกกดการทำงานมากขึ้น ดังนั้นหากใช้ยาทั้งสองร่วมกันแพทย์จะตรวจความสมบูรณ์ของเลือด/CBC และตรวจเลือดดูค่าการทำงานของไตเสมอ
  4. เมื่อให้ยาซิโดวูดีน (Zidovudine: ยาต้านรีโทรไวรัส) คู่กับยาแกนไซโคลเวียร์จะทำให้ระดับยาแกนไซโคลเวียร์ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญ แต่ระดับยาซิโดวูดีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาซิโดวูดีนเช่น การกดการทำงานของไขกระดูก อาจเป็นสาเหตุของภาวะโลหิตจาง หรือภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์ต่ำ (Granulocyto penia: ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อต่างๆได้ง่าย) หากใช้ยาทั้งสองร่วมกันแพทย์จะติดตามค่าความสมบูรณ์ของเลือดเป็นระยะๆ
  5. ระวังการใช้ยาแกนไซโคลเวียร์คู่กับยาอื่นๆที่มีผลกดไขกระดูกหรือทำให้ไตเสื่อมเช่น ยาแดปโซน (Dapsone: ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย), เพนทามีดีน (Pentamidine: ยาฆ่าเชื้อรา/ยาฆ่าโปรโตซัว), วินคริสทีน (Vincristine: ยาเคมีบำบัด), วินบลาสทีน (Vinblastine: ยาเคมีบำบัด), อะเดรียมายซิน (Adriamycin: ยาเคมีบำบัด), แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B: ยาฆ่าเชื้อรา), ไฮดร็อกซียูเรีย (Hydroxyurea: ยาเคมีบำบัด) เนื่องจากอาจเพิ่มความเป็นพิษของยาเหล่านั้นได้ จึงไม่ควรใช้ยาดังกล่าวร่วมด้วย นอกจากแพทย์จะพิจารณาเห็นประโยชน์เหนือความเสี่ยงเท่านั้น

ควรเก็บรักษายาแกนไซโคลเวียร์อย่างไร?

การเก็บรักษายาแกนไซโคลเวียร์ควรเก็บรักษาดังนี้

  • สำหรับยาฉีดแกนไซโคลเวียร์ เมื่อละลายผงยาแล้วควรใช้ยาภายใน 12 ชั่วโมงที่อุณหภูมิห้อง (ไม่ควรเก็บยาในตู้เย็น)
  • สำหรับผงยาปราศจากเชื้อ ควรเก็บบรรจุในขวดแก้วบรรจุภัณฑ์เดิมที่อุณหภูมิห้อง พ้นจากแสงแดด หรือแสงที่ส่องถึงโดยตรง หลีกเลี่ยงน้ำยาสัมผัสกับความร้อนที่มาก หรือสัมผัสกับความชื้น

อนึ่ง ควรเก็บยาทั้ง 2 ประเภทให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ยาแกนไซโคลเวียร์มีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาแกนไซโคลเวียร์ที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตเช่น

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
Cymevene (ไซมีวีน) Roche

บรรณานุกรม

1. Taketomo CK, Hodding JH, Kraus DM. Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012

3. Micromedex Healthcare Series, Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado

5. Randa HD, Laurence L.B. Goodman and Gilman’s Manual of Pharmacology and Therapeutics. 2nd ed. China: McGraw-Hill; 2014.
6. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica; 2013. 2. Lacy CF, Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12. 4. Product Information: Cymevene, Ganciclovir, Roche, Thailand.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom