Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง  ระบบโรคผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ผื่น  ตุ่มน้ำใส 

บทนำ

เริม หรือ โรคเริม (Herpes simplex) เป็นโรคทางผิวหนังที่พบบ่อยอีกโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าในวัยหนุ่มสาวและในวัยผู้ใหญ่ โอกาสเกิดโรคใกล้ เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย และจัดเป็นโรคติดต่อ

โรคเริมเกิดได้อย่างไร ? ติดต่อไหม? ติดต่ออย่างไร?

เริม

โรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชื่อ เฮอร์ปี ซิมเพล็กไวรัส หรือ เรียกย่อว่า เอชเอสวี (Herpes simplex virus, HSV) ซึ่งเป็นไวรัสต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอี ใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำกับผิวหนังได้คล้ายๆกัน

ไวรัส เอชเอสวี มี 2 ชนิด คือ ชนิด 1 (HSV-1) และชนิด 2 (HSV-2) โดย

  • เอช เอสวี-1 มักเป็นสาเหตุติดเชื้อในช่องปากและริมฝีปาก เรียกได้อีกชื่อว่า Cold sore เป็นโรคพบบ่อย ประมาณ 40-80%ของประชากรทั่วโลก โดยเฉพาะในคนที่มีสุขอนามัยพื้นฐานไม่ดี
  • ส่วนเอชเอสวี-2 มักเป็นสาเหตุติดเชื้อในอวัยวะเพศภายนอกและในช่องคลอด (แนะนำอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง เริมที่อวัยวะเพศ) เป็นโรคพบบ่อยเช่นกัน แต่พบน้อยกว่าการติดเชื้อ เอชเอสวี 1 มาก โดยพบได้ประมาณ 16%ของประชากรทั่วโลก

แต่เริมทั้งสองชนิด อาจเป็นสาเหตุติดเชื้อกับเนื้อเยื่อส่วนไหนของร่างกายก็ได้เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ตา เยื่อหุ้มสมอง และสมอง

โรคเริม ติดเชื้อ/ติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มแผลที่เป็นโรค จากน้ำ จากตุ่มพอง จากน้ำลาย จากสารคัดหลั่ง จากเมื่อใช้ของใช้ร่วมกัน การจูบ การกิน จากมือติดโรคป้ายตาจึงเกิดโรคที่ตา และเมื่อเกิดกับอวัยวะเพศ จะก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์/โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (บ่อยครั้งคนที่เกิดโรคมีอาการน้อยมาก จึงไม่รู้ว่าเป็นโรค) และติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ขณะคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ

เมื่อติดเชื้อเริมมักไม่มีอาการอะไร แต่เชื้อจะอยู่ในตัวตลอดชีวิต ในปมประสาท รอจนเมื่อร่างกายอ่อนแอลงจึงแสดงอาการ

โรคเริมเป็นแล้วเป็นอีกได้เรื่อยๆ บางครั้งอาจเกิดถึงปีละ 3 ครั้ง แต่จะค่อยๆห่างไปเมื่อสูงอายุขึ้น

โรคเริมในช่องปากหรือที่ริมฝีปากมักเกิดอาการตามหลังช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดเริม?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดเริม ได้แก่

ก. ปัจจัยเสี่ยงเกิดเริมชนิด HSV-1 หรือ Cold sore (ไม่ใช่เริมที่อวัยวะ หรือเริมชนิดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) ได้แก่

  • ใช้ ช้อน ซ่อม แก้วน้ำ จาน ชาม ร่วมกัน
  • ใช้เครื่องสำอางร่วมกัน เช่น ลิปสติก ลิปบาล์ม ที่เขียนขอบตา
  • ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
  • การจูบด้วยปาก
  • มีรายงานติดเชื้อHSV-1ที่อวัยวะเพศได้กรณีมีเพศสัมพันธ์ทางปากโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยชาย

ข. ปัจจัยเสี่ยงเกิดเริมชนิดHSV2(เริมเกิดที่อวัยวะเพศ) ได้แก่

โรคเริมมีอาการอย่างไร?

อาการสำคัญของโรคเริม คือ

ทั้งนี้ โรคเริมหายได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่เมื่อรักษาด้วยยาต้านไวรัสมักช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามหลังหายแล้ว มักไม่เกิดเป็นแผลเป็น

แพทย์วินิจฉัยโรคเริมได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคเริมได้จาก

รักษาโรคเริมได้อย่างไร?

แพทย์รักษาโรคเริมได้ด้วย

โรคเริมรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

โดยทั่วไป โรคเริมไม่รุนแรง/มีการพยากรณ์โรคที่ดี มักหายได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์

เมื่อเป็นโรคเริมดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองเมื่อเกิดโรคเริมและการพบแพทย์ ได้แก่

ป้องกันโรคเริมได้อย่างไร? มีวัคซีนไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเริม แต่กำลังมีการศึกษาคิดค้นอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นโรคพบบ่อย

ดังนั้น ปัจจุบันวิธีป้องกันโรคเริมที่ดีที่สุด คือ

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Herpes_simplex [2019,Feb9]
  3. https://www.healthline.com/health/herpes-simplex#riskfactors [2019,Feb9]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom