Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบจิตเวช  เด็ก 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เด็กไม่อยากไปโรงเรียน 

บทนำ

แม้โรงเรียนจะเป็นที่ที่เด็กส่วนใหญ่ไปแล้วมีความสุขสนุกสนาน แต่ประมาณ 1 - 2% ของเด็กจะมีปัญหาไม่อยากไปโรงเรียน พบว่าปัญหาเด็กไม่อยากไปโรงเรียนได้ซ่อนเร้นความผิดปกติไว้ (อาจมีหลายภาวะในเด็กแต่ละคน) คือ 40 - 50% ของเด็กกลุ่มนี้มีภาวะความวิตกกังวลร่วมด้วย ประมาณ 50% มีภาวะซึมเศร้า และประมาณ 50% มีพฤติกรรมต่อต้าน

ปัญหาเด็กไม่อยากไปโรงเรียนเป็นปัญหาของครอบครัวด้วย หากพ่อแม่ไม่เข้าใจปัญหานี้ ยอมให้เด็กขาดโรงเรียนอยู่นาน อาจทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวต่อเด็กรวมถึงอนาคตทางการศึกษาของเด็กอาจล้มเหลวได้

ทำไมเด็กไม่อยากไปโรงเรียน?

เด็กไม่อยากไปโรงเรียน

เด็กที่มีปัญหาไม่อยากไปโรงเรียนเกิดจากความวิตกกังวลว่าจะต้องถูกพรากจากพ่อแม่ (Separation anxiety) หรือเด็กบางคนอาจมีความกลัวอะไรบางอย่างร่วมด้วยเช่น กลัวการขึ้นรถ กลัวที่จะเดินผ่านสุนัขตามทาง หรือเด็กอาจมีปัญหาอื่นๆที่โรงเรียนเช่น อ่านหนังสือไม่ออก เรียนไม่ทันเพื่อน คุณครูดุ

ทั้งนี้ในเด็กเล็กมักเกิดจากกลัวถูกพรากจากพ่อแม่ แต่ในเด็กโตมักกลัวการเข้าสังคม (Social phobia)

อะไรเป็นสาเหตุให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน?

สาเหตุที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียนที่พบบ่อยคือ

1. พ่อแม่ป่วยซึ่งเด็กมักจะเกิดอาการไม่อยากไปโรงเรียนหลังจากนั้น

2. พ่อแม่แยกทางกัน พ่อแม่มีปัญหากัน หรือพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย

3. เมื่อมีการเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัวของเพื่อนๆ

4. มีการย้ายบ้านในเด็กเล็ก

5. มีการอิจฉาเมื่อมีน้องคนใหม่ในบ้าน

ปัญหาอื่นๆที่อาจพบได้ได้แก่ เด็กรู้สึกสูญเสีย (โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนโรงเรียนใหม่) ไม่มีเพื่อน ถูกเด็กอื่นแกล้ง หรือเข้ากับครูและเพื่อนๆชั้นเรียนไม่ได้

ในเด็กอายุน้อยกว่า 8 ปีไม่อยากไปโรงเรียนเพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับพ่อแม่

เด็กอายุ 9 - 12 ปีจะเครียดมากเมื่อจากพ่อแม่

เด็กอายุ 13 - 16 ปีอาจมีโรคทางกายจึงไม่อยากไปโรงเรียน

เด็กไม่อยากไปโรงเรียนมักแสดงอาการอย่างไร?

การไม่อยากไปโรงเรียนจะเกิดในเด็กช่วงอายุใดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดเมื่ออายุ 5 - 7 ปี และ 11 - 14 ปีซึ่งเป็นช่วงเริ่มเข้าเรียนหรือเปลี่ยนโรงเรียน เด็กจะมีอาการทางร่างกายเช่น บ่นปวดศีรษะ ปวดท้อง หรืออาการไม่สบายอื่นๆ ซึ่งเป็นการยากที่จะบอกว่าอาการดังกล่าวเป็นอาการจากความวิตกกังวลหรือเกิดจากความไม่สบายจริงๆของเด็ก ที่น่าสังเกตคือ เด็กกลุ่มนี้มักมีอาการในตอนเช้าเวลาจะต้องไปโรงเรียน แต่อาการจะหายไปในช่วงวันหยุด ในเด็กโตและกลุ่มวัยรุ่นมักจะไปไม่ทันรถทุกวัน ซึ่งในเด็กโตต้องแยกจากกลุ่มที่เป็นเด็กเกเรอยากหนีโรงเรียน เด็กกลุ่มหลังจะออกจากบ้านไปโรงเรียนและหายไปจากโรงเรียน

อาการของเด็กที่กลัวการถูกพรากจากพ่อแม่ (Separation anxiety disorder) เช่น

1. กังวลมากเกินไปว่าจะสูญเสียพ่อแม่

2. กังวลมากเกินไปว่าพ่อแม่จะได้รับอันตราย

3.ไม่อยากอยู่คนเดียว

4.ไม่ยอมไปนอนหากไม่มีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย

5. มีการบ่นถึงความเจ็บป่วยทางกายเสมอเมื่อต้องจากพ่อหรือแม่หรือผู้ดูแล

พฤติกรรมดังกล่าวต้องเกิดในเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปีและมีอาการอยู่นาน 4 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ทำให้เกิดปัญหาในการเรียนและการเข้าสังคมหรือปัญหาเกี่ยวกับการทำกิจกรรมใดจึงจะเรียกว่าผิดปกติ

