Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ติดเชื้อ  ทั่วร่างกาย   โซเดียมในเลือดต่ำ 

บทนำ

ยาเดเมโคลไซคลีน (Demeclocycline หรือ Demeclocycline hydrochloride) เป็นยาปฏิชีวนะกึ่งสังเคราะห์ กลุ่มเดียวกับยาเตตราไซคลีน (Tetracycline) ประโยชน์ทางคลินิก คือ เดิมใช้เป็นยารักษาการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Borrelia ที่ก่อโรคชื่อโรคไลม์ (Lyme disease), รักษาสิว และหลอดลมอักเสบ แต่เชื้อแบคทีเรียต่างๆก็มีพัฒนาการดื้อต่อยานี้ได้เช่นกัน จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ยาเดเมโคลไซคลีนไม่ได้รับความนิยมในการนำมาใช้ต่อต้านแบคทีเรีย แต่กลับนำมาบำบัดอาการขาดเกลือโซเดียม/ภาวะเกลือโซเดียมในเลือดต่ำ(Hyponatremia)จากสาเหตุมีการเพิ่มปริมาณของฮอร์โมนร่างกายที่ทำหน้าที่ดูดน้ำกลับเข้ากระแสเลือดมากเกินไป (Syndrome of inappropriate antidiuretic hormone/SIADH) ซึ่งในอดีต ทางการแพทย์เริ่มศึกษาประโยชน์ทางคลินิกด้านนี้ของยานี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) จากการเปรียบเทียบผลของการรักษา SIADH โดยใช้ยาเดเมโคลไซคลีนเปรียบเทียบกับยา Lithium carbonate ผลการศึกษาพบว่า ตัวยาเดเมโคลไซคลีนให้ผลการรักษาภาวะSIADH ได้ดีกว่า

รูปแบบยาแผนปัจจุบันของยาเดเมโคลไซคลีน เป็นยาชนิดรับประทาน ตัวยาจะถูกดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารและเข้าสู่ร่างกาย/กระแสเลือดได้ประมาณ 60 – 80% จากนั้นจะเข้ารวมตัวกับพลาสมาโปรตีนในกระแสเลือดได้ประมาณ 41 – 50% การทำลายยานี้จะเกิดขึ้นที่ตับ ซึ่งร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 10 – 17 ชั่วโมงเพื่อกำจัดยาเดเมโคลไซคลีนออกจากกระแสเลือด โดยผ่านทิ้งไปกับปัสสาวะ

ข้อจำกัดของยาเดเมโคลไซคลีน จะคล้ายกับยาเตตราไซคลีน คือ ห้ามใช้ยานี้กับสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร และเด็ก ด้วยตัวยาเดเมโคลไซคลีนสามารถส่งผลกระทบ(ผลข้างเคียง)ต่อการพัฒนาการเจริญเติบโตของกระดูกในทารก

อาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)อื่นๆจากยาเดเมโคลไซคลีน จะแสดงออกมาทางผิวหนัง โดยทำให้ผิวแพ้แสงแดดง่าย หรือส่งผลต่อการทำงานของไต โดยทำให้เกิดภาวะ/โรคเบาจืดชนิดที่เรียกว่า Nephrogenic diabetes insipidus

ยาเดเมโคลไซคลีน ยังสามารถทำปฏิกิริยาระหว่างยากับยาประเภทอื่นๆได้หลายรายการ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยา Digoxin, Methotrexate, ยาเม็ดคุมกำเนิด, ยากลุ่มPenicillin, ยาลดกรด, ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการรักษา รวมถึงทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาเดเมโคลไซคลีนได้เพิ่มขึ้น

โดยทั่วไป ต้องรับประทานยานี้ก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงหรือหลังอาหารประมาณ 2 ชั่วโมง และต้องดื่มน้ำมากๆหลังรับประทานยานี้ เพื่อขับไล่ยานี้ให้ออกจากกระเพาะอาหารโดยเร็ว และเพื่อทำให้ยานี้ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อหลอดอาหารและต่อกระเพาะอาหาร นอกจากนั้น หลังรับประทานยาเดเมโคลไซคลีน ห้ามนอนราบทันที ด้วยจะทำให้เกิดการไหลย้อนกลับของยาเข้าหลอดอาหารได้

ด้วยตัวยาเดเมโคลไซคลีนเป็นยาปฏิชีวนะ การใช้ยานี้เป็นเวลานานเกินไป จึงอาจทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆที่ไม่ตอบสนองต่อยานี้ขึ้นมาได้ เช่น เชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ หรือ เชื้อรา รวมถึงอาจเกิดภาวะท้องเสียอย่างรุนแรงที่เรียกว่า Pseudomembranous colitis

สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาเดเมโคลไซคลีน จะต้องเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด(อาจต่ำหรือสูงขึ้นก็ได้) และแพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนขนาดการรับประทานของยาเบาหวานให้เหมาะสมเป็นกรณีๆไป

นอกจากนี้ ระหว่างใช้ยาเดเมโคลไซคลีน ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องการทำงานของตับ และไต และกรณีที่ใช้ยานี้ไปแล้วระยะหนึ่งแล้ว พบว่าอาการโรคไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยควรต้องรีบกลับมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลอีกครั้ง ก่อนวันนัด เพื่อให้แพทย์ประเมินปรับการรักษา

การใช้ยาเดเมโคลไซคลีนไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเพื่อปรับสภาพโซเดียมในร่างกายก็ตาม จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เท่านั้น ผู้ป่วยต้องใช้ยานี้ตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด และห้ามปรับขนาดรับประทานด้วยตนเอง และหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ผู้บริโภค/ผู้ป่วยสามารถสอบถามข้อมูลของการใช้ยานี้ได้จากแพทย์ หรือจากเภสัชกรตามร้านขายยาทั่วไป

เดเมโคลไซคลีนมีสรรพคุณ(คุณสมบัติ)อย่างไร?

เดเมโคลไซคลีน

ยาเดเมโคลไซคลีนมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ เพื่อ

เดเมโคลไซคลีนมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาเดเมโคลไซคลีนมีกลไกการออกฤทธิ์แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

1. ต่อต้านแบคทีเรียที่ตอบสนองกับยานี้ โดยตัวยาจะเข้าจับกับสารพันธุกรรมชนิดที่เรียกว่า ไรโบโซม (Ribosome) และเกิดการยับยั้งการสังเคราะห์สารโปรตีนในแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโตและหมดความสามารถในการกระจายพันธุ์

2. ยาเดเมโคลไซคลีนยังสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ แอนติไดยูเรติกฮอร์โมน(Antidiuretic hormone/ADH/Vasopressin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ต้านการขับปัสสาวะ/การขับน้ำออกจากร่างกาย การมีฮอร์โมนชนิดนี้มากเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายดูดน้ำจากปัสสาวะกลับเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มขึ้น จนทำให้ความเข้มข้นของเกลือโซเดียมและสารอิเล็กโทรไลต์(Electrolyte)อื่นๆเจือจางลง จนเป็นเหตุให้ระดับเกลือโซเดียมในเลือดต่ำติดตามมา จากกลไกของยาเดเมโคลไซคลีนดังกล่าว จึงทำให้การขับน้ำออกจากร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสร้างระดับความเข้มข้นของเกลือโซเดียมในเลือดให้กลับคืนสมดุลดังเดิม

เดเมโคลไซคลีนมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

ยาเดเมโคลไซคลีนมีรูปแบบการจัดจำหน่ายเป็น ยาเม็ดชนิดรับประทาน ขนาด 150 และ 300 มิลลิกรัม/เม็ด

เดเมโคลไซคลีนมีขนาดรับประทานอย่างไร?

ยาเดเมโคลไซคลีนมีขนาดรับประทาน เช่น

ก.สำหรับบำบัดภาวะเกลือโซเดียมในเลือดต่ำ:

  • ผู้ใหญ่: เริ่มต้นรับประทาน 900 – 1,200 มิลลิกรัม/วัน โดยแบ่งรับประทานเป็นวันละ 3-4 ครั้ง(ทุก 6-8 ชั่วโมง ตามคำสั่งของแพทย์) ขนาดรับประทานที่ใช้คงระดับการรักษาอยู่ที่ 600 – 900 มิลลิกรัม/วัน
  • เด็ก: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกด้านความปลอดภัยในการใช้ยานี้ การใช้ยานี้ในเด็ก จึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณีๆไป

ข. สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรียที่ตอบสนองต่อยาเดเมโคลไซคลีน:

  • ผู้ใหญ่: รับประทาน 600 มิลลิกรัม/วัน โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 – 4 ครั้ง (ทุก 6-12 ชัวโมงตามแพทย์สั่ง)
  • เด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป: ขนาดการใช้ยานี้ ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณีๆไป
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี: ยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกด้านความปลอดภัยในการใช้ยานี้ การใช้ยานี้ในเด็กวัยนี้จึงอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาเป็นกรณีๆไป

อนึ่ง:

  • การรับประทานยานี้เพื่อต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย ถึงแม้อาการจะดีขึ้นในระยะที่เริ่มรับประทานยาก็ตาม จะต้องรับประทานจนครบคอร์ส(Course)ของการรักษาตามแพทย์สั่ง
  • ขนาดรับประทานสูงสุดสำหรับผู้ป่วยโรคตับไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/วัน
  • ควรรับประทานยานี้ก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงกับน้ำดื่มในปริมาณที่เพียงพอ หรือรับประทานหลังอาหารไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง การรับประทานยานี้พร้อมอาหารจะลดการดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารของยานี้ลง
  • ระหว่างที่ใช้ยานี้ แพทย์อาจต้องนัดตรวจเลือดเพื่อดู ระดับเม็ดเลือด(การตรวจCBC), ระดับครีเอตินีน(Creatinine), การทำงานของไตและของตับเป็นระยะๆ, ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาล และรับการตรวจ ตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง

*****หมายเหตุ: ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมยาเดเมโคลไซคลีน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกร ดังนี้ เช่น

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาเดเมโคลไซคลีน สามารถรับประทานเมื่อนึกขึ้นได้ ถ้าเวลาใกล้เคียงกับการรับประทานยาในมื้อถัดไป ไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดรับประทานเป็น 2 เท่า

แต่อย่างไรก็ดี เพื่อประสิทธิผลของการรักษา ควรรับประทานยาเดเมโคลไซคลีน ตรงเวลา

เดเมโคลไซคลีนมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ยาเดเมโคลไซคลีน สามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์(ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง)ต่อการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังนี้ เช่น

มีข้อควรระวังการใช้เดเมโคลไซคลีนอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาเดเมโคลไซคลีน เช่น

  • ห้ามใช้กับผู้ที่มีประวัติแพ้ยานี้
  • ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยา Acitretin, Isotretinoin, ยากลุ่มPenicillin, ยาลดกรด,
  • ห้ามใช้ยานี้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี สตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร
  • ห้ามใช้ยาที่มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • ห้ามปรับขนาดรับประทานด้วยตนเอง
  • ห้ามหยุดรับประทานยานี้ หรือใช้ยาต่อเนื่องโดยมิได้ขอคำปรึกษาจากแพทย์
  • ระวังการใช้ยานี้กับผู้ป่วย โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน
  • ควรรับประทานยานี้ช่วงท้องว่าง การรับประทานยานี้พร้อมอาหารจะทำให้การดูดซึมยานี้ลดลง
  • ระหว่างใช้ยานี้แล้วมีอาการ วิงเวียน ต้องหลีกเลี่ยงการขับขี่ยวดยานพาหนะใดๆ รวมถึงการทำงานกับเครื่องจักร ด้วยจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
  • ยานี้ใช้ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถต่อต้านเชื้อรา หรือเชื้อไวรัส
  • การใช้ยานี้ร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด อาจทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดด้อยลงไป จึงควรใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ถุงยางอนามัยชาย
  • ผู้ที่ใช้ยานี้อาจพบอาการท้องเสียได้บ้าง กรณีที่เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ควรต้องรีบมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลโดยเร็ว ก่อนนัด
  • หลีกเลี่ยงการออกแสงแดดขณะที่ใช้ยานี้
  • กรณีที่เกิดอาการแพ้ยานี้ เช่น ตัวบวม มีผื่นคันเต็มตัว หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก ให้หยุดการใช้ยานี้ทันที แล้วรีบนำตัวผู้ป่วยมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน
  • หากใช้ยานี้ไปแล้วตามระยะเวลาที่เหมาะสม/ที่แพทย์แนะนำ แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรืออาการโรคกลับเลวลง ผู้ป่วยควรรีบกลับมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัด เพื่อแพทย์พิจารณาปรับแนวทางการรักษา
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร อย่างเคร่งครัด และมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลตามนัดหมายทุกครั้ง
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ
  • ห้ามเก็บยาหมดอายุ

***** อนึ่ง ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา”ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมยาเดเมโคลไซคลีนด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิด อาหารเสริม และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกครั้งควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ(อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บhaamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอ

เดเมโคลไซคลีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาเดเมโคลไซคลีนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่น เช่น

ควรเก็บรักษาเดเมโคลไซคลีนอย่างไร?

ควรเก็บยาเดเมโคลไซคลีน ภายใต้อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส (Celsius) ห้ามเก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้เย็น ไม่เก็บยาในห้องน้ำหรือในรถยนต์ เก็บยาในภาชนะที่ปิดมิดชิด พ้นแสงแดด ความร้อนและความชื้น และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

เดเมโคลไซคลีนมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาเดเมโคลไซคลีน ที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้า และบริษัทผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย เช่น

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
Declomycin (เดโคลมายซิน)Lederle Laboratories
Deganol (เดกานอล)BCM

อนึ่ง: ยาชื่อการค้าอื่นของยานี้ ที่จำหน่ายในต่างประเทศ เช่น Declostatin, Ledermycin,Bioterciclin, Deganol, Deteclo, Detravis, Meciclin, Mexocine, Clortetrin

บรรณานุกรม

  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Demeclocycline [2016, Oct22]
  2. https://www.drugs.com/cdi/demeclocycline.html [2016, Oct22]
  3. http://mims.com/thailand/drug/info/demeclocycline/?type=brief&mtype=generic [2016, Oct22]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 6 คน Sertthaphong Daw283 Bobby1 eurokungza hackerza1231 nmaliwan2537
Frame Bottom