Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เด็ก 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เด็กอ้วน 

บทนำ

ภาวะพร่องโภชนาการและภาวะโภชนาการเกินเป็นปัญหาสำคัญอันดับ 4 ในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่ควรแก้ไขโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปีงบประมาณ 2553 พบประชากรมีภาวะพร่องโภชนาการอย่างน้อย 280,000 ราย ขณะที่ภาวะโภชนา การเกินประมาณ 400,000 ราย ปี 2554 รายงานจากการสำรวจการรับประทานอาหารของคนไทย ในระดับประเทศพบว่า เด็กและวัยรุ่นอายุ 3 - 18 ปีมีความชุกของภาวะน้ำหนักเกิน 7.6% และโรคอ้วน 9.0%

เมื่อไรเรียกว่าเด็กน้ำหนักตัวเกินและเมื่อไรเรียกว่าเด็กโรคอ้วน?

เด็กอ้วน-เด็กน้ำหนักตัวเกิน

เด็กน้ำหนักตัวเกิน (Overweight) หมายถึงเด็กที่มีน้ำหนักตัวเมื่อเทียบกับอายุหรือส่วนสูงเกินค่ามาตรฐานปกติ แต่ยังไม่มีความผิดปกติของการสะสมไขมันในร่างกาย

เด็กโรคอ้วน หรือเด็กอ้วน (Obesity) หมายถึงภาวะที่ร่างกายเด็กมีไขมันสะสมเกินปกติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นทั่วร่างกายทำให้อ้วนทั้งตัวหรืออ้วนเฉพาะส่วนกลางของลำตัวที่เรียกว่า Central obesity จนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

การประเมินขนาดของร่างกายทำอย่างไร?

ในการแยกภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนต้องนำน้ำหนักและส่วนสูงมาคำนวณเพื่อชี้วัดภาวะโภชนาการได้แก่

1. ดัชนีมวลกาย หรือบีเอมไอ (Body mass index, BMI) โดยนำน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสองเช่น สูง 150 เซนติเมตรก็คือ 1.5 เมตรและยกกำลังสอง นำไปหารน้ำหนักที่เป็นกิโลกรัม

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/[ความสูง (เมตร)]2

2. หาเปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัวเทียบความสูง

เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเทียบความสูง = [น้ำหนักจริงของเด็ก (กิโลกรัม) X 100]/น้ำหนักมาตรฐานที่ความสูง (เซนติเมตร) เดียวกัน

แพทย์วินิจฉัยภาวะเด็กน้ำหนักตัวเกินและเด็กโรคอ้วนได้อย่างไร?

ก. วินิจฉัยภาวะเด็กน้ำหนักตัวเกิน ใช้ค่า/เกณฑ์ดังนี้

ข. วินิจฉัยเด็กเป็นโรคอ้วน ใช้ค่า/เกณฑ์ดังนี้

อนึ่งในการวินิจฉัยว่าเด็กมีภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน แพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยดังนี้

1. แพทย์จะประเมินว่าอ้วนจริงหรือไม่โดยใช้เกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนดังกล่าวแล้ว

2. แพทย์จะสอบถามประวัติการรับประทานอาหาร บริโภคนิสัย และการรับประทานอาหารย้อนหลังใน 24 ชั่วโมง การออกกำลังกาย การทำกิจวัตรประจำวัน ประวัติครอบครัว ประวัติการเลี้ยงดู และตรวจร่างกายเพื่อหาความผิดปกติอื่นๆร่วมด้วยเช่น เป็นโรคทางพันธุกรรม หรือโรคของระบบต่อมไร้ท่อ หรือมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยหรือไม่

3. สอบถามประวัติการกินยาเนื่องจากยาบางอย่างอาจทำให้อ้วนเช่น ยารักษาอาการทางจิต ยากันชัก ยารักษาโรคเบาหวาน และสอบถามประวัติว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจเช่น มีนอนกรนหรือมีปัญหานั่งหลับเวลาเรียนหรือไม่

4. แพทย์จะประเมินทางด้านจิตใจเพื่อช่วยบอกความพร้อมและความร่วมมือของเด็กและของครอบครัวในการรักษาโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน

5. แพทย์อาจตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีโรคเบาหวาน (โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น) หรือมีความผิดปกติของไขมันในเลือด (ไขมันในเลือดสูง) ร่วมด้วยหรือไม่ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางโรคหัวใจได้

ค. ภาวะไขมันสะสมในร่างกาย

เนื่องจากการวินิจฉัยว่าเด็กเป็นโรคอ้วน เด็กจะต้องมีการสะสมของไขมันในร่างกายผิดปกติด้วย ซึ่งแพทย์จะประเมินโดยการประเมินการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง (Skin fold thickness) และเส้นรอบเอวที่เพิ่มขึ้นตามการกระจายของไขมันบริเวณผนังหน้าท้อง การวัดเส้นรอบเอวทำได้โดยใช้สายวัดวัดตามแนวระนาบรอบเอวที่ระดับสัน/ขอบด้านบนของกระดูกเชิงกรานผ่านสะดือโดยไม่กดรัดผิวหนัง

  • ผู้ใหญ่ที่มีเส้นรอบเอวเกินปกติถือว่าอ้วนแม้ว่ามีน้ำหนักตัวปกติ ถ้าวัดเส้นรอบเอวได้เกิน 88 เซนติเมตร (35 นิ้ว) ในผู้หญิงและ 102 เซนติเมตร (40 นิ้ว) ในผู้ชาย ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ในเด็กอายุ 5 - 16 ปี ขนาดเส้นรอบเอวก็สัมพันธ์กับระดับอินซูลิน (Insulin, ฮอร์โมนควบคุมการใช้น้ำตาลของร่างกาย) ในเลือดและระดับความดันโลหิต

    มีการศึกษาในเด็กไทยอายุ 10 - 18 ปีพบว่าการวัดรอบเอวผ่านสะดือเป็นการคัดกรองอย่าง ง่าย

  • ในวัยรุ่นที่น้ำหนักเกินคือเด็กชายในอายุดังกล่าวหากเส้นรอบเอวมากกว่า 73.5 เซนติเมตร (29 นิ้ว) และเด็กหญิงในอายุดังกล่าวหากเส้นรอบเอวมากกว่า 72.3 เซนติเมตร (28 ½ นิ้ว) จัดว่าน้ำหนักเกิน
  • สำหรับเด็กชายในอายุดังกล่าวหากเส้นรอบเอวมากกว่า 75.8 เซนติเมตร (29 3/4 นิ้ว) และเด็กหญิงในอายุดังกล่าวหากเส้นรอบเอวมากกว่า 74.6 เซนติเมตร (29 1/2 นิ้ว) จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วน

จึงจำเป็นต้องมีการประเมินขนาดเส้นรอบเอวร่วมกับ BMI เพื่อค้นหาความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน

การวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง (Skin fold thickness) เช่น วัดความหนาที่กึ่งกลาง ความยาวของต้นแขนด้านหน้า (วัดเหนือกล้ามเนื้อชื่อ ไบเซพส์, Biceps skin fold thickness) หรือวัดที่กึ่งกลางความยาวต้นแขนด้านหลัง (วัดเหนือกล้ามเนื้อชื่อ ไตรเซพส์ (Triceps skin fold thickness) หรือวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังเหนือกระดูกสะบัก (Subcapsular skin fold thickness) เป็นต้น

การวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังจะวัดด้วยเครื่องวัดที่เรียกว่า แคลิเปอร์ (Caliper) ซึ่งต้องมีเทคนิคการวัดอย่างถูกต้อง ถ้าความหนาของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณกล้ามเนื้อ Triceps มากกว่า 85 เปอร์เซนไทล์ถือว่า อ้วน ถ้ามากกว่า 95 เปอร์เซนไทล์จัดเป็นโรคอ้วนรุนแรง การวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนังมีความสัมพันธ์ได้ดีกับ BMI จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีในการบอกว่ามีการสะสมของไขมันในเด็กวัยเรียน

แบ่งระดับความรุนแรงของโรคอ้วนในเด็กอย่างไร?

การใช้ค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัวเทียบความสูง (Weight for height) ช่วยบอกว่าเด็กมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน แต่การใช้เปอร์เซ็นต์น้ำหนักตัวเทียบอายุ (Weight for age) จะช่วยบอกความรุนแรงของเด็กน้ำหนักตัวเกินและเด็กโรคอ้วนโดย

หมายเหตุ

เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเทียบอายุ = [น้ำหนักของเด็กที่ชั่งได้จริง (กิโลกรัม) X 100]/น้ำหนักมาตรฐานที่อายุเดียวกัน

เด็กมีน้ำหนักตัวเกินและเด็กโรคอ้วนมีสาเหตุจากอะไร?

เด็กน้ำหนักตัวเกินเป็นภาวะที่ร่างกายได้รับกำลังงาน/พลังงานและสารอาหารเกินความต้องการ จึงมีการเจริญเติบโตเกินปกติแต่อย่างสมส่วน

ส่วนเด็กโรคอ้วนเกิดจากการสะสมกำลังงานส่วนเกินในเนื้อเยื่อไขมันทั่วร่างกายเนื่องจากความไม่สมดุลของกำลังงานที่ได้รับและการนำกำลังงานที่ได้รับไปใช้ มีการสะสมไขมันเกินปกติ (Excess adiposity) ซึ่งขึ้นกับการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว และการนำกำลังงานไปใช้ภายใต้การทำงานของฮอร์โมนเช่น ไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid hormone, ฮอร์โมนเพื่อการใช้พลังงานของร่างกาย) ฮอร์โมนในการเจริญเติบโต (Growth Hormone) สเตียรอยด์ฮอร์โมน (Steroid hormone, ฮอร์โมนเพื่อการทำงานต่างๆของเซลล์ในร่างกาย) และฮอร์โมนอินซูลิน(Insulin, ฮอร์โมนควบคุมการใช้น้ำตาลของร่างกาย)

สาเหตุของโรคอ้วนส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารไม่ถูกต้อง การใช้พลังงานในชีวิตประจำวันน้อยลง ปัจจัยด้านพันธุกรรม และความเจ็บป่วยของเด็ก ซึ่งได้แก่

1. บิดาหรือมารดาอ้วน

2. ความผิดปกติทางพันธุกรรม

ความผิดปกติทางพันธุกรรมอาจทำให้ร่างกายขาดสารบางอย่างเช่น เล็ปติน (Leptin ) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาสมดุลของกำลังงาน/พลังงานในร่างกาย ภาวะที่มี Leptin น้อยหรือสมองไม่ตอบสนองต่อสารของ Leptin จะทำให้เกิด

3. โรคของต่อมไร้ท่อ

โรคของอวัยวะในระบบต่อมไร้ท่อทำให้เด็กอ้วนได้ แต่พบได้น้อยกว่าปัจจัยอื่น (ประมาณไม่ถึง 10% ของเด็กอ้วน) ในเด็กที่อ้วนและเตี้ยต้องนึกถึงโรคของต่อมไร้ท่อและโรคทางพันธุกรรมด้วยเสมอเช่น ภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต กลุ่มอาการต้านอินซูลิน ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เด็กที่มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่ออาจพบว่ามีภาวะอ้วนเตี้ย มีความพิการทางสมอง สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ อายุการเจริญของกระดูกช้ากว่าอายุจริง และเกิดมีโรคอ้วน (ซึ่ง มีลักษณะเฉพาะเช่น อ้วนที่ใบหน้าและลำตัว แต่แขนขาไม่อ้วน) โดยไม่มีประวัติอ้วนในครอบครัว

4. นิสัยการบริโภคไม่ถูกต้อง

การสะสมของไขมันในร่างกายและการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณกำลังงานของสารอาหารที่รับประทานโดยเฉพาะอาหารคาร์โบไฮเดรต (อาหารพวกแป้งและน้ำตาล) อาหารรสหวาน และอาหารไขมันสูง ซึ่งมักพบในครอบครัวที่มีลักษณะดังนี้

  • เด็กอ้วนส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวที่มีรายได้น้อยเนื่องจากบิดามารดาชอบอาหารที่มีกำลังงานสูงเช่นอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน
  • พบในครอบครัวที่จัดอาหารเกินความต้องการของสมาชิกในครอบครัว
  • ชอบรับประทานอาหารสะดวกซื้อและเข้าถึงได้ง่ายเป็นประจำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารนอกบ้านที่ถูกปรุงด้วยน้ำมัน ไขมัน และน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น

5. การออกกำลังกายไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายได้ ทั้งนี้สภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้มีการใช้กำลังงานน้อย มีผลต่อการสะสมไขมันในร่างกาย และเด็กที่ดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ และ/หรือเล่นเกมส์มากเกินวันละ 2 - 3 ชั่วโมง มีผลทำให้อ้วนและทำให้ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นลดลง

เด็กโรคอ้วนมีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการมีโรคอ้วนในเด็กคือ

1. มีความผิดปกติของการหายใจและการนอนหลับ เด็กโรคอ้วนจะมีปัญหาจากทางเดินหายใจถูกอุดกั้นในขณะนอนหลับซึ่งเรียกว่า Obstructive sleep apnea หรือเรียกย่อว่า โรคโอเอสเอ (OSA) ได้บ่อย โดยเด็กที่เป็น OSA มักจะนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ (โรคนอนหลับ แล้วหยุดหายใจ) ปัสสาวะรดที่นอน และชอบนั่งหลับในเวลากลางวัน บางรายเรียนหนังสือไม่รู้เรื่องหรืออาจมีภาวะพร่องสติปัญญา ในรายที่มี OSA รุนแรงอาจมีอาการโรคหืดและหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย

เด็กที่อ้วนมากอาจมีก้อนไขมันพอกและกดทับบริเวณหน้าอกทำให้ปอดขยายได้จำกัด เกิดกลุ่มอาการพิกวิกเกียน (Pickwickian syndrome) คือ ทำให้หายใจช้า มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด นั่งหลับเวลากลางวัน และหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ตามด้วยเลือดข้น ขาดออกซิเจน หัวใจโต และอาจเสียชีวิตกะทันหันได้

2. เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากมีไขมันในเลือดสูงเกินปกติ เด็กจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรค หลอดเลือดแดงแข็งและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วน

3. เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus) เนื่องจากมีภาวะต้านอินซู ลินทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโน (Amino acid ) และกรดไขมันต่างๆเข้าสู่เซลล์ ทำให้สารดังกล่าวมีปริมาณในเลือดมากเกินปกติจึงทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆตามมา

4. มีความผิดปกติของระบบประสาท อาจพบมีความผิดปกติของระบบประสาทที่เรียกว่า Pseudotumor cerebri (มีความดันในสมองเพิ่มขึ้นโดยหาสาเหตุไม่ได้ชัดเจน) พบ 30 - 80% มีอาการสำคัญได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน มองเห็นภาพซ้อน (ภาพๆเดียวแต่มองเห็นซ้อนเป็นหลายภาพ) และอาจมีเส้นประสาทตาผิดปกติ แต่ไม่มีความผิดปกติของระบบประสาทอื่นๆ

5. มีความผิดปกติของกระดูกและข้อ ทำให้กระดูกขาโก่งหรือพบหัวกระดูกต้นขาหลุดทั้งสองข้าง

6. ความผิดปกติของตับและท่อน้ำดี โรคอ้วนในเด็กเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรัง และมีไขมันสะสมในตับมากขึ้น (โรคไขมันพอกตับ, Hepatic steatohepatitis)

7. มีความผิดปกติด้านจิตใจและสังคมมาก

  • ความผิดปกติที่พบในเด็กโตหรือวัยรุ่นได้แก่ การติดบุหรี่ ผลการเรียนเลวลง แยกตัวจากเพื่อน ขัดแย้งกับครอบครัว เป็นโรคซึมเศร้าที่ปฏิเสธการรักษา
  • เด็กอนุบาลที่อ้วนมักอ่านหนังสือไม่เก่ง ครอบครัวมีความเศร้า เด็กขาดความมั่นใจ มีปัญหาปฏิสัมพันธ์ต่อสมาชิกในครอบครัว

รักษาเด็กโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกินอย่างไร?

เป้าหมายการรักษาเด็กน้ำหนักตัวเกินและเด็กอ้วนคือ

มีแนวปฏิบัติในการดูแลควบคุมน้ำหนักอย่างไร?

แนวปฏิบัติในการดูแลควบคุมน้ำหนักตัวคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นการรักษาที่ได้ผลดี การรักษาเน้นทั้งตัวเด็กและครอบครัวร่วมกันในการจัดการดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการสนับสนุนดูแลทางด้านจิตใจ ทั้งนี้เด็กควรได้รับการดูแลและติดตามจากแพทย์ทางด้านโภชนาการตามกำหนดที่แพทย์นัดเสมอ

ป้องกันการเกิดเด็กน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนอย่างไร?