Separation anxiety เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาของเด็กปกติ เด็กจะเริ่มมี Separation anxiety เมื่ออายุประมาณ 10 เดือนและค่อยๆหายไปเมื่ออายุประมาณ 18 เดือน เด็กอายุ 3 ขวบ ส่วนใหญ่จะอยู่คนเดียวโดยไม่มีพ่อแม่หรือผู้ดูแลได้ในเวลาสั้นๆ

อาการของเด็กที่กลัวการเข้าสังคม (Social phobia) เช่น

1. กลัวกังวลที่จะพบคนแปลกหน้า

2. กังวลเมื่อจะต้องไปยังสถานที่ต่างๆหรือต้องพบผู้คน

3. ไม่กล้าแสดงออก กลัวคนมอง กลัวคนติติง เกินเหตุ

4. เมื่อมีเหตุการณ์มักปวดท้องคลื่นไส้

5. วิตกกังวลเกินเหตุเครียดเมื่อต้องมีกิจกรรมต่างๆ

6. มือสัน ใจสั่น เหงื่อออกมาก เมื่อมีกิจกรรมต่างๆ

ปัญหาระยะยาวในเด็กที่มีปัญหาไม่อยากไปโรงเรียนมีอะไรบ้าง?

ปัญหาระยะยาวในเด็กกลุ่มนี้ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเด็กที่มีความวิตกกังวล โดยเมื่อติดตามไปในระยะยาวจนเป็นหนุ่มสาวหรือผู้ใหญ่อาจมีปัญหาเช่น

1. ภาวะซึมเศร้า เด็กที่มีปัญหาการเข้าสังคมจะมีปัญหาซึมเศร้ามากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหาการเข้าสังคมประมาณ 3 เท่า

2. ต้องมีการรักษาทางจิตเวช ผู้ที่มีปัญหาไม่อยากไปโรงเรียนในวัยเด็กเมื่อติดตามไปประมาณ 20 - 29 ปีหลังจากนั้นพบว่ามีปัญหาทางจิตเวชมากกว่าคนทั่วไป

3. การใช้สารเสพติด เด็กที่มีความวิตกกังวลในระยาวจะมีการใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ กัญชา มากกว่าเด็ก/ผู้ที่ได้รับการรักษาเรื่องความวิตกกังวลจนดีแล้ว

4. การเรียนและอาชีพ ผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจเมื่ออายุน้อย/วัยเด็กมักจะมีปัญหาความเครียดติดตัวไปตลอด มักจะเลือกเรียนในวิชาที่ไม่ยากและเลือกอาชีพที่ไม่ต้องแข่งขันกับใครมาก ทำให้นักเรียนเกือบครึ่ง (ประมาณ 46%) ในสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้

ดูแลรักษาเด็กไม่อยากไปโรงเรียนอย่างไร?

การดูแลรักษาเด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียนที่สำคัญคือ ต้องให้เด็กกลับไปโรงเรียนโดยเร็วที่ สุด เพราะการให้เด็กหยุดโรงเรียนไปนานเท่าใดจะยิ่งมีปัญหาในการให้กลับไปโรงเรียนมากยิ่งขึ้น เท่านั้น การไปโรงเรียนสม่ำเสมอจะทำให้เด็กค่อยๆลดความกลัวลงและเลิกกลัวการไปโรงเรียนได้ในที่สุด

ก. ด้านโรงเรียน/คุณครู: อาจมีเทคนิคให้เด็กเรียนในสิ่งที่ชอบเสียก่อนโดยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองรออยู่ด้านนอก และเมื่อครบระยะเวลาหนึ่งเช่น 10 วันก็เพิ่มวิชาหรือสิ่งที่ชอบอย่างที่สอง เข้าไปเช่น วิชาแรกเป็นพละ วิชาที่สองเป็นศิลปะ แล้วค่อยๆเพิ่มวิชาทุกหนึ่งถึงสองสัปดาห์จนเด็กสามารถเรียนได้เต็มเวลา

การแก้ไขโดยวิธีค่อยๆให้เด็กเรียนสิ่งที่ชอบแล้วค่อยๆเพิ่มความหลากหลายของวิชาขึ้นจะได้ผลประมาณ 50 - 70% ของเด็กที่มีปัญหาไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งเด็กมักจะดีขึ้นชัดเจนและอาการทางร่างกายต่างๆก็จะค่อยๆลดลงและหายไปได้ในที่สุด

คุณครูควรเข้าใจปัญหานี้เข้าใจอาการของเด็ก ไม่ดุว่าทำให้เด็กอาย ที่สำคัญไม่ส่งเด็กกลับบ้านแม้ว่าเด็กจะมีอาการทางกายต่างๆ แต่ควรพูดคุยปรึกษากับพ่อ-แม่/ผู้ปกครองเด็กเพื่อช่วยกันดูแลและปรับพฤติกรรมเด็ก

คุณครูควรสังเกตพูดคุยสอบถามเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากทางโรงเรียนหรือไม่เช่น เด็ก ถูกรังแกถูกล้อเลียน หรือเรียนไม่ทันเพื่อน เป็นต้น เพื่อหาทางช่วยเหลือเด็ก

ถ้าเด็กมีปัญหาในการเข้าสังคมที่โรงเรียน คุณครูควรต้องคอยช่วยเหลือหาวิธีการที่จะทำให้เด็กเข้ากับเพื่อนๆให้ได้

ข. ด้านพ่อแม่/ผู้ปกครอง: ควรเข้าใจว่าการที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียนเกิดจากความ วิตกกังวลของเด็กโดยที่เด็กไม่ได้แกล้งทำหรือเกเร ทั้งนี้ควรให้แพทย์ตรวจร่างกายว่าเด็กไม่ได้มีปัญหาทางกายก่อนเนื่องจากอาการบางอย่างแสดงออกเช่นเดียวกับปัญหาทางกาย

การนำเด็กกลับสู่โรงเรียนควรทำด้วยความจริงจังแต่ด้วยท่าทีที่นุ่มนวล โดยจะต้องนำเด็กไปโรงเรียนให้ได้แม้เด็กจะขัดขืนหรือต่อต้าน หากเด็กดิ้นหรือแสดงอาการก้าวร้าวให้กอดเด็กไว้และพาไปโรงเรียนเมื่ออาการสงบ ไม่ดุด่าหรือลงโทษ

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพูดคุยสอบถามเด็กและหาวิธีที่จะทำให้เด็กคลายความกังวลว่าจะ ไม่ถูกทิ้ง ปลอดภัย และทางบ้านจะไม่เกิดปัญหาอะไรเมื่อเด็กไปโรงเรียน

ต้องพูดคุยปรึกษาคุณครูให้ทราบปัญหาของเด็กที่โรงเรียน และแสดงให้เด็กเห็นว่าคุ้นเคยกับคุณครูเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการอยู่โรงเรียนให้กับเด็ก

นอกจากนี้พ่อ-แม่ผู้ปกครองควรทบทวนว่า ตนเองมีส่วนในการทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียนหรือไม่เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

ควรนำเด็กพบแพทย์เมื่อ

1. เมื่อเด็กมีอาการแสดงทางกายต่อเนื่องเพื่อได้รับการตรวจร่างกายโดยละเอียดว่าเด็กไม่ได้มีโรคทางกาย ก่อนจะสรุปว่าเป็นอาการจากเด็กไม่อยากไปโรงเรียน

2. ในกรณีที่ไม่สามารถนำเด็กกลับไปโรงเรียนได้เนื่องจากเด็กมีความวิตกกังวลมีความเครียดมีอาการซึมเศร้ามากควรต้องปรึกษาจิตแพทย์เด็ก ซึ่งอาจต้องให้ยาคลายความเครียดหรือยาคลายความวิตกกังวลในกรณีที่มีอาการมาก จิตแพทย์อาจมีวิธีรักษาด้วยการทำพฤติกรรมบำบัด (Cognitive-behavioral therapy หรือย่อว่า CBT) ร่วมด้วย

เด็กไม่อยากไปโรงเรียนสามารถแก้ไขได้สำเร็จหรือไม่?

การไม่อยากไปโรงเรียนหากปล่อยทิ้งไว้นานโดยยอมให้เด็กหยุดโรงเรียน การแก้ปัญหาจะยากกว่าการรีบให้เด็กได้ไปโรงเรียน การดูแลรักษาเมื่อเป็นความร่วมมือระหว่างคุณครูกับพ่อแม่/ผู้ปกครองมักได้ผลดีเสมอ ซึ่งเมื่อติดตามไปหลัง 1 ปีพบว่าประมาณ 83% ของเด็กสามารถกลับ ไปเล่าเรียนได้ตามปกติ

บรรณานุกรม

  1. Rosenberg DR, Vandana P,Chiriboga JA. Chapter 23-Anxiety Disorders. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed
  2. The Wall Street Journal. Life and Style ‘I hate school’ Extreme Edition September 21, 2010. http://online.wsj.com [2016,Feb27]
  3. http://www.emedicinehealth.com/school_refusal/article_em.html [2016,Feb27]
  4. http://www.handsonscotland.co.uk/topics/anxiety/school_refusal.html [2016,Feb27]
  5. http://www.cyh.com/HealthTopics/HealthTopicDetails.aspx?p=114&np=141&id=1698 [2016,Feb27]
  6. http://www.childanxiety.net/Social_Phobia.html [2016,Feb27]
  7. http://cemh.lbpsb.qc.ca/educators/schoolrefusal.pdf [2016,Feb27]
Updated 2016, Feb 27


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน Nongbeer nanzaaa Lankly
Frame Bottom