Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ตา  จักษุวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เปลือกตาบวมแดง 

เปลือกตาอักเสบคืออะไร?

เปลือกตาอักเสบ หรือหนังตาอักเสบ (Blepharitis หรือ Eyelid inflammation) เป็นการอักเสบของผิวหนังบริเวณเปลือกตา/หนังตาและเนื้อเยื่อใกล้เคียงเช่น ขนตา, ต่อมสร้างน้ำตา(Tear film) ที่ขอบเปลือกตาที่เรียกว่า ต่อมไมโบเมียน (Meibomian gland) โดยมักจะเกิดเป็น กับตาทั้ง 2 ข้างและเป็นเรื้อรังเป็นๆหายๆ นำมาซึ่งตาแห้ง ขนตาเกเข้าตา ตลอดจนผิวกระจกตาอักเสบ

ทั้งนี้อาจแบ่งเปลือกตาอักเสบได้เป็น 3 ชนิดได้แก่

1. ชนิดที่เกิดจากเปลือกตาติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus ที่เรียกการอักเสบนี้ว่า Staphylococcal blepharitis

2. Seborrheic blepharitis เป็นการอักเสบของผิวหนังรอบๆต่อมสร้างไขมันที่เปลือกตา

3. Posterior blepharitis หรือมักเรียกกันว่า Meibomian gland dysfunction (MGD, ต่อมน้ำ ตาไมโบเมียนทำงานผิดปกติ) ที่เกิดการอักเสบค่อนไปทางด้านหลังของเปลือกตา เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของต่อม Meibomian ที่ปกติสร้างสารที่เรียกว่า Meibum ที่ใส สีเหลืองๆ เป็นส่วนประกอบของชั้นไขมันที่อยู่บนสุดของชั้นน้ำตา เมื่อการทำงานของต่อมนี้ผิดปกติ Meibum ที่ออกมาจะข้นมีสีขาวคล้ายแป้งเปียกทำให้ตาแห้งจากการขาดน้ำตาชั้นไขมัน

เปลือกตาอักเสบเป็นโรคพบบ่อย พบได้ทุกอายุทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้หญิงและผู้ชายพบโรคได้ใกล้เคียงกัน

เปลือกตาอักเสบมีสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

เปลือกตาอักเสบ

สาเหตุเปลือกตาอักเสบยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบคนที่มีปัจจัยเสี่ยงได้แก่

เปลือกตาอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาจแบ่งภาวะเปลือกตาอักเสบออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่

1. การอักเสบส่วนหน้าได้แก่ การอักเสบของเปลือกตาชนิด Staphylococcal blepharitis และ ชนิด Seborrheic blepharitis

2. การอักเสบส่วนหลังได้แก่ การอักเสบที่เรียกกันว่า Meibomian gland dysfunction (MGD) ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้ (แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ต่อมน้ำ ตาไมโบเมียนทำงานผิดปกติ)

ทั้งนี้โดยทั่วไปเมื่อพูดถึงเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) มักจะกล่าวถึงเฉพาะการอักเสบ ส่วนหน้าซึ่งมี 2 ชนิดคือ ชนิด Staphylococcal blepharitis และ ชนิด Seborrheic blepharitis ซึ่งทั้ง 2 ชนิดมีอาการ/อาการแสดงของการอักเสบส่วนใหญ่คล้ายกัน แตกต่างกันแต่เพียงเล็กน้อย

ก. Staphylococcal blepharitis: เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus มักพบ ในคนอายุน้อย เชื้อต้นเหตุมักอยู่บริเวณใบหน้า โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสบตา เคืองตา หนังตา/เปลือกตาแดง มีอาการคล้ายมีผงเข้าตา อาการมักจะเป็นมากตอนเช้า พอสายหน่อยอาการจะดีขึ้น (ต่างกับโรคตาแห้งที่ตอนเช้ามักไม่มีอาการแต่จะมีอาการตอนบ่ายหรือเย็น) เปลือกตาบวมโดย เฉพาะบริเวณขอบหนังตาจะเห็นหลอดเลือดบริเวณนั้นขยายตัว มีสะเก็ดรอบๆขนตาเป็นวงๆร่วม กับเยื่อบุตา/เยือตาจะแดง (ตาแดง) มักมีขนตาเปลี่ยนเป็นสีขาว มีขนตาร่วงได้มากกว่าเปลือกตาอักเสบชนิด Seborrheic blepharitis และบริเวณส่วนผิวหนังของเปลือกตาอาจเป็นแผลถลอกมีเนื้อเยื่อหลุดลอกเป็นแผล (Ulcer) ให้เห็น ในขณะที่การอักเสบชนิด Seborrheic blepharitis ไม่ค่อยพบ

ข. สำหรับ Seborrheic blepharitis: มักพบในคนวัยกลางคน โดยผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับ Staphylococcal blephalitis แต่อาการน้อยกว่า มักพบในคนใบหน้ามัน มีสะเก็ดเป็นเกล็ดมันๆแบบไขมันที่หนังตา ขนตา ขนคิ้ว มักพบในผู้ป่วยโรคเซบเดิร์ม (Seborrheic dermatitis)

อนึ่ง เปลือกตาอักเสบทั้ง 2 ชนิดอาจพบภาวะอักเสบเป็นแผลเล็กๆบริเวณด้านล่างกระจกตา (Punctate epithelial erosion) แต่พบในชนิด Staphylococcal blepharitis ได้มากกว่า อีกทั้งในชนิด Staphylococcal blepharitis อาจพบการอักเสบที่ขอบกระจกตา (Marginal keratitis)ได้มากกว่าเช่นกัน

ทั้งนี้เปลือกตาอักเสบทั้ง 2 ชนิดเมื่อเป็นนานเข้าจะเกิดภาวะตาแห้งจากขาดน้ำตาชั้น Aqueous ดังนั้นผู้ป่วยบางรายจึงอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของตาแห้งได้

แพทย์วินิจฉัยเปลือกตาอักเสบได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยเปลือกตา/หนังตาอักเสบจากลักษณะทางคลินิกคือ อาศัยประวัติอาการเจ็บตา ตาแดง แสบตา เปลือกตาบวม คล้ายมีผงอยู่ในตา เป็นมากตอนเช้า พอสายหน่อยอาการดีขึ้น ร่วมกับการตรวจตาพบหนังตาบวมแดง ในการอักเสบชนิด Staphylococcal blepharitis จะมีสะเก็ดเป็นขุยๆหรือจะมีสะเก็ดเป็นมันในการอักเสบชนิด Seborrheic blepharitis และอาจพบเยื่อบุตามีสีแดง (ตาแดง) ภาวะตาแห้ง ร่วมกับมีการอักเสบ/การเป็นแผลของผิวกระจกตา

ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร?

เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ การดูแลตนเองในเบื้องต้นคือ

1. ให้ความสำคัญของการดูแลอนามัยบริเวณเปลือกตาและผิวหนังรอบๆตา ควรล้าง เช็ดบริเวณเปลือกตาให้สะอาดอยู่เสมอ

2. ในกรณีที่มีสะเก็ดหรือขุยๆบริเวณโคนขนตา ควรเช็ดออกด้วยน้ำอุ่นสะอาดและทำความสะอาดด้วยแชมพูสำหรับเด็กอ่อนซึ่งระคายต่อผิวหนัง/ต่อตาน้อยที่สุด

3. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางบริเวณขอบตา หากจำเป็นต้องใช้ ต้องรีบเช็ดออกทัน ทีหลังเสร็จสิ้นภาระกิจ

4. ประคบอุ่นบริเวณขอบตา ความอุ่นจะทำให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณที่อักเสบตลอดจน ละลายไขมันที่เป็นสารตกค้างอยู่ ทำให้ไขมันที่อุดตันไหลออกมาได้โดยง่าย ลดการอักเสบลง

5. หยุดใช้เครื่องสำอางที่ตาจนกว่าโรคจะหายดี

*อนึ่ง การทำความสะอาดและการประคบอุ่นตา ควรดูแลวันละประมาณ 2 - 4 ครั้งช่วงมีอาการมาก และลดลงเป็นประมาณวันละ 1 - 2 ครั้งเมื่อมีอาการน้อยหรือเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

หากมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ หลังให้การดูแลตนเองในเบื้องต้น (ดังกล่าวในหัวข้อ การดูแลตนเอง) แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์/จักษุแพทย์/ไปโรงพยาบาล แต่ถ้าอาการเป็นมากตั้งแต่แรกหรือมีอาการเลวลงระหว่างการดูแลตนเอง ต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลไม่ต้องรอเวลา

ทั้งนี้เมื่อพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลแล้วควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

1. อาการต่างๆโรคเลวลง

2. มีอาการทางสายตาเช่น เห็นภาพไม่ชัด

3. กังวลในอาการ

รักษาเปลือกตาอักเสบอย่างไร?

แพทย์มีหลักการรักษาเปลือกตาอักเสบดังนี้

1. รักษาอนามัยเปลือกตา เช็ดขอบตาและทำความสะอาดบริเวณเปลือกตา ตามด้วยการป้ายยาปฏิชีวนะชนิดป้ายตาบริเวณเปลือกตากรณีเปลือกตาอักเสบชนิด Staphylococcal blepharitis แต่หากเป็นการอักเสบชนิด Seborrheic blepharitis อาจไม่จำเป็นต้องป้ายยาปฏิชีวนะ แต่ควรรักษาผิวหนังรอบๆตาซึ่งมักจะมีภาวะ/โรค Seborrheic dermatitis ร่วมด้วย ร่วมกับการรักษาควบคุมโรค Seborrheic dermatitis

2. ถ้ามีการอักเสบมากของเปลือกตาอาจใช้ยาป้ายตาชนิดที่มี Steroid ลดการอักเสบร่วมด้วย

3. ให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานร่วมด้วยในรายที่เป็นการอักเสบชนิด Staphylococcal blepha ritis ซึ่งมักจะเป็นเรื้อรัง ยาปฏิชีวนะป้ายตาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

4. ให้น้ำตาเทียมร่วมด้วยกรณีที่เป็นการอักเสบเรื้อรังแล้วมีอาการตาแห้งร่วมด้วย

5. พิจารณายาหยอดตาที่มี Steroid ในรายที่มีอาการของกระจกตาอักเสบร่วมด้วยหรือที่มีการอักเสบที่รุนแรง

6. หยุดใช้เครื่องสำอางที่ตาจนกว่าโรคจะหาย

*อนึ่ง การมีสุขภาพอนามัยที่ดีบริเวณเปลือกตา ใบหน้า ตลอดจนสุขภาพร่างกายทีดี ทำให้โรคนี้หายเร็วและไม่กลับเป็นอีก

เปลือกตาอักเสบมีผลแทรกซ้อนอย่างไร?

เปลือกตาอักเสบมีผลแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงเช่น

1. เปลือกตาอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆขนตาอาจทำให้มีขนตาร่วง ขนตาเก ทำให้ปลายขนตาไปเขี่ย กระจกตาก่อให้เกิดอาการระคายเคืองตา บางรายต้องลงเอยด้วยการผ่าตัดแก้ไขขนตาเก

2. เชื่อว่าอาจมีชีวพิษ (Toxin) จากแบคทีเรียที่ก่อโรคพลัดเข้าไปในน้ำตา ก่อให้เกิดแผลอักเสบ เล็กๆที่กระจกตา (Superficial punctale keratitis) ที่มักเกิดบริเวณส่วนล่างของกระจกตา ทำให้มีอาการระคายเคืองตามากขึ้น

3. โดยเฉพาะเปลือกตาอักเสบชนิด Staphylococcal blepharitis อาจทำให้เกิดการอักเสบบริเวณ รอบนอกของกระจกตา (Marginal keratitis)

4. มีบางรายอาจมีหลอดเลือดจากการอักเสบเกิดล้ำเข้าไปในกระจกตา (Pannus) ทำให้ตาแดงบ่อยๆ อีกทั้งตัว Pannus จะทำให้กระจกตาเป็นฝ้าขาว

5. เกิดภาวะตาแห้งตามมาโดยเกิดจากน้ำตาขาดชั้นที่เรียว่า Aqueous ทำให้แสบตาเคืองตาเรื้อรัง

เปลือกตาอักเสบมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

เปลือกตาอักเสบมีการพยากรณ์โรคที่ดี สามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็กลับเป็นซ้ำได้ถ้าไม่ รักษาความสะอาดของเปลือกตาและใบหน้า และ/หรือไม่สามารถควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ได้ดี

ป้องกันเปลือกตาอักเสบอย่างไร?

ป้องกันเปลือกตาอักเสบได้โดย

  • รักษาความสะอาดเปลือกตา ผิวหนังรอบตา และที่ใบหน้า โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้เครื่องสำอางที่ควรต้องล้างออกให้สะอาดก่อนเข้านอนทุกครั้ง
  • รักษาควบคุมโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดเปลือกตาอักเสบ (ดังกล่าวในหัวข้อ สาเหตุ /ปัจจัยเสี่ยง) ให้ได้ดี

บรรณานุกรม

  1. http://eyewiki.aao.org/Blepharitis [2016,Jan16]
  2. http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/blepharitis/basics/lifestyle-home-remedies/con-20024605 [2016,Jan16]
  3. https://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/001619.html [2016,Jan16]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน maylin cholatan 123 gilder2 puipawit00 hackerza1231
Frame Bottom