การป้องกันการเกิดเด็กภาวะน้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วนคือ ติดตามการเจริญเติบโตของเด็กเป็นระยะๆและติดตาน้ำหนักและส่วนสูงกับกราฟการเจริญเติบโต (เปอร์เซนไทล์) ตามเพศและอายุ หากการเจริญเติบโตปกติ เส้นกราฟจะขนานไปกับเส้นเฉลี่ยของค่าปกติ (เปอร์เซนไทล์ที่ 50) ไม่เกินเปอร์เซนไทล์ที่ 97 (มากเกิน) และไม่ต่ำกว่าเปอร์เซนไทล์ที่ 3 (น้อยเกิน, เปอร์เซนไทล์ที่ 3 (P3) เป็นค่าที่มีจำนวนข้อมูลน้อยกว่าค่านี้อยู่ประมาณ 3 ใน 100 ส่วนหรือ 3% ของข้อมูล)

1. ในเด็กที่น้ำหนักตัวเกินและเป็นโรคอ้วน เส้นกราฟจะพุ่งขึ้นจากแนวปกติจึงต้องติดตามและป้อง กันก่อนผิดปกติ

2. การวัดรอบเอวและเทียบกับค่าที่มีการกำหนดเส้นรอบเอว (วัดผ่านสะดือ) ตามเกณฑ์ที่กำหนดดังกล่าวแล้วในข้างต้น (หัวข้อ การวินิจฉัย/การประเมินภาวะไขมันสะสมในร่างกาย) ทำให้พบปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้เร็ว ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้เร็วและง่ายต่อการรักษามาก กว่าเมื่อเกิดโรคอ้วนจนมีภาวะแทรกซ้อนอื่นตามมาแล้วซึ่งจะรักษายากขึ้น

3. ลดอาหารที่ให้กำลังงาน/พลังงานสูงเช่น แป้ง ไขมัน น้ำตา

4. ให้เด็กมีการเคลื่อนไหวและใช้พลังงานเสมอ ไม่เอาแต่นั่งดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์นานๆ

5. เปลี่ยนทัศนคติว่า เด็กอ้วนน่ารักและพยายามเลี้ยงให้อ้วน

6. พ่อแม่ผู้ปกครองควรปฏิบัติเป็นตัวอย่างในเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และควรมีกิจกรรมร่วมกันที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวมากกว่านั่งดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์นานๆ

เมื่อไรควรพาเด็กพบแพทย์?

ควรพาเด็กพบแพทย์เมื่อ

1. เด็กมีน้ำหนักตัวเบี่ยงเบนออกไปจากค่ามาตรฐานจากกราฟการเจริญเติบโตตามเพศและอายุ (ดูได้จากสมุดประจำตัวเด็ก)

2. เด็กอ้วนกว่าเด็กอายุเดียวกัน

3. เด็กตัวเตี้ยกว่าเด็กอายุเดียวกัน

4. เด็กมีอาการนอนกรนหรือมีปัญหาหลับกลางวันมากกว่าปกติซึ่งอาจเป็นอาการบ่งบอกว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจ

บรรณานุกรม

  1. กุสุมา ชูศิลป์. น้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก. ใน: สุวรรณี วิษณุโยธิน, พัชรี คำวิลัยศักดิ์, จรรยา จิระประดิษฐา, ผกาพรรณ เกียรติชูสกุล, ณรงค์ เอื้อวิชญาแพทย์, จามรี ธีรตกุลพิศาล, อรุณี เจตศรีสุภาพ. บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตร์สาหรับนักศึกษาแพทย์ปี 5. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2555. (กำลังพิมพ์)
  2. วินัย สวัสดิวร. การบรรยายเรื่อง “ทิศทางการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในเด็กไทย: มุมมองของ สปสช.”การประชุมใหญ่กุมารเวชศาสตร์ ครั้งที่ 74 ณ. โรงแรม Centara Grand at Central World กรุงเทพมหานคร. 18 ตุลาคม 2555.
  3. Ricardo GD, Caldeira GV, Corso ACT. Prevalence of overweight and obesity and adiposity central indexes among school-aged children in Santa Catarina, Brazil. Rev Bras Epidemiol. 2009; 12 (3 ) http://www.scielo.br/scielo.php?pid=S1415-790X2009000300011&script=sci_arttext&tlng=en [2016,March26]
  4. Yamborisut U, Kijboonchoo K, Wimonpeerapattana W, Srichan W, Thasanasuwan W. Study on different sites of waist circumference and its relationship to weight-for-height index in Thai adolescents. J Med Assoc Thai. 2008; 91: 1276-84.
Updated 2016, March 26


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom