Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ติดเชื้อเอชไอวี  

บทนำ

ยาเอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) เป็นยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretroviral agent) โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการเชื่อมต่อดีเอ็นเอ (DNA) ของเชื้อไวรัส โดยส่งผลต่อเอนไซม์รีเวิร์ส ทรานสคริปเตส (Reverse Transcriptase enzyme) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมของไวรัสเอชไอวีจากอาร์เอ็นเอ (RNA) ไปเป็นดีเอ็นเอ (DNA) เพื่ออาศัยในโครโมโซม(Chromosome) ของมนุษย์ที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอได้ ส่งผลทำให้กระบวนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ของไวรัสเอชไอวีหยุดชะงักทำให้ปริมาณไวรัสในร่างกายลดลง

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

เอ็มตริไซตาบีน

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีข้อบ่งใช้/สรรพคุณสำหรับรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) โดยใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นอีก 2 ชนิดเช่น เอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz) และ ทีโนโฟเวียร์ (Teno fovir)

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาเอ็มตริไซตาบีนจัดเป็นยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretroviral agent) กลุ่ม Nucleoside Analog Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส (Reverse Transcriptase enzyme) ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวมีหน้าที่ช่วยสร้างดีเอ็นเอ (DNA) จากอาร์เอ็นเอ (RNA) ของรีโทรไวรัสเพื่อให้ไวรัสมีดีเอ็นเอ (DNA) สำ หรับเพิ่มจำนวนในเซลล์ของมนุษย์ที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอ (DNA) ได้ ดังนั้นเมื่อได้ยาเอ็มตริไซตาบีนเข้าสู่ร่างกาย ตัวยาจะถูกเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายทำให้มีฤทธิ์ต้านรีโทรไวรัส/ไวรัสเอชไอวี โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตสของรีโทรไวรัส จึงส่งผลทำให้การเชื่อม ต่อดีเอ็นเอของไวรัสหยุดชะงัก เชื้อไวรัสจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาเอ็มตริไซตาบีนในประเทศไทย ไม่มีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบเฉพาะยาเอ็มตริไซตาบีนชนิดเดี่ยวจำหน่าย มีเฉพาะยาสูตรผสมระหว่างยาเอ็มตริไซตาบีนกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นได้แก่

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีขนาดรับประทานหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

ขนาดยาเอ็มตริไซตาบีนสำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เช่น

ก. เด็กตั้งแต่แรกคลอด - อายุ 3 เดือน: ยาเอ็มตริไซตาบีน 3 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง วันละ 1 ครั้ง โดยให้ยาร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆอีก 2 ชนิด

ข. เด็กอายุมากกว่า 3 เดือน - 17 ปี: ยาฯ 6 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง วันละ 1 ครั้ง โดยให้ยาร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆอีก 2 ชนิด

ค. นอกจากนี้หากเด็กมีน้ำหนักมากกว่า 33 กิโลกรัมขึ้นไป อาจพิจารณาขนาดยาเทียบเท่ากับผู้ใหญ่คือ 200 มิลลิกรัมวันละ 1 ครั้ง

ง. ผู้ใหญ่: ยาฯ 200 มิลลิกรัมวันละ 1 ครั้งโดยให้ยาฯร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆอีก 2 ชนิด

จ. ขนาดยาฯในผู้ป่วยไตบกพร่อง: เริ่มปรับขนาดยาฯในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตน้อยกว่า 50 มิลลิลิตร/นาที โดยปรับขนาดยาตามช่วงการทำงานของไตดังนี้

จ. ขนาดยาในผู้ป่วยตับบกพร่อง: ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่อง

**********หมายเหตุ:

  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ผู้รักษาได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษา แพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งยาเอ็มตริไซตาบีน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรดังนี้

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยยาเอ็มตริไซตาบีนนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวันอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง ซึ่งสามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เนื่องจากอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยา แต่เพื่อให้ระดับยาในร่างกายคงที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน

กรณีลืมรับประทานยาให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าเช่น ปกติรับประทานยาเวลา 20.00 น. หากผู้ป่วยนึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 20.00 น. ตอนเวลา 7.00 น. ของวันถัดมา ก็ให้รับประทานยามื้อ 20.00 น. ทันที แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วงเวลาของยามื้อถัดไป (หมายถึงเกินกว่า 12 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติ ช่วงเวลาเดิมได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาต้านรีโทรไวรัสที่ไม่สม่ำเสมอจะทำให้ระดับยาในเลือดอยู่ใน ระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งช่วงที่ระดับยามีขนาดต่ำเสมือนเป็นการกระตุ้นให้เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของการดื้อยาในเวลาต่อม

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ของยาเอ็มตริไซตาบีนที่พบได้บ่อยได้แก่ คลื่นไส้, อาเจียน, ท้องเสีย, ปวดท้อง, อ่อนเพลีย, อ่อนล้า, ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีเข้มขึ้น (Hyperpigmented skin) โดยผิวหนังบริเวณที่เปลี่ยนสีคือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ริมฝีปาก ลิ้น และอาจเกิดผื่นขึ้น, ภาวะตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis: ระดับเอนไซม์อะไมเลส/Amylase เพิ่มสูงขึ้น, Amylase คือ เอนไซม์สร้างจากเซลล์ของตับอ่อนและต่อมน้ำลาย เอนไซม์อะไมเลสจะเริ่มสูงขึ้นภายใน 6 ถึง 12 ชม. หลังกินยา หากเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน) และยังพบว่าระดับเอนไซม์ไลเปสเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน (Lipase: เอนไซม์ไลเปสสร้างจากตับอ่อน โดยพบว่าระดับไลเปสในเลือดจะสูงขึ้นตั้ง แต่วันแรกของภาวะตับอ่อนอักเสบ), ภาวะตับโตอย่างรุนแรงร่วมกับไขมันสะสมในตับ (Hepato megaly with steatosis) หรือ เอนไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้น (Transminitis คือ ค่าการทำงานของตับ AST/ Aspartate aminotransferase, ALT/ Alanine transaminase เพิ่มสูงขึ้น)

อาการไม่พึงประสงค์อื่นๆของยาเอ็มตริไซตาบีนที่อาจพบได้เช่น อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ, ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน, ไซนัสอักเสบ, หูชั้นกลางอักเสบ, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ, และยังพบความผิดปกติในการกระจายตัวของมวลไขมันโดยมีภาวะไขมันฝ่อตัว (Lipoatrophy) มักพบไขมันฝ่อตัวบริเวณใบหน้า, แขน, ขา หรือก้น และอาจพบไขมันพอกตัวผิดปกติ โดยพบก้อนไขมันพอกที่คอด้านหลัง (Buffalo hump), ไขมันสะสมตามอวัยวะภายในช่องท้องมากขึ้นทำให้มีพุง ซึ่งในผู้ป่วยบางรายสามารถเกิดทั้งภาวะไขมันฝ่อตัวหรือไขมันพอกตัวผิดปกติ

ค่าทางห้องปฏิบัติการที่ควรติดตามขณะใช้ยาเอ็มตริไซตาบีนมีดังนี้ อะไมเลส (Amylase: เอนไซม์ที่บ่งชี้ภาวะตับอ่อนอักเสบ), ไลเปส (Lipase: เอนไซม์ที่บ่งชี้ภาวะตับอ่อนอักเสบ), ค่าการทำงานของตับ (Liver fumction enzyme ได้แก่ ค่า AST, ALT, Bilirubin) ซึ่งควรติดตามทุกๆประมาณ 3 เดือน และติดตามค่าไขมันในเลือด (ค่าไตรกลีเซอไรด์(Triglyceride), ค่าคอเลสเตอรอล (Total Cholesterol, HDL, ค่า LDL)

มีข้อควรระวังการใช้ยาเอ็มตริไซตาบีนอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาเอ็มตริไซตาบีนดังนี้เช่น

********** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมยาเอ็มตริไซตาบีนด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นดังนี้เช่น

  1. เมื่อใช้ยาเอ็มตริไซตาบีนคู่กับยาอีทอกซูซีไมด์ (Ethosuximide: ยากันชัก) ระดับยากันชักอาจลดลงจนลดประสิทธิภาพการรักษาได้
  2. เมื่อใช้ยาเอ็มตริไซตาบีนคู่กับยาดังต่อไปนี้เช่น ลามิวูดีน (Lamivudine: ยาต้านรีโทรไวรัส), แกงไซโครเวียร์ (Gangciclovir: ยาต้านไวรัส) หรือ วาวแกงไซโคลเวียร์ (Valganciclovir: ยาต้านไวรัส) จะส่งผลทำให้ระดับยาเอ็มตริไซตาบีนลดลงจนอาจทำให้ประสิทธิภาพการรักษาลดลงได้

ควรเก็บรักษายาเอ็มตริไซตาบีนอย่างไร?

แนะนำเก็บยาเอ็มตริไซตาบีนที่อุณหภูมิห้อง ไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส หรือเก็บยาในห้องที่ร้อนจัดหรือมีความชื้นมากเช่น ห้องที่ถูกแสงแดดส่องถึงทั้งวัน ในรถยนต์ ห้องครัว หรือห้องน้ำ นอกจากนี้ยังควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิม และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาให้พ้นจากแสงแดด หรือบริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึงตัวยาตลอดเวลา ไม่เก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้เย็น หรือในห้องน้ำ หรือในรถยนต์

อย่างไรก็ตาม แนะนำศึกษาเอกสารกำกับยาแต่ละชนิดสำหรับวิธีการเก็บรักษายาแต่ละชนิดที่ผสมรวมเป็นสูตรตำรับยา เนื่องจากไม่มียาเอ็มตริไซตาบีนชนิดเดี่ยวจำหน่ายในประเทศไทย มีแต่ยาสูตรตำรับผสมของเอ็มตริไซตาบีนกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ

ยาเอ็มตริไซตาบีนมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ไม่มียาเอ็มตริไซตาบีนชนิดเดี่ยวจำหน่ายในประเทศไทย มีแต่ยาสูตรผสมของเอ็มตริไซตาบีนกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ ดังนี้เช่น

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
Atripla (Emtricitabine 200 mg/Efavirenz 600 mg/Tenofovir 300 mg) Gilead
Truvada (Entricitabine 200 mg/Tenofovir 300 mg) Gilead
Ricovir-EM (Entricitabine 200 mg/Tenofovir 300 mg) Mylan

บรรณานุกรม

1. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp; 2011-12.
2. Micromedex Healthcare Series, Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado.
3. Taketomo CK, Hodding, JH, Kraus DM, .Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012.
4. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica ;2013.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน jopol-dee404
Frame Bottom