Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

โรคระบบทางเดินอาหาร  ทางเดินอาหาร  

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคติดเชื้อ  ท้องเสียเป็นน้ำ 

บทนำ

โรคเจียอาร์ไดอาซิส(Giardiasis) เป็นโรคเกิดจากร่างกายติดเชื้อโปรโตซัว/สัตวเซลล์เดียว(Protozoa) ที่อยู่ในสกุล/Genus ชื่อ Giardia/เจียอาร์เดีย(บางคนออกเสียงว่า “ไกอาร์เดีย”) ซึ่งมีได้หลายชนิด/Species แต่ที่ก่อการติดโรคในคน คือ ชนิด Giardia lamblia (G. Lamblia)

เจียอาร์เดีย เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่มีหนวด มีแหล่งรังโรคและโฮสต์(Host) คือ คน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งสัตว์ป่าและสัตว์บ้าน เช่น สุนัข แมว หนู หมู วัว ควาย แพะ แกะ หมี กวาง ฯลฯ โดยที่มีวงจรชีวิตเป็น 2 ระยะ คือ

ก. โทรโฟซอยต์(Trophozoite): เป็นระยะที่เซลล์โปรโตซัวเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเป็นตัว/ระยะที่อาศัยในลำไส้เล็ก เป็นตัวก่อโรค/ก่อให้เกิดอาการผิดปกติ มีรูปร่างคล้ายหยดน้ำ ค่อนข้างใส ขนาดกว้างxยาวxหนา ประมาณ 5-15 x9-21x1-2 ไมโครเมตร(Micrometre) ซึ่งดำรงชีวิตโดยเกาะที่ผนังลำไส้เล็กและได้อาหารจากลำไส้เล็ก และจะเจริญเติบโตโดยการแบ่งตัวจาก 1 เซลล์ เป็น 2 เซลล์ในทุกๆ 9-12 ชั่วโมง Trophozoite สามารถหลุดปนออกมากับอุจจาระ และตรวจพบได้ แต่ไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ และไม่สามารถมีชีวิตอยู่นอกโฮสต์ได้

Trophozoite นี้จะอาศัยอยู่เฉพาะที่ลำไส้ ไม่เคลื่อนที่ไปไหน จะแย่งอาหารจากลำไส้เล็กของคน และอาจก่อการอักเสบที่ผนังลำไส้ นอกจากนั้นยังทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้ลดลง เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรตในกลุ่ม lactose(มีมากในนม) วิตามินเอ และวิตามิน บี 12

ข. Infective cyst : เรียกสั้นๆว่า Cyst/ซีสต์ เป็นระยะที่เชื้อติดต่อสู่คนได้ โดยเซลล์ระยะนี้จะมีถุงหุ้มเป็นผนังบางๆ ซึ่งถุงหุ้มนี้จะช่วยให้เชื้อทนทานต่อสภาพแวดล้อมนอกโฮสต์ โดยถ้าอยู่ในแหล่งน้ำที่อุณหภูมิอบอุ่นจะอยู่ได้นานประมาณ 2-3 เดือน ในดินที่ชุ่มชื้นอบอุ่น อยู่ได้นานประมาณ 7 เดือน และอยู่ในอุจจาระได้นานประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ในที่แห้งแล้งและอุณหภูมิสูงจะอยู่ได้ในระยะสั้นๆ ซึ่งซีสต์นี้จะตรวจพบในอุจจาระเช่นกัน โดยมีรูปไข่ ลักษณะใส ขนาด กว้างxยาวxหนา ประมาณ 7-10x10-20x0.3-0.5 ไมโครเมตร ซึ่งซีสต์ที่ปนมาในอุจจาระ เมื่อปนในแหล่งน้ำ หรือปนเปื้อนในอาหาร เมื่อคนดื่ม/กิน ซีสต์จะเข้าไปเจริญเติบโต และก่อโรคในลำไส้เล็กต่อไป นอกจากนี้ โดยทฤษฎี แมลง/แมลงวันที่ตอมอุจจาระสามารถเป็นพาหะโรคนี้ได้จากซีสต์เหล่านี้ในอุจจาระ

เจียอาร์เดีย สามารถฆ่าตายได้ด้วยการต้มเดือด(อุณหภูมิตั้งแต่ 100 องศาเซลเซียส/Celsius ขึ้นไป) นานอย่างน้อย 1 นาที และด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ Chlorine dioxide การกรองน้ำ และน้ำยาฆ่าเชื้อครอรีนในรูปแบบอื่น เช่น Hypochlorite ลดปริมาณเชื้อลงได้ แต่ไม่ทำให้เชื้อหมดไปหรือตายได้ทั้งหมด

เจียอาร์เดีย เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่พบได้ทุกประเทศทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ แต่จะพบได้สูงในประเทศที่การสาธารณสุขพื้นฐานยังไม่ดี ในเรื่องของแหล่งน้ำกิน น้ำใช้ ส้วม และการกำจัดอุจจาระทั้งคน และสัตว์ ผู้หญิงและผู้ชายพบเกิดโรคได้ใกล้เคียงกัน และเป็นโรคของคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้บ่อย ในช่วงวัยเด็ก ด้วยเหตุที่เด็กยังไม่รู้จักการดูแลสุขอนามัย โดยเฉพาะเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก

ในประเทศไทย พบการติดเชื้อเจียอาร์เดีย ในประชาชนประมาณ 1.25-37.7% และพบการติดเชื้อในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า 37.7-85.5% ทั้งนี้ขึ้นกับการสาธารณสุขพื้นฐานของแต่ละสถานที่

โรคเจียอาร์ไดอาซิสเกิดได้อย่างไร?

เจียอาร์ไดอาซิส

การติดเชื้อเจียอาร์เดีย หรือโรคเจียอาร์ไดอาซิส เป็นโรคที่เกิดจากคนดื่มน้ำ/เครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อนี้จากอุจจาระคน หรืออุจจาระสัตว์(ส่วนใหญ่เป็นอุจจาระคน)ที่ติดเชื้อนี้ ซึ่งเชื้อนี้จะมีอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไปในทุกประเทศ (เช่น บ่อน้ำบาดาล แหล่งน้ำขัง ทะเลสาบ ลำคลอง หนอง บึง สระว่ายน้ำ)ที่อาจปนเปื้อนอุจจาระคนได้ โดยเฉพาะแหล่งน้ำนิ่ง ทั้งนี้รวมไปถึงจากสระว่ายน้ำด้วย แต่ก็สามารถพบติดต่อจากการปนเปื้อนในอาหารได้เช่นกัน เช่น จากผักสด ผลไม้ ที่ล้างไม่สะอาด นอกจากนั้นยังพบว่าติดต่อได้จากมือสู่ปาก คือมือสัมผัสก้น/อุจจาระ จากคนสู่คนจากสัมผัสอุจจาระกันและกัน (เช่น ในการเลี้ยงเด็ก หรือ ดูแลผู้ป่วย) และจากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก และทางทวารหนัก

วงจรชีวิต หรือวงจรของการติดเชื้อโรคนี้ เริ่มจากคนถ่ายอุจจาระที่มีเชื้อนี้ที่อยู่ในรูปของ “ซีสต์” แล้วคนจะกิน/ดื่มซีสต์ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่ม น้ำใช้ อาหาร เมื่อซีสต์เข้าสู่กระเพาะอาหาร ผนังซีสต์จะถูกย่อยออกและได้เป็นเจียอาร์เดีย ระยะ Trophozoite ที่จะไปเจริญเติบโตในลำไส้เล็ก บางส่วนก่อให้เกิดอาการ บางส่วนเจริญไปเป็น ซีสต์ แล้วปนออกมาในอุจจาระ คนดื่ม/กิน ซีสต์ วนเวียนเป็นวงจรชีวิตของเจียอาร์เดีย และของการติดเชื้อโรคนี้ไม่สิ้นสุด ถ้าไม่มีการรักษา และการปรับปรุงการสาธารณสุขพื้นฐาน

ทั้งนี้ ระยะเวลาตั้งแต่กินซีสต์เข้าไป จนถึงมีซีสต์ที่เกิดใหม่และปนออกมา กับอุจจาระที่สามารถตรวจอุจจาระพบได้ จะประมาณ 1-3 สัปดาห์

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดเจียอาร์ไดอาซิส?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคเจียอาร์ไดอาซิส ได้แก่

  • เด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กในสถานเลี้ยงเด็ก
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่การสาธารณสุขพื้นฐานเกี่ยวกับ น้ำกิน น้ำใช้ ยังไม่ดีพอ คนที่เดินทางท่องเที่ยวในแหล่งเหล่านี้ และคนที่ทำงานในสถานที่แออัด เช่น สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ค่ายอพยพ ค่ายทหาร
  • ผู้ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือ สัมผัสสัตว์เหล่านี้
  • ผู้มีเพศสัมพันธ์ ทางปาก หรือ ทางทวารหนัก

โรคเจียอาร์ไดอาซิสอาการอย่างไร?

ผู้ติดเชื้อเจียอาร์เดีย/โรคเจียอาร์ไดอซิส บางคนอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อมีอาการ อาการมักเกิดประมาณ 1-2 สัปดาห์(อาจนานได้ถึง 3 สัปดาห์) หลังได้รับเชื้อ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้น จะไม่ใช่อาการเฉพาะโรค แต่เป็นเหมือนอาการท้องเสียจากสาเหตุทั่วๆไป โดยอาการที่พบได้บ่อย คือ

ส่วนอาการที่พบได้น้อย เช่น คัน ผิวหนังขึ้นผื่น บวมรอบตา บวมตามข้อต่างๆ

โดยทั่วไป ถ้าไม่รักษา อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1-4 สัปดาห์ร่างกายจะปรับตัวได้ แต่อาการอาจเกิดอยู่นานกว่านี้ หรืออาจเป็นๆหายๆตราบเท่าที่มีเชื้อนี้อยู่ในลำไส้

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

เมื่อมีอาการท้องเสียนานเกิน 3-4 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเอง โดยเฉพาะเมื่อกลับจากการเดินทางไปยังแหล่งที่การสาธารณสุขยังไม่ดี ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอ แต่ถ้าท้องเสียจนมีภาวะขาดน้ำร่วมด้วย หรือท้องเสียเลวลงหลังดูแลตนเอง ควรรีบพบแพทย/ไปโรงพยาบาลโดยไม่ต้อรอจนถึง 3-4 วัน

แพทย์วินิจฉัยเจียอาร์ไดอาซิสได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคเจียอาร์ไดอาซิสได้จาก ประวัตือาการ ประวัติถื่นที่พักอาศัย ประวัติการเดินทาง/ท่องเที่ยว การตรวจร่างกาย การตรวจอุจจาระ(ซึ่งอาจต้องตรวจซ้ำ มักตรวจ 3 วันติดต่อกัน จึงจะตรวจพบ ซีสต์ หรือ Trophozoite)หรือกรณีตรวจไม่พบซีสต์ หรือ Trophozoite จากการตรวจอุจจาระซ้ำหลายครั้ง แต่อาการผู้ป่วยน่าสงสัย แพทย์อาจตรวจอุจจาระด้วยวิธีเฉพาะที่หาสารก่อภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ที่เรียกว่า ELISA (Enzyme-linked immunosorbent assay) ทั้งนี้ การเพาะเชื้อจากอุจจาระ ไม่ได้ประโยชน์เพราะมักไม่พบเชื้อนี้

รักษาเจียอาร์ไดอาซิสได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคเจียอาร์ไดอาซิส คือ การใช้ยาฆ่าเชื้อเจียอาร์เดีย และการรักษาประคับประคองตามอาการ

ก. ยาฆ่าเชื้อเจียอาร์เดีย: เช่น ยา Metronidazole และยา Tinidazole

ข. การรักษาประคับประคองตามอาการ: คือ การรักษาไปตามอาการ แต่ไม่มีการให้ยาแก้ท้องเสีย แต่จะเป็นยาอื่นๆ เช่น ยาแก้ปวดท้อง และที่สำคัญ คือ รักษาและป้องกันภาวะขาดน้ำด้วย การดื่ม ผงละลายเกลือแร่โออาร์เอส (ORS)

โรคเจียอาร์ไดอาซิสก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากโรคเจียอาร์ไดอาซิส คือ

โรคเจียอาร์ไดอาซิสมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โดยทั่วไป โรคเจียอาร์ไดอาซิส เป็นโรคไม่รุนแรง ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่สามารถพบการเสียชีวิตได้ถ้าเป็นการติดเชื้อจำนวนมากในเด็กอ่อน จากเด็กท้องเสียรุนแรงจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง ทั่วไป โรคนี้มักรักษาได้หายจากการกินยาฆ่าเชื้อนี้ แต่ก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้เสมอถ้ายังขาดสุขอนามัยพื้นฐาน โดยเฉพาะจากน้ำดื่ม น้ำใช้ เพราะดังกล่าวแล้วว่า คนมักติดเชื้อนี้จากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ/อุจจาระของคนที่ติดเชื้อนี้

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็น โรคเจียอาร์ไดอาซิส คือ

  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล แนะนำ
  • กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • รักษาสุขอนามัยในการขับถ่าย ถ่ายอุจจาระโดยใช้ส้วนเสมอ ถ้าเป็นไปได้ช่วงที่ยังตรวจพบเชื้อนี้ในอุจจาระ ควรแยกส้วมกับผู้อื่น
  • ล้างมือทุกครั้ง ก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  • ดื่มแต่น้ำสะอาด ถ้าเป็นแหล่งน้ำจากธรรมชาติ ควรต้องเป็นน้ำต้มเดือดนานอย่างน้อย 1 นาที
  • รักษาความสะอาดอาหารเสมอ โดยเฉพาะ ผักสด ไม่บริโภคพืชที่ใช้อุจจาระเป็นปุ๋ย
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนัก ควรใช้ถุงยางอนามัยชาย
  • ไม่วายน้ำในสระนำที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาด ระมัด ระวังไม่กลืนน้ำขณะว่ายน้ำในทุกสถานที่
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ป้องกันโรคเจียอาร์ไดอาซิสได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่วัคซีนหรือยาใดที่ใช้ป้องกันโรคเจียอาร์ไดอาซิส แต่โรคนี้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดย ดื่มน้ำ และบริโภคอาหารที่สะอาดไม่ปนเปื้อนอุจจาระคนและสัตว์ ถ้าเป็นน้ำดื่มจากธรรมชาติควรต้มให้เดือดก่อนน้ำมาดื่ม นอกจากนั้น ได้แก่

บรรณานุกรม

  1. Anchalee Tungtrongchitr. Et al. (2010).J Health Popul Nutr. 28, 42-52.
  2. http://emedicine.medscape.com/article/176718-overview#showall [2016,Sept10]
  3. http://www.phac-aspc.gc.ca/lab-bio/res/psds-ftss/giardia-lamblia-eng.php [2016,Sept10]
  4. http://en.wikipedia.org/wiki/Giardiasis [2016,Sept10]
  5. http://en.wikipedia.org/wiki/Giardia_lamblia [2016,Sept10]
  6. http://www.cdc.gov/healthywater/drinking/travel/backcountry_water_treatment.html [2016,Sept10]
  7. http://www.cdc.gov/parasites/giardia/ [2016,Sept10]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom