Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไขกระดูก  กล้ามเนื้อเรียบ  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มะเร็งเม็ดเลือดขาว 

บทนำ

ยาอิมมาตินิบ (Imatinib) หรือมีชื่อยาการค้าในประเทศไทยว่า “กลีเวค (Gleevec)” เป็นยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน (Oral chemotherapy) ซึ่งกลไกของยาอิมมาตินิบสามารถออกฤทธิ์รักษาตรงกับกลไกของการเกิดโรคที่เรียกว่า การรักษาแบบพุ่งเป้า/ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy)

ยาอิมมาตินิบมีข้อบ่งใช้ตาบัญชียาหลักแห่งชาติคือ รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล (Chronic Myelogenous Leukemia: CML) ระยะที่โรคอยู่ในภาวะคงที่ (Chronic stable phase) โดยต้องได้รับการตรวจไขกระดูกยีนยืนยันว่ามีโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia chromosome, โครโมโซมผิดปกติชนิดหนึ่งที่จะช่วยชี้วัดว่าโรค CML ตอบสนองต่อยานี้) ให้ผลบวกหรือมีจีน/ยีน Bcr-abl fusion gene (จีน/ยีนผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ Philadelphia chro mosome ที่จะช่วยชี้วัดว่าโรค CML ตอบสนองต่อยานี้) ให้ผลบวก

อีกหนึ่งข้อบ่งใช้คือ รักษามะเร็ง/เนื้องอกของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารที่เรียกว่า จีสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumors ย่อว่า GISTs) ระยะลุกลามหรือระยะที่มีการกระจายของโรคที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ อีกทั้งต้องได้รับการตรวจก้อนเนื้อมะเร็งนี้ยืนยันว่ามียีน/จีนที่มีชื่อว่า คิท (ซีดี 117) (Kit gene หรือ CD117/Cluster of differentiation 117, จีนผิดปกติที่เป็นตัวชี้วัดว่าโรคจีสต์จะตอบสนองต่อยานี้) ให้ผลบวก

นอกจากนั้นอาจนำมาใช้ในการรักษาเสริม (Adjuvant therapy) ในผู้ป่วยหลังการผ่าตัดมะเร็งจีสต์ออกไปแล้วแต่ไม่สามารถผ่าตัดก้อนมะเร็งนี้ออกได้ทั้งหมด กล่าวคือยังมีก้อนมะเร็งหลงเหลืออยู่

มีข้อควรระมัดระวังการใช้ยานี้เป็นพิเศษกับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ เนื่องจากยานี้สามารถทำให้เกิดการคั่งของสารน้ำจนนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้ อีกทั้งควรตรวจสอบรายการยาต่างๆที่กำลังใช้อยู่ก่อนการเริ่มใช้ยาอิมมาตินิบ เพราะยาอิมมาตินิบอาจมีอันตรกิริยา/ปฏิกิริยา ระหว่างยากับยาอื่นจำนวนมาก

ยาอิมมาตินิบเป็นยาเคมีบำบัดที่มีข้อบ่งใช้และขนาดยาที่จำเพาะต่อบุคคล ต่อสภาวะโรค การทำงานของตับและของไต อีกทั้งยังสามารถเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาชนิดอื่นๆได้หลายชนิด การใช้ยานี้จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ผู้รักษา ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ก็ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการใช้ยานี้และควรติดตามอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดการรักษา รวมถึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาอื่นๆร่วมกับยาอิมมาตินิบ

ยาอิมมาตินิบมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

อิมมาตินิบ

ข้อบ่งใช้/สรรพคุณของยาอิมมาตินิบตาบัญชียาหลักแห่งชาติคือ

ยาอิมมาตินิบมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาอิมมาตินิบมีกลไกการออกฤทธิ์ดังนี้

ก. กลไกการออกฤทธิ์ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอมแอล: ยาอิมมาตินิบเป็นยาตัวแรกในกลุ่มยายับยั้งไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase เป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้โปรตีนเพื่อการเจริญเติบโตของเซลล์) ชื่อภาษาอังกฤษคือยา Tyrosine kinase inhibitors (TKIs) ที่ได้รับการพัฒนานำมาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล (CML) ซึ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่จะมีการแบ่งตัวของเม็ดเลือดขาวที่มีชื่อว่ามัยอีลอยด์เซลล์ (Myeloid cell) เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในไขกระดูกจนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในเลือด ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดแรกที่พบความเชื่อมโยงกับความผิดปกติทางพันธุกรรมกล่าวคือ เกิดการสลับที่ของชิ้นส่วนของโครโมโซม (เรียกการสลับชิ้นส่วนนี้ว่