Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ทางการแพทย์พบเชื้อดื้อยาหรือเชื้อแบคทีเรียดื้อยาซึ่งคือ ดื้อต่อยาปฏิชีวนะซึ่งเป็นยาใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง โดยพบมานานแล้ว แต่ยังเป็นการดื้อยาที่ไม่รุนแรงมากเพราะยังมียาตัวอื่นให้พอรักษาได้ผล แต่ที่กำลังหวั่นเกรงกันทั่วโลกขณะ นี้คือ การพบโรคที่เกิดจากแบคทีเรียสายพันธุ์ดื้อยาปฏิชีวนะทุกชนิดและปัจจุบันยังไม่มีตัวยารัก ษา ซึ่งสื่อมวลชนทั่วโลกเรียกแบคทีเรียกลุ่มนี้ว่า “ซูเปอร์บั๊ก” (Superbug) ดังนั้นเมื่อติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้ ผู้ป่วยจึงมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิต (ตาย) สูงมาก

เชื้อซูเปอร์บั๊กคือเชื้ออะไร?

เชื้อดื้อยา

โดยทั่วไปแบคทีเรียแบ่งเป็น 2 ชนิดตามการย้อมติดสีเคมี กล่าวคือ เมื่อย้อมติดสีเคมีให้สีน้ำเงินเรียกว่า แบคทีเรียชนิด แกรมบวก (Gram- positive bacteria) โดย แกรม เป็นชื่อนัก วิทยาศาสตร์ที่ค้นพบการย้อมสีเคมีชนิดนี้ แต่แบคทีเรียอีกชนิดย้อมไม่ติดสีเคมีเรียกว่า ชนิด แกรมลบ (Gram- negative bacteria) ซึ่งแบคทีเรียชนิดแกรมลบมีความรุนแรงสูงกว่าชนิดแกรม บวก

เชื้อซูเปอร์บั๊กในขณะนี้เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบที่กลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ทุกชนิด ทั้งนี้เพราะแบคทีเรียสามารถสร้างพันธุกรรม (จีน/ยีน, Gene) ชนิดใหม่หรือกลายพันธุ์ได้ง่ายกว่าเซลล์ของมนุษย์มาก โดยแบคทีเรียกลายพันธุ์นี้สามารถสร้างน้ำย่อยทำลายยาปฏิชีวนะซึ่งใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดดื้อยาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ยาปฏิชีวนะเหล่านั้นหมดประสิทธิภาพ

เนื่องจากเชื้อซูเปอร์บั๊กพบครั้งแรก (เดือนธันวาคม พ.ศ. 2552) ในเมืองนิวเดลฮี ประเทศ อินเดีย (ผู้ติดเชื้อเป็นนักท่องเที่ยวชาวสวีเดน) น้ำย่อยชนิดทำลายประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะฯ จึงได้ชื่อตามสถานที่พบเชื้อครั้งแรกว่า นิวเดลฮี เมทัลโล บีตา แลคตาเมส (New Delhi Metallo -beta-lactamase ) หรือเรียกย่อว่า "เอ็น ดี เอ็ม-วัน"(NDM-1) โดยจีนสร้างน้ำย่อยชนิดนี้มีชื่อว่า “bla NDM-1 gene”

เชื้อซูเปอร์บั๊กที่พบในปัจจุบันมีสองชนิดได้แก่เชื้อ Escherichia coli ซึ่งนิยมเรียกว่า เชื้อ อี โคไล (E. coli) และเชื้อ Klebsiella pneumonia (เครบซีลลา นิวโมนิอี) แต่แพทย์และนัก วิทยาศาสตร์คาดว่าแบคทีเรียทุกชนิดสามารถกลายพันธุ์เป็นซูเปอร์บั๊กได้ทั้งนั้น

เชื้อ อี โคไล มักทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะและระบบทางเดินอาหาร (เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคไตอักเสบ และโรคท้องเสีย)

ส่วนเชื้อ เครบซีลลา มักทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเช่น โรคปอดบวม แต่อย่าง ไรก็ตาม เมื่อโรคดื้อยา แบคทีเรียทั้งสองชนิดนี้สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามเข้ากระแสโล หิต (กระแสเลือด)/ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ และกระจายติดเชื้อได้ในทุกๆอวัยวะ

ติดเชื้อซูเปอร์บั๊กได้อย่างไร?

เชื้อซูเปอร์บั๊กซึ่งขณะนี้พบได้ทั่วโลกแล้ว โดยแหล่งระบาดคือ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ (แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การที่โรคแพร่ได้รวดเร็วทั่วโลก เกิดจากขีดความสามารถในการเดินทาง และการท่องเที่ยวของประชากรโลก) เป็นเชื้อติดต่อและติดต่อได้ในคนทุกเพศและในทุกวัย โดยติดต่อได้ทั้งจากทางปาก (ทางอาหาร/น้ำดื่ม), ทางการสัมผัส, ทางบาดแผล (ทางบาดแผลที่สำคัญทางหนึ่งคือ จากการผ่าตัด ซึ่งร่วมถึงการสัก การผ่าตัดศัลย กรรมความงามทุกชนิด และการผ่าตัดรักษาโรคต่างๆ), ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ, และทางการหายใจ (การไอ และการจาม)

ใครคือกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อซูเปอร์บั๊ก?

กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อซูเปอร์บั๊ก นอกจากผู้ได้รับการผ่าตัดแล้วได้แก่ ผู้สูงอายุ, ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังเช่น โรคเบาหวาน, ผู้ป่วยซึ่งมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำหรือได้ยารักษากดภูมิคุ้ม กันต้านทานโรคเช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ หรือผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ และที่สำคัญที่ สุดคือ ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ

มีอาการอย่างไรเมื่อติดเชื้อซูเปอร์บั๊ก?

อาการของโรคติดเชื้อซูเปอร์บั๊กเช่นเดียวกับอาการจากการติดเชื้อจากแบคทีเรียทั่วไป แต่ อาการรุนแรงกว่ามากได้แก่

แพทย์วินิจฉัยการติดเชื้อซูเปอร์บั๊กได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยการติดเชื้อซูเปอร์บั๊กได้จาก ประวัติอาการ ประวัติการเดินทาง/ท่องเที่ยว การตรวจร่างกาย การดื้อยาปฏิชีวนะต่างๆเมื่อได้รับการรักษา และการเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งต่างๆ

รักษาโรคจากติดเชื้อซูเปอร์บั๊กอย่างไร?

ปัจจุบัน (และคาดว่าอย่างน้อยอีก 2 - 3 ปีจึงจะคิดค้นยาซึ่งรักษาการติดเชื้อซูเปอร์บั๊กได้ ) ยังไม่มีตัวยาเฉพาะรักษาโรคติดเชื้อซูเปอร์บั๊ก ดังนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาที่ยังอยู่ในขั้น ตอนการศึกษาเช่น การใช้ยาปฏิชีวนะหลายๆตัวร่วมกัน นอกจากนั้นคือ การรักษาประคับประคอง ตามอาการเช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด และยาแก้ไอ

การติดเชื้อซูเปอร์บั๊กรุนแรงมากไหม?

การติดเชื้อซูเปอร์บั๊กเป็นการติดเชื้อรุนแรงมาก แต่ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณเชื้อที่ร่างกายได้รับ และสุขภาพก่อนการติดเชื้อด้วย ซึ่งระยะฟักตัวของโรค (ระยะติดเชื้อจนถึงเกิดอาการ) แตกต่างกันตามปริมาณเชื้อที่ร่างกายได้รับและสุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งอาจเป็นภายใน 1 วันหรืออาจหลายๆวันหรือเป็นสัปดาห์ และถึงแม้ต้องใช้เวลารักษายาวนานในโรงพยาบาล เสียค่าดูแลรักษาสูงมาก แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็นอัตราเสียชีวิต (ตาย) ที่สูง เมื่อได้รับเชื้อในปริมาณมากหรือเมื่อเป็นบุคคลที่มีสุขภาพอ่อนแอ

ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาดของเชื้อซูเปอร์บั๊กได้อย่างไร?

ดังกล่าวแล้วว่า ผลการรักษาโรคติดเชื้อซูเปอร์บั๊กมีโอกาสเสียชีวิตสูง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมเชื้อซูเปอร์บั๊กคือ การป้องกันการติดเชื้อซูเปอร์บั๊ก การป้องกันไม่ให้เชื้อซูเปอร์บั๊ก ระบาดแพร่กระจาย และการป้องกันเชื้อแบคทีเรียอื่นๆกลายพันธุ์ ซึ่งได้แก่ การรู้จักใช้ยาปฏิชีวนะ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) และการรู้จักดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วย

  1. การรู้จักใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการกลายพันธุ์เป็นเชื้อซูเปอร์บั๊กของแบคทีเรียชนิดต่างๆได้แก่
  2. การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) ในชีวิตประจำวัน ซึ่งรวมทั้งในการเดินทาง/ท่องเที่ยว และ/หรือ ไปต่างประเทศสำหรับคนทุกวัย ซึ่งแนะนำโดยกระทรวงสาธารณ สุข เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง ลด/ป้องกันโอกาสติดเชื้อและลด/ป้องกันโอกาสแพร่ระบาดของเชื้อต่างๆรวมทั้งซูเปอร์บั๊ก
  3. การดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วย
    • เมื่อเป็นโรคติดต่อควรหยุดพักอยู่กับบ้าน (เมื่อไม่ได้รักษาอยู่โรงพยาบาล) จนกว่าโรคจะหายหรือพ้นระยะติดต่อ ซึ่งแพทย์/พยาบาลจะเป็นผู้แนะนำ
    • ไอ/จามต้องปิดปากโดยใช้ต้นแขน เพราะการใช้มือปิดเชื้อโรคจะติดที่มือ ซึ่งเชื้อจะแพร่กระจายได้ง่าย
    • ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเป็นโรคทางเดินหายใจ จนกว่าหายจากโรค
    • ทิ้งขยะที่สัมผัสสารคัดหลั่งให้เป็นที่เป็นทางและถูกหลักอนามัย (แยกใส่ถุงมีฝาปิด)
    • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆและทุกครั้งก่อนการกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัส และควรรักษาความสะอาด สิ่งของ เครื่องใช้ และอื่นๆที่เป็นสิ่งต้องใช้ร่วมกันเช่น ราวบันได ลูกบิดประตู โทรศัพท์บ้านหรือที่ทำงาน
    • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นรวมทั้งช้อนและแก้วน้ำ
    • หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัดและสถานที่ที่ใช้ร่วมกัน (เช่น สระว่ายน้ำ หรือสวน สาธารณะ ห้างสรรพสินค้า) และการเดินทางเมื่อไม่จำเป็น โดยเฉพาะช่วงมีการระบาดของโรคต่างๆ
    • ลดการเยี่ยมเยียนผู้ป่วยซึ่งไม่จำเป็น
    • ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง และต้องกินยาถูกต้องครบถ้วนตามแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกรแนะนำ ไม่หยุดยาเอง
    เพื่อลดโอกาสดื้อยาปฏิชีวนะและเพื่อลดการระบาดแพร่กระ จายของเชื้อต่างๆรวมทั้งซูเปอร์บั๊กได้แก่

บรรณานุกรม

1. BBC News. Health. New “ superbug” found in UK hospital. http://www.bcc.co.uk/news/health-10925411 [2014,Dec12]
2. CDC. U.S. Centers for Disease Control and Prevetion. Antibiotic resistance questions&answers.http://www.cdc.gov/getsmart/antibiotic-use/antibiotic-resistance-faqs.html [2014,Dec12].

4. New Delhi metallo-beta-lactamase. http://en.wikipedia.org/wiki/New_Delhi_metallo-beta-lactamase [2014,Dec14]. 3. K. et al. (2010). Emergency of new antibiotic resistance mechanism in India, Pakistan, and the UK: a molecular, biological, and epidemiological study. Lancet Infect Dis, 10,597-602.

Updated 2014, Dec 6


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom