Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หลอดลม  ระบบทางเดินหายใจ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

หายใจลำบาก  หอบหืด 

โรคหืดในเด็กมีอาการอย่างไร?

โรคหืดในเด็ก (Childhood asthma) เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้ประมาณหนึ่งในสิบของเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการไอ อึดอัด แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหายใจเสียงดังวิ๊ซ (บางรายบอกว่าเสียงหายใจดังฮืด) อาการดังกล่าวคล้ายกับอาการของการติดเชื้อในระบบหายใจ

อาการที่ชวนสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดมีลักษณะดังนี้คือ

1. อาการต่างๆดังกล่าวมักจะเป็นๆหายๆ

2. มักเกิดอาการเหล่านั้นในเวลากลางคืนหรือช่วงใกล้สว่าง

3. มักเกิดอาการภายหลังการติดเชื้อโรคหวัด

4. มักเกิดอาการเมื่อมีอากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีมลภาวะเช่น ควันบุหรี่

5. มักเกิดอาการเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหืด?

เด็กโรคหืด

เด็กที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคหืดหรือโรคภูมิแพ้มีโอกาสเป็นโรคหืดได้ง่ายกว่าเด็กที่ไม่มีครอบครัวเป็นโรคนี้ เมื่อเด็กจากครอบครัวที่มีความเสี่ยงดังกล่าวสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เช่น ได้รับการเลี้ยงดูด้วยน้ำนมวัว การสัมผัสกับไรฝุ่น รังแคสัตว์ และ/หรือแมลงสาป ก็จะมีโอกาสสูงที่จะเกิดโรคหืด

ในบางรายอาจเริ่มจากการแพ้น้ำนมวัวแล้วเกิดผื่นที่แก้มและข้อพับและ/หรือตามตัว อาจมีอาการหายใจครืดคราดและหอบตามมาได้

การติดเชื้อไวรัสบางชนิดในทางเดินหายใจยิ่งทำให้โอกาสเกิดโรคหืดสูงขึ้น ดังนั้นพ่อแม่น่าจะพิจารณาให้ดีในการที่จะนำเด็กไปฝากเลี้ยงในศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่อยู่กันอย่างแออัดหรืออยู่รวมกันมากๆในห้องปรับอากาศเพราะเพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจในเด็ก

นอกจากนี้ยังพบว่าลูกที่มีมารดาสูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหืด

โรคหืดในเด็กเกิดขึ้นได้อย่างไร? มีแนวทางรักษาอย่างไร?

ลักษณะสำคัญของโรคหืดคือ การที่หลอดลมของเด็กที่เกิดโรคมีความไวกว่าคนปกติ ส่งผลให้ภายหลังการติดเชื้อโรคหวัด หรือเมื่อสัมผัสกับสารที่ผู้ป่วยแพ้ หรือจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง เด็กจะมีอาการไอ เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก เพราะหลอดลมที่ถูกกระตุ้นจะมีการตีบแคบ บวม และมีเสมหะมาก

ความไวของหลอดลมนี้เกิดจากผนังหลอดลมมีการอักเสบชนิดไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ ดังนั้นการรักษาโรคหืดที่เหมาะสมในขณะนี้คือ การใช้ยาที่ลดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ มักใช้ในรูปยาพ่นสูดหรือบางคนเรียกว่า ยาสูดพ่นในกลุ่มสเตียรอยด์ (Inhaled corticosteroid) ซึ่งให้ผลดีและค่อนข้างปลอดภัยหากใช้ได้ถูกวิธีและสม่ำเสมอทุกวัน หรืออาจเลือกใช้ยารับประ ทานในกลุ่มที่เรียกว่า มอนตีลูคาสท์ (Montelukast, กลุ่มยาที่ใช้ป้องกันการหดเกร็งของหลอดลม) ซึ่งหากเด็กมีอาการรุนแรงอาจต้องใช้ยาทั้งสองร่วมกันหรือใช้ยาพ่นสูดสเตียรอยด์ควบคู่กับยาขยายหลอดลมชนิดที่ออกฤทธิ์นาน ซึ่งยาต่างๆเหล่านี้ต้องได้รับการแนะนำการใช้จากแพทย์เท่านั้นเพราะต้องเลือกชนิดและขนาดยาให้เหมาะสมกับเด็ก การซื้อยาใช้เองมักควบคุมโรคไม่ได้และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาได้สูงเช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง วิงเวียน ไม่มีแรง ปวดไซ นัส หน้าบวม ขึ้นผื่น หายใจไม่ออก มีไข้ หรือมีอาการคล้ายโรคหวัด หรือโรคไข้หวัดใหญ่

แพทย์จะทราบได้อย่างไรว่าเด็กเป็นโรคหืด?

แพทย์ทราบได้ว่าเด็กเป็นโรคหืดโดย

*ในเด็กวัยก่อนวัยเรียน: แพทย์มักใช้การวินิจฉัยจากอาการร่วมกับการตรวจร่างกาย เพราะเด็กยังเล็กมากจนไม่สามารถตรวจวินิจฉัยโดยการตรวจสมรรถภาพปอดได้ ทั้งนี้โดยเด็กมักมีอาการไอเรื้อรังเป็นๆหายๆ มีอาการหอบเมื่อติดเชื้อโรคหวัด และบางครั้งอาจมีเพียงอาการไอและเหนื่อยง่ายเสมอภายหลังการออกกำลังกาย ก็ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคหืด ซึ่งเมื่อร่วมกับการตรวจร่างกายโดยแพทย์จะช่วยวินิจฉัยโรคนี้ได้

เด็กที่มีคนในครอบครัวโดยเฉพาะพ่อหรือแม่เป็นโรคหืด โรคภูมิแพ้ หรือผู้ป่วยเด็กเองมีอาการโรคภูมิแพ้อื่นๆเช่น แพ้อากาศ ผื่นแพ้จากน้ำนมวัว ก็จะช่วยสนับสนุนว่าเด็กน่าจะเป็นโรคหืด

นอกจากนั้นหากเด็กมีการตอบสนองที่ดีต่อยาขยายหลอดลม หรือต่อยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ) เมื่อเกิดมีอาการจะทำให้ช่วยเพิ่มน้ำหนักการวินิจฉัยโรคหืด

*ในเด็กวัยเรียน: การตรวจสมรรถภาพของปอดร่วมกับประวัติอาการและการตรวจร่างกาย จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

โรคหืดในเด็กสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่?

แนวทางการรักษาโรคหืดในเด็กได้แก่

  • การรักษาเมื่อมีอาการหอบ: การสูดยาขยายหลอดลมเมื่อเริ่มมีอาการเหนื่อยหอบหรือไอ อาการจะดีขึ้น และยามีฤทธิ์ได้นานประมาณ 4 - 6 ชั่วโมง จึงอาจสูดซ้ำได้อีก แต่หากสูดยาแล้วไม่ดีขึ้นหรือเคยมีประวัติหอบรุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร่งด่วนก่อนที่จะมีอาการรุนแรงจนยากแก่การรักษา
  • การรักษาระยะยาวเพื่อการควบคุมโรค: คือการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบของผนังหลอดลม ซึ่งเป็นการรักษาพยาธิสภาพของโรคโดยตรงจะช่วยให้ควบคุมโรคได้และมีผลดีต่อผู้ป่วย โดยเป้าหมายในการรักษาระยะยาวคือ

1. ป้องกันไม่ให้มีอาการหอบฉับพลันอีก

2. ไม่ต้องใช้ยาขยายหลอดลมเพื่อระงับอาการหอบ

3. มีสมรรถภาพของปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

4. ให้เด็กดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ สามารถเล่น เรียน ออกกำลังกาย และนอนหลับพักผ่อนได้ปกติ

5. ไม่ต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินเนื่องจากอาการหอบ

ทั้งนี้ความสำเร็จดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็กผู้ปกครองและแพทย์/พยาบาล เพื่อการใช้พ่นยาสูดได้ถูกต้องและสม่ำเสมอทุกวัน จนกว่าแพทย์จะให้คำแนะนำในการเพิ่มหรือลดขนาดของยา

นอกจากการใช้ยาแล้ว เด็กต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมากระตุ้นให้เกิดการหอบ การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพของปอด การพักผ่อนที่เพียงพอ และการได้สารอาหารที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้นและมีผลดีถึงในระยะยาวด้วย

โรคหืดในเด็กกับวัคซีนไข้หวัด

เนื่องจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบฉับพลัน การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงช่วยป้องกันอาการดังกล่าวได้บ้าง

โรคหืดในเด็กรุนแรงหรือไม่? มีโอกาสหายหรือไม่?

โรคหืดในเด็กส่วนใหญ่จะมีอาการในระดับไม่รุนแรงจนถึงระดับปานกลาง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น (ประมาณ 5%) ที่มีอาการรุนแรง

การรักษาในปัจจุบันสามารถรักษาโรคหืดได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่ว่าจะมีอาการรุนแรงเพียงใดหากเด็กปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำและสามารถใช้ยาได้ถูกต้องสม่ำเสมอ

ในทางกลับกันเด็กที่ใช้ยาไม่ถูกต้องหรือใช้ยาไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ ซึ่งมีการศึกษาที่พบว่าเด็กเหล่านี้ถึงแม้จะมีอาการในระดับไม่รุนแรงก็มีโอกาสเสียชีวิต (ตาย) ได้เหมือนในเด็กที่มีอาการรุนแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

โอกาสที่ผู้ป่วยจะหายขาดจากโรคนี้อาจเป็นไปได้ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงและได้รับการรักษาที่เหมาะสม เด็กและผู้ปกครองมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติตัว ใช้ยาสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพโดยรวมให้ดี ก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนเด็กปกติได้

เนื่องจากการรักษาด้วยยาพ่นสูดหรือยารับประทานเพื่อรักษาโรคมีประสิทธิภาพสูง ผู้ป่วยเด็กเมื่อเริ่มใช้ยาไปไม่นานเช่น 1 - 3 เดือนอาการก็จะดีขึ้นจนเด็กและผู้ปกครองเข้าใจว่าหายจากโรคแล้วจึงมักหยุดยาหรือเริ่มใช้ยาไม่สม่ำเสมอและไม่ให้ความสำคัญกับการใช้ที่ถูกต้อง ทำให้โรค (พยาธิสภาพที่หลอดลม) ยังคงดำเนินต่อไปและอาจจะมีอาการกลับมาอีกได้เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้นหรือเมื่อเข้าสู่วัยชราที่การทำงานของปอดไม่สมบูรณ์เท่าเมื่อมีอายุน้อย อาการของหลอดลมตีบจึงชัดเจนขึ้นเหมือนกับว่าโรคหืดนี้รักษาไม่หาย แต่แท้จริงเกิดจากการรักษาที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก

อะไรเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การรักษาโรคหืดในเด็กได้ผลดี?

ปัจจัยที่ช่วยให้การรักษาโรคหืดในเด็กได้ผลดีคือ

1. การพ่นสูดยาได้ถูกต้อง

2. การใช้ยาต่างๆตามแพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ

3. การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดหรือโรคหวัด

4. การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการหอบ

5. การพบแพทย์เป็นระยะๆตามแพทย์นัดเพื่อการตรวจร่างกายและการตรวจสมรรถภาพของปอด เพื่อการปรับการใช้ยาและวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง

ผู้ป่วยเด็กโรคหืดควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

หลักการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเด็กโรคหืดคือ

1. หลีกเลี่ยงสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการหอบเช่น ควันบุหรี่ จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้โปร่ง ไม่อับชื้น หรือเป็นที่สะสมฝุ่น ห้องครัวหรือห้องอาหารควรรักษาให้สะอาดเพื่อป้องกันมิให้มีแมลงสาป ที่สำคัญคือการจัดห้องนอนให้โปร่งและมีเครื่องนอนเฉพาะเท่าที่จำเป็น ลดการสะสมฝุ่น

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคหืดจากสาเหตุการแพ้อาหารเช่น เด็กอาจแพ้น้ำนมวัว ไข่ หรืออาหารทะเล ต้องหลีกเลี่ยงอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของอาหารเหล่านี้ หากเด็กเล็กที่เลี้ยงด้วยน้ำนมแม่ แม่ก็จะต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ลูกแพ้ด้วย

บริเวณที่มีผู้คนจำนวนมากแออัดหรืออากาศถ่ายเทไม่ดี จะทำให้ติดเชื้อของทางเดินหายใจได้ง่าย จึงต้องหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ปีก สัตว์มีขน

2. ใช้ยาต่างๆที่แพทย์แนะนำอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ

3. ติดตามผลการรักษาตามที่แพทย์นัด หากมีโอกาสควรติดตามสมรรถภาพการทำงานของปอดปีละ 1 - 2 ครั้งหรือตามแพทย์แนะนำ เพราะในกรณีที่การทำงานของปอดผิดปกติอาจต้องตรวจบ่อยกว่านี้จนกว่าระดับการทำงานของปอดใกล้เคียงปกติ

4. การออกกำลังกายถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก จากการศึกษาสมรรถภาพการทำงานของปอดของเด็กปกติในโรงเรียนมัธยม พบว่าสมรรถภาพของปอดในเด็กที่เล่นกีฬาจะดีกว่าเด็กทั่วไป 20 - 40% ดังนั้นการออกกำลังกายจึงช่วยให้พื้นฐานสมรรถภาพการทำงานของปอดของเด็กป่วยโรคนี้ดีขึ้น (เด็กโรคหืดโดยทั่วไปมักมีสมรรถภาพการทำงานของปอดต่ำกว่าเด็กปกติ) ซึ่งมีความสำคัญไปจนถึงในระยะยาว

ผู้ป่วยเด็กโรคหืดจะขาดความมั่นใจในการออกกำลังกายเพราะอาจมีอาการเหนื่อยหอบภายหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นเด็กจึงอาจเริ่มจากการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง ไม่เป็นการออกกำลังกายที่ต้องแข่งขัน หากจำเป็นอาจต้องพ่นสูดยาขยายหลอดลมก่อนการออกกำลังกายและเมื่อการรักษาได้ผลดี เด็กก็จะสามารถออกกำลังกายได้เป็นปกติ

ป้องกันเกิดโรคหืดในเด็กได้อย่างไร?

เนื่องจากการวินิจฉัยและการรักษาโรคหืดเพื่อให้หายขาดเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในเด็ก การป้องกันการเกิดโรคนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น

โรคหืดในเด็กมักมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ การป้องกันการกระตุ้นไม่ให้ร่างกายสร้างภูมิแพ้เป็นเรื่องที่อาจช่วยได้เช่น การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดเป็นเวลานานอย่างน้อย 6 เดือนในเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรค และแม่ต้องไม่ดื่มหรือรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำนมวัวด้วย ในกรณีที่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ควรเลือกใช้นมวัวที่ผ่านการย่อยโปรตีนจนเหลือโปรตีนที่ไปกระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ต่ำสุด อย่างน้อยระดับโปรตีนนี้ไม่ควรมากกว่าในน้ำนมแม่ เรียกนมในกลุ่มนี้ว่า เอ็กซ์เท็นซีพ โปรตีน ไฮโดรไลเซด (Extensive protein hydrolysate) ไม่แนะนำการใช้นมแพะ และหลีกเลี่ยงการให้ไข่หรืออาหารทะเลในช่วงอายุ 2 และ 3 ปีแรกตามลำดับเพราะเด็กช่วงอายุนี้อาจแพ้ได้เช่นกัน

นอกจากนั้นคือการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่ ไรฝุ่น สัตว์ปีกหรือสัตว์ขน หรือห้องที่อับชื้นซึ่งจะมีเชื้อราขึ้นง่าย

สรุป

โรคหืดในเด็กเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นสาเหตุให้สุขภาพโดยรวมของเด็กไม่ดี มีผลต่อการทำงานของปอดในระยะยาว การรักษาในปัจจุบันจะช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยจากการใช้ยาและจากมีอาการหอบที่รุนแรงในอนาคต

Updated 2016, Feb 13


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน Ppvbb
Frame Bottom