Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

สมอง  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

อาการชักจากโรคลมชักเกิดจากความผิดปกติของการนำส่งกระแสประสาทภายในสมอง (Epileptic form) ซึ่งส่งผลต่อการแสดงออกของร่างกาย โรคลมชักนี้มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นกับพยาธิกำเนิดและลักษณะการตอบสนองของร่างกาย โรคลมชักบางประเภทอาจเกิดอาการขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆเป็นวินาทีอย่างเช่น โรคลมชักชนิดเหม่อ (Absence Seizure)

โรคลมชักชนิดเหม่อพบส่วนมากในเด็ก เกิดขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆเป็นวินาที โดยผู้ ป่วยจะสูญเสียความรู้สึกตัว มีอาการเหม่อลอย ไม่มีการเคลื่อนไหว อาจเกิดร่วมกับการขยับริมฝีปากบ่อยๆหรือการแสดงออกเหมือนกำลังเคี้ยวอาหาร ซึ่งอาจแตกต่างจากรูปแบบการชักโดย ทั่วไปที่ผู้คนส่วนมากเข้าใจ โรคลมชักชนิดนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย หากผู้ป่วยกำลังทำกิจกรรมต่อเนื่อง กิจกรรมที่เสี่ยงอันตรายหรือการขับขี่พาหนะ อาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุได้ การรักษาโรคลมชักชนิดนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การใช้ยากันชัก/ยาต้านชักในผู้ป่วยโรคลมชักเป็นลักษณะของการควบคุมอาการไม่ให้เกิดมากกว่าการรักษา ยาต้านชักมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการชักและตัวผู้ป่วยเอง ซึ่ง “ยาเอทโธซักซิไมด์ (Ehtosuxsimide)” เป็นหนึ่งในยาต้านชักเพื่อควบคุมอาการโรคลมชักชนิดเหม่อ การรับประทานยาต้านชักเหล่านี้ ผู้ป่วยต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ปรับระดับยาหรือหยุดยาด้วยตนเอง หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียงใดๆจากยาควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ

ยาเอทโธซักซิไมด์มีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

ยาเอทโธซักซิไมด์

ยาเอทโธซักซิไมด์มีข้อบ่งใช้สำหรับควบคุมและ/หรือป้องกันโรคลมชักชนิดเหม่อ(Absence Seizure) โดยการควบคุมและลดคลื่นไฟฟ้าภายในสมองที่ผิดปกติขณะเกิดลมชัก

ยาเอทโธซักซิไมด์มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

กลไกการออกฤทธิ์ที่แน่ชัดของยาเอทโธซักซิไมด์ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ โดยปกตินั้นกระ แสประสาทในสมองทำงานโดยผ่านการกระตุ้นจากช่องทาง/แชนแนลต่างๆอาทิ โซเดียมแชน แนล (Sodium Channel) แคลเซียมแชนแนล (Calcium Channel) ซึ่งจากข้อมูลทางการศึก ษาวิจัยพบว่า ยาเอทโธซักซิไมด์ออกฤทธิ์โดยการปิดกั้นแคลเซียมแชนแนลชนิดที (T type Calcium Channel) ที่เซลล์ประสาทในสมองส่วนธาลามัส (Thalamus) ซึ่งเชื่อว่ามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการชักแบบ/ชนิดเหม่อ และลดคลื่นไฟฟ้าสมองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญเสียการรู้สึกตัว ส่งผลให้คลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติ (Epileptic form) ลดลง และช่วยเพิ่มระดับกั้น(Threshold, ตัวกระตุ้นที่น้อยที่สุด/ขนาดต่ำที่สุดที่จะทำให้เกิดอาการ) ของการเกิดอาการลม ชัก ทำให้ความเสี่ยงการเกิดอาการลมชักลดลงอีกด้วย

ยาเอทโธซักซิไมด์มีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ปัจจุบันยาเอทโธซักซิไมด์ไม่ได้เป็นยาในทะเบียนตำรับของไทย แต่มีการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ 2 รูปแบบเภสัชภัณฑ์คือ

  • ชนิดแคปซูล ขนาดความแรง 250 มิลลิกรัมต่อเม็ด
  • ชนิดยาน้ำเชื่อม ขนาดความแรง 250 มิลลิกรัมต่อยา 5 มิลลิลิตร (1 ช้อนชา)

ยาเอทโธซักซิไมด์มีขนาดรับประทานหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

ยาเอทโธซักซิไมด์มีขนาดรับประทานยาดังต่อไปนี้เช่น

  • ในเด็กอายุ 3 - 6 ปี: เริ่มใช้ยาขนาด 250 มิลลิกรัมต่อวัน แพทย์สามารถปรับระดับยาเพิ่มได้ทุกๆ 4 - 7 วัน โดยทั่วไปแล้ว ขนาดการใช้ยาคือ 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยวินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา
  • ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปและในผู้ใหญ่: เริ่มใช้ยาขนาด 500 มิลลิกรัมต่อวัน แพทย์สามารถปรับระดับยาเพิ่มได้ทุกๆ 4 - 7 วัน โดยทั่วไปแล้ว ขนาดการใช้ยาคือ 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยวินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา
  • ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี: ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในการใช้ยานี้และในขนาดยา ดังนั้นการใช้ยานี้ในเด็กกลุ่มอายุนี้จึงอยู่ในดุลวินิจของแพทย์ผู้รักษา

*****หมายเหตุ:

  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ผู้รักษาได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกขนิดรวมถึงยาเอทโธซักซิไมด์ ควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกร ดังนี้เช่น

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาเอทโธซักซิไมด์ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ หากใกล้เวลากับมื้อถัดไป ให้ข้ามไปทานมื้อถัดไป โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

ยาเอทโธซักซิไมด์มีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาเอทโธซักซิไมด์อาจก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์) บางประการอาทิเช่น อาการวิงเวียน อาเจียน ท้องเสีย ปวดเกร็ง/ปวดบีบช่องท้อง สูญเสียการรับรส น้ำหนักลด เหงือกบวม สะอึก ง่วงนอน เหนื่อยล้า มึนงง ปวดศีรษะ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและไม่ทุเลาหรืออาการแย่ลง ให้แจ้งให้แพทย์ทราบหรือพบแพทย์/ไปโรงพยา บาลก่อนนัด แต่ถ้าอาการมากควรไปโรงพยาบาลทันที

อนึ่ง อาการไม่พึงประสงค์บางชนิดของยานี้อาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งอาจรวมถึงอาการแพ้ยาอาทิ เจ็บคอ มีไข้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการติดเชื้อหรือเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ตื่นขึ้นกลางดึกด้วยอาการหวาดกลัว สมาธิลดลง ผิวหนังลอก โลหิตจาง มีห้อเลือดขึ้นบริเวณผิวหนัง เลือดออกบริเวณช่องคลอด อาการของโรคลูปัสเช่น มีผื่นแดงรูปผีเสือขึ้นบริเวณใบหน้า อาการแน่นหน้าอก อาการปวดบวมของข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรืออาการแพ้ยาเช่น มีผื่นแดง ผื่นคันขึ้น ผื่นลอกทั่วผิวหนังทั้งตัว หรือมีอาการสตีเวนส์-จอห์นสัน ซินโดรม (Stevens-Johnson Syndrome) อาการบวมที่ตา ที่เปลือกตา/หนังตา ที่ริมฝีปาก ใบหน้า หรือที่คาง หากมีอาการแพ้ยาดังกล่าวให้พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที

มีข้อควรระวังการใช้ยาเอทโธซักซิไมด์อย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาเอทโธซักซิไมด์ดังนี้เช่น

  • ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประกอบของยานี้
  • ไม่ควรใช้ยานี้กับสตรีตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • ยานี้เป็นยาเพื่อควบคุมอาการมิใช่ยารักษาอาการลมชัก ผู้ป่วยจึงควรรับประทานยานี้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยาเองโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ แม้ผู้ป่วยจะมีอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆจากยานี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ/ไปโรงพยาบาลโดยทันที การหยุดยานี้เองอาจทำให้อาการลม ชักรุนแรงมากขึ้น
  • การใช้ยานี้ให้เป็นไปตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ปรับระดับยาด้วยตัวเอง
  • อนึ่ง อาการง่วงนอนหรือมึนงงอาจมากขึ้น หากรับประทานยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือยาอื่นที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ระหว่างการรับประทานยานี้ควรหลีก เลี่ยงการขับรถหรือการควบคุม/ทำงานกับเครื่องจักรกล รวมถึงภารกิจหรืองานที่มีความเสี่ยง เช่น พลัดตก หรืออุบัติเหตุอื่นๆได้ง่าย (เช่น งานก่อสร้าง)
  • ผู้ใช้ยานี้ควรดูแลสุขภาพเหงือกและฟันให้ดี เพราะยานี้อาจทำให้เกิดอาการเหงือกบวมหรือบวมตึง จึงควรเข้าพบทันตแพทย์เพื่อตรวจดูแลทางทันตกรรมเป็นประจำ
  • ยานี้อาจทำให้สุขภาพจิตของผู้ป่วยเปลี่ยนไป เมื่อเริ่มใช้ยานี้ผู้ใช้ยาอาจมีความคิดที่จะทำร้ายตัวเองหรือคิดสั้น จากข้อมูลทางการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยจำนวนน้อยรายหลังเริ่มใช้ยานี้ (1 ใน 530 คน) มีอาการคิดสั้นหรืออยากทำร้ายตัวเอง อาการไม่พึงประสงค์นี้อาจพบได้มากขึ้นในผู้ที่เคยมีความคิดหรือความพยายามในการฆ่าตัวตายมาก่อนใช้ยานี้ ดังนั้นก่อนการใช้ยานี้ ผู้ป่วย ครอบครัว หรือญาติของผู้ป่วย รวมถึงผู้อภิบาลผู้ป่วย ควรปรึกษาความเสี่ยงเทียบกับประโยชน์จากการใช้ยานี้ร่วมกับแพทย์ผู้ทำการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการตื่นตระหนก วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนหลับยาก ก้าวร้าว โกรธ หรือมีพฤติกรรมที่รุนแรง ผู้ป่วย ครอบครัวของผู้ป่วย หรือผู้อภิบาลผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบ/พาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยทันที
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ
  • ห้ามเก็บยาหมดอายุ

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาเอตโธซักซิไมด์ด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาเอทโธซักซิไมด์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาเอตโธซักซิไมด์อาจมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นเช่น หากใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านชัก/ยากันชักอื่นอาทิ ยาฟีไนทอยด์ (Phenytoin), ยาโซเดียมวัลโพรเอต (Sodium valproate) อาจส่งผลให้เพิ่มระดับยาฟีไนทอยด์หรือยาโซเดียมวัลโพรเอต และยาสองชนิดนี้อาจเพิ่มหรือลดระดับยาเอทโธซักซิไมด์ ในการใช้ยาร่วมกันจึงอาจส่งผลต่อการรักษาและ/หรือต่อผลข้าง เคียงจากยาเหล่านี้ก็ได้ จึงไม่ควรใช้ยาเหล่านี้ร่วมกัน

ควรเก็บรักษายาเอทโธซักซิไมด์อย่างไร?

ควรเก็บรักษายาเอทโธซักซิไมด์ดังนี้เช่น

  • ควรเก็บยานี้ในภาชนะบรรจุดั้งเดิมของบริษัทผู้ผลิต
  • เก็บยานี้ให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • เก็บรักษายานี้ในอุณหภูมิห้อง (15 - 30 องศาเซลเซียส/Celsius) ห้ามเก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้เย็น หลีกเลี่ยงบริเวณที่ถูกแสงแดดหรือความร้อนโดยตรงและบริเวณที่อับชื้นอาทิ บริเวณห้องน้ำหรือใกล้ห้องน้ำ
  • ยารูปแบบชนิดน้ำเชื่อม ไม่ควรเก็บในช่องแช่แข็งของตู้เย็น
  • ให้ทิ้งยาหากยาหมดอายุ หรือแพทย์แจ้งว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้อีก (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com เรื่อง วิธีทิ้งยาหมดอายุ)

ยาเอทโธซักซิไมด์มีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาเอทโธซักซิไมด์ไม่มีจัดจำหน่ายในประเทศไทย ยาต้นแบบ/ยาต้นตำรับ (Original drug) เป็นของบริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) ในชื่อการค้า ซารอนทิน (Zarontin®) ปัจจุบันในต่าง ประเทศมีการผลิตยาตำรับสำมัญ/ยาสามัญ (Generic Drug) ของยานี้ด้วยแล้วที่ชื่อการค้าเช่น Emeside และ Ehtosuxsimide

บรรณานุกรม

  1. U.S. Food and Drug Administration. Zarontin®: Ethosuximide Capsules, USP Patient Medication Information. April 2009.
  2. Zarontin® Ethosuximide Patient Medication Leaflet. University of Michigan: Hospitals and Health Centers. November 11, 2011.
  3. Pharmaceutical Associates, Incorporated. Ethosuximide Approval Label. Label and Approval History. Food and Drug Administration Center for Drug Evaluation and Research. 2000.
  4. Helen Allen. Ehosuximide for Epilepsy (Emeside, Zarontin). http://www.patient.co.uk/medicine/ethosuximide-for-epilepsy-emeside-zarontin [2015,May30]
  5. American Pharmacists Association. Ethoxusimide, Drug Information Handbook with International Trade Names. 23;2014:810-811.
  6. Australian Medicines Handbook (AMH). Antiepileptics: Ehoxusimide. 2014:677-678.
  7. Huguenard JR. Block of T-type Ca(2+) channels is an important action of succinimide antiabsence drugs. Epilepsy Curr. 2002;2:49–52.
  8. Panayiotopoulos CP. Typical absence seizures and related epileptic syndromes: assessment of current state and direction for future research. Epilepsia. 2008;49:2131–2149.
  9. สมศักดิ์ เทียมเก่า. Absence seizure . haamor.com [2015,May 30].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน aomki Forevt2
Frame Bottom