
เหา หรือ Louse (Lice คือ เหาตัวเดียว) เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่เป็นปรสิต (Parasite) ต้องอาศัยบนร่างกายคน หรือสัตว์ และดำรงชีวิตโดยการดูดเลือดเป็นอาหาร
เหามีมากกว่า 3,000 ชนิด บางชนิดเป็นปรสิตของสัตว์ แต่ชนิดที่เป็นปรสิตของคนมีเพียง 3 ชนิด ซึ่งมีชื่อขึ้นต้นคือ Pediculus spp. ในภาษาอังกฤษ จึงเรียกคนที่เป็นเหาว่า Pediculosis เหาสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่คนหนึ่งได้โดยการอยู่ใกล้ชิดกัน ทั้งนี้อาการหลัก คือ อาการคัน ส่วนปัญหาสำคัญของผู้เป็นเหาคือ อาจกลายเป็นที่รัง เกียจของสังคม อย่างไรก็ตาม มีวิธีกำจัดเหาให้หมดไปจากร่างกายได้หลายวิธี ดังจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อ การรักษา
ฟอสซิล (Fossil) ของเหาซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบได้คือ 10,000 ปี เหาจึงนับเป็นโรคเก่าแก่โรคหนึ่ง และยังคงสร้างความรำคาญให้มนุษย์ในปัจจุบันอยู่ การติดเหา สามารถเกิดขึ้นได้ในคนทุกเชื้อชาติ โดยทั่วโลกพบผู้ที่เป็นเหามากกว่าร้อยล้านคนต่อปี และพบอัตราการเป็นเหาทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและในประเทศด้อยพัฒนาไม่แตกต่างกันนัก โดย เหาที่ศีรษะ (Pediculus humanus capitis หรือ Pediculosis capi tis) พบได้ในคนทุกระดับตั้งแต่ฐานะยากจน กระทั่งฐานะร่ำรวย และมักพบในวัยเด็ก เหาที่ลำตัว ( Pediculus humanus corporis หรือ Pediculosis corporis) ส่วนใหญ่จะพบในคนยากจน คนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่อาศัย และเหาที่อวัยวะเพศ หรือเรียกอีกชื่อว่า “โลน” (Pediculosis pubis หรือ Phthirus pubis หรือ Pthirus pubis หรือ Crab) จะพบในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งในบทนี้ คำว่า “เหา หมายถึง โรคที่เกิดจากเหาทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว”

เหาที่เป็นปรสิตของคนมี 3 ชนิด แต่ละชนิดจะอาศัยบนร่างกายในตำแหน่งที่แตก ต่างกันไป ได้แก่
การติดเหาที่ศีรษะ เกิดขึ้นโดยการอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น หวี หมวก ที่มัดผม ผ้าเช็ดตัว รวมถึงที่เป่าผมด้วย โดยพบว่าการหวีผมอาจส่งเหาออกไปได้ไกลถึง 1 เมตร เหาจึงมักพบในวัยเด็ก เพราะมีการอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าผู้ใหญ่ และพบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย เพราะเด็กหญิงมักชอบอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่า และมักแบ่งของใช้ร่วมกัน เช่น หวี หมวก ที่มัดผม ทั้งนี้ความยาวของเส้นผมไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ติดเหาง่ายขึ้น ผู้ชายจึงสามารถเป็นเหาได้เช่นกัน
ในทางเชื้อชาติพบว่าคนผิวดำมีอัตราการเป็นเหาน้อยกว่าคนผิวขาวและคนเอเชีย อาจเป็นเพราะว่าเส้นผมของคนผิวดำหยิกและหนา ทำให้เหาเกาะอยู่ได้ยาก
อาศัยอยู่บนศีรษะ เป็นเหาชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีรูป ร่างยาวรี ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร (มม.) สีขาวหรือเทา ไม่มีปีก มีขา 3 คู่ ซึ่งมีตะขออยู่ตรงปลายเอาไว้เกี่ยวกับเส้นผมได้ และสามารถเคลื่อนตัวได้ในอัตรา 23 เซนติ เมตร (ซม.) ต่อนาที แต่ไม่สามารถกระโดด หรือดีดตัวได้ ซึ่งไม่เหมือนหมัด เหาที่ศีรษะมีอายุประมาณ 30 วัน ดำรงชีวิตโดยการดูดเลือดเป็นอาหาร โดยมักดูดเลือดกินเวลากลางคืน เหาเพศเมียจะวางไข่ (เรียกว่า Nit) วันละประมาณ 10 ฟอง โดยจะวางใกล้ๆกับโคนผม เพราะมีอุณหภูมิที่อุ่นเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของไข่ ไข่ใช้เวลา 8-10 วันในการฟักออกเป็นตัว และใช้เวลา 8-10 วันเพื่อโตเต็มวัย สามารถวางไข่ต่อไปได้ หากเหาชนิดนี้อยู่นอกตัวคน จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 วัน ในคนคนหนึ่งจะมีเหาชนิดนี้อยู่ประมาณ 10-20 ตัวการติดเหาที่ลำตัวเกิดขึ้นโดยการอาศัยอยู่กันอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดย เฉพาะในภาวะที่ไม่มีการอาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนหรือซักเสื้อผ้า เช่น การเดินทางบนรถบัส หรือรถไฟเป็นระยะทางยาวนานหลายๆวัน การอยู่ในค่ายกักกัน ค่ายผู้อพยพ ในคุก หรือพบในคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่อาศัย
อาศัยอยู่บนเสื้อผ้า เมื่อจะกินอาหาร จะคลานออกจากเสื้อผ้าและมาดูดเลือดบนลำตัวของคน ตัวเหาชนิดนี้จะเหมือนเหาที่ศีรษะ แต่ตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย คือยาวประมาณ 2-4 มม. เพศเมียจะวางไข่วันละประมาณ 10-15 ฟอง โดยวางบนเส้นใยของเสื้อผ้า โดยเฉพาะใกล้กับรอยเย็บตะเข็บ หากอยู่นอกตัวคน เหาชนิดนี้จะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 10 วัน ในคนคนหนึ่งจะพบเหาชนิดนี้ประมาณ 20 ตัวการติดเหาที่อวัยวะเพศ เกิดขึ้นจากการมีเพศสัมพันธ์ จึงมักพบเหาชนิดนี้ในวัยเจริญพันธุ์ แต่ในเด็กก็สามารถพบได้ ซึ่งเกิดจากพ่อแม่เป็นเหาที่อวัยวะเพศ และการอยู่ใกล้ชิด นอนร่วมกัน ทำให้เด็กติดเหาจากพ่อแม่ได้ หรือในบางครั้ง เด็กอาจติดมาจากการถูกข่มขืนกระทำชำเราก็ได้
อนึ่งเหาที่อาศัยอยู่บนตัวคนเหล่านี้ บางครั้งอาจอาศัยอยู่บนตัวสัตว์เลี้ยงต่างๆ รวมทั้งหมูได้ หรือในทางกลับกัน เหาของสัตว์เลี้ยงต่างๆ และนก บางครั้งอาจติดมาอยู่บนตัวคนได้
เหาชนิดนี้มีลำตัวแบนกว้าง และขาที่ตรงปลายมี ตะขอใหญ่ ดูคล้ายปู จึงเรียกในภาษาอังกฤษว่า Crab แต่ในภาษาไทย เรียกเหาชนิดนี้ว่า เป็นเหาที่เกาะอยู่กับเส้นขนบริเวณอวัยวะเพศ และดูดกินเลือดบริเวณหัวหน่าวและขาหนีบ ขนาดของเหาจะกว้างประมาณ 0.8-1.2 มม. เพศเมียจะวางไข่วันละแค่ 1-2 ฟอง เหาชนิดนี้จะไม่ค่อยเคลื่อนตัว การที่ขาของมันมีตะขอใหญ่ จึงสามารถใช้เกาะเกี่ยว กับเส้นขนที่มีความหยาบหนาได้ ได้แก่ ขนที่อวัยวะเพศ ขนรอบรูก้น และขนรักแร้ หากอยู่นอกตัวคน เหาชนิดนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1วันนอกจากนี้ หากพบผื่นแบนเรียบเล็กๆ สีออกเทา-น้ำเงิน เรียกว่า Macula ceru lea ถือเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดจากเหาหรือหมัดกัด ซึ่งเกิดจากน้ำลายของเหาไปทำปฏิกิริยากับองค์ประกอบในเม็ดเลือดทำให้เกิดเม็ดสีที่ทำให้เกิดสีดังกล่าวขึ้นมา
อาการหลักคืออาการคันเช่นกัน โดยจะคันตามลำตัว และคันมากในช่วงกลางคืน การตรวจร่างกายก็จะพบรอยเกา และตุ่มนูนแดงเล็กๆ ที่เกิดจากการกัดดูดเลือดของเหา โดยจะพบตามลำตัวเป็นส่วนใหญ่ ส่วนบริเวณอื่นๆที่อาจจะพบ ได้แก่ บริเวณรักแร้ ขาหนีบ ส่วนบริเวณหน้า แขนและขาจะพบได้น้อย และที่บริเวณหนังศีรษะจะไม่พบตุ่มนูนแดงนี้แพทย์วินิจฉัยการติดเหาได้จาก อาการคัน ร่วมกับการตรวจพบตัวเหาหรือไข่เหา ซึ่งมีหลายเทคนิควิธี ตั้งแต่การหาด้วยตาเปล่า การใช้แว่นขยายช่วยส่องตรวจ การใช้หวีซี่เล็กๆ ที่เรียกว่าหวีเสนียด หวีผมหรือเส้นขนขณะเปียก จะช่วยทำให้พบตัวเหาหรือไข่เหาได้ง่ายขึ้น การใช้เทปเหนียวใสแปะลงไปบนเส้นผม ขน หรือเสื้อผ้า ตัวเหาและไข่เหาจะติดมากับเทปเหนียว ซึ่งสามารถตรวจดูได้ด้วยตาเปล่า หรือนำไปแปะบนสไลด์ (Slide คือ แผ่นแก้วบางๆ) และนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ได้
นอกจากนี้ยังมีการทดสอบ โดยใช้แสงอุลตราไวโอเลตในช่วงคลื่นความยาวสูง ที่เรียกว่า Wood’s lamp โดยส่องแสงไปยังบริเวณที่สงสัย ซึ่งตัวเหาและไข่เหาจะเรืองแสงออกมาให้เห็น
ผลข้างเคียง และความรุนแรงของการเป็นเหา คือ
อนึ่ง ตัวเหาไม่สามารถแพร่เชื้อ เอชไอวี (HIV) ได้
หลักของการรักษาเหา คือ การรักษาผู้ที่เป็นเหาและผู้อยู่ใกล้ชิดที่เป็นเหาไปพร้อมๆกัน ร่วมกับการควบคุมกำจัดเหาที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการแพร่สู่ผู้อื่น และการติดเหาซ้ำ
นอกจากนี้ ยังมียาในรูปแบบกิน ซึ่งต้องกินซ้ำภายใน 7-10 วันเช่นกัน แต่ยากินจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้มากกว่า จึงไม่ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรก
สำหรับสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเหา ได้แก่ ใบน้อยหน่า ใบสะเดา ผลมะ ตูม ผลมะกรูด เป็นต้น วิธีการใช้ควรศึกษาจากตำรา หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
อนึ่ง หากใช้วิธีเหล่านี้แล้วยังไม่สามารถกำจัดเหาได้ การโกนผมจะช่วยได้
แบ่งออกได้เป็นการใช้ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าตัวเหาร่วมกับวิธีทางกายภาพในการกำจัดเหาหากมีเหาที่ขนคิ้วหรือขนตา ไม่ควรใช้ยาฆ่าเหาแบบเดียวกับการใช้ที่ศีรษะ เนื่อง จากเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ทางเคมีในการฆ่าเหาโดยการไปทำลายระบบประสาทของตัวเหา จึงอาจมีอันตรายต่อดวงตาได้ สารเคมีที่ใช้กำจัดเหาบริเวณนี้จึงใช้สารเคมีที่ออกฤทธิ์ทางกายภาพแทน คือเป็นสารเคมีที่มีความหนืด ซึ่งจะไปขัดขวางการหายใจของตัวเหา และทำให้ตัวเหาตายได้ เช่น ปิโตรเลียมเจลลี่ น้ำมันมะกอก หรืออาจเป็นรูปตัวยาสำเร็จ รูป เช่น Benzyl alcohol lotion การใช้สารเคมีในกลุ่มเหล่านี้ ต้องใช้ซ้ำภายใน 7-10 วันเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่สามารถกำจัดไข่เหาได้ และใช้ร่วมกับวิธีทางกายภาพอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้แหนบคีบออก ผู้ที่เป็นเหาที่ศีรษะสามารถใช้ยาในกลุ่มเหล่านี้ได้ แต่อาจมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่ายาที่ออกฤทธิ์ฆ่าเหาโดยตรง
สิ่งสำคัญคือต้องรักษาคู่นอนของตนเองไปพร้อมๆกันด้วย เนื่องจากเหาชนิดนี้ติดจากการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง หากเป็นครอบครัวที่มีลูกๆนอนอยู่ด้วยกับพ่อแม่ที่เป็นเหาชนิดนี้แล้ว ต้องรักษาเด็กๆ ไปพร้อมกันด้วย การรักษาทำโดยการใช้ยาฆ่าเหาแบบเดียวกับการรักษาเหาที่ศีรษะ โดยให้ซ้ำภายใน 7-10 วันเช่นเดียวกัน ร่วมกับการกำจัดเหาออก โดยอาจใช้แหนบช่วยดึงออก หรืออาจเลือกใช้วิธีการโกนขนทั้งที่อวัยวะเพศ ขนรอบก้น ขนรักแร้ และขนหน้าท้องออกการป้องกันการแพร่เหาสู่ผู้อื่นคือ ต้องรักษาเหาของตนเองให้หาย และการกำจัดเหาที่อาจหลงเหลืออยู่ในสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองกลับเป็นซ้ำด้วย ได้แก่
อนึ่ง โดยส่วนใหญ่แล้ว คนมักจะเข้าใจผิดว่าเหาเป็นโรคที่เกิดกับคนยากจน ฐานะต่ำ หรือคนสกปรก ไม่ดูแลตนเอง ผู้ที่เป็นเหาจึงไม่กล้าบอกคนอื่น เพราะกลัวโดนรังเกียจ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กลัวโดนเพื่อนล้อ ทำให้ไม่ยอมรักษา พ่อแม่ของเด็กก็อาจอายที่จะบอกว่าลูกตัวเองเป็นเหา จึงอาจพยายามปกปิด ทำให้การควบคุมการแพร่กระจายของเหาในโรงเรียน หรือในชุมชนที่อยู่ทำได้ยาก แต่อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการเป็นเหา (ยกเว้นแต่เหาที่ลำตัวเท่านั้น) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรวยจน ฐานะสูงต่ำ หรือความสกปรกแต่อย่างใด ผู้ใหญ่และเด็กควรเข้าใจถึงเรื่องนี้ และช่วยกันกำจัดเหาให้หมดไป
ตัวอย่างการจัดการคือ ในโรงเรียนอาจกำหนดหน้าที่ให้พยาบาลประจำห้องพยา บาลมีหน้าที่ตรวจหาเหาเด็กทุกคนเดือนละครั้ง หากพบเด็กคนใดเป็นเหา ก็อาจต้องหยุดเรียนชั่วคราว จัดการให้การรักษาพร้อมกับเดินทางไปสำรวจที่บ้าน ว่ามีใครเป็นเหาอีกบ้าง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการรักษา และการกำจัดเหาภายในบ้านต่อไป เป็นต้น
การดูแลตนเองเมื่อเป็นเหา คือ
ตัวเหาแม้ก่อความรำคาญให้กับมนุษย์ แต่ก็มีประโยชน์สามารถใช้เป็นเบาะแสในการสืบคดีได้ ตัวอย่างเช่น หากเหยื่อโดนข่มขืน และติดเหามาด้วย เราจะนำเลือดจากตัวเหา (ซึ่งจะกินเลือดมาจากทั้งเหยื่อและผู้ร้าย) มาตรวจสอบหารหัสพันธุกรรม (DNA) ก็จะพบรหัสพันธุกรรมของเหยื่อและของผู้ร้าย เราก็จะสามารถนำรหัสพันธุกรรมนี้สืบหาผู้ร้ายต่อไปได้นั่นเอง

โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย
อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก....
โดย Tippatai » 02/05/2012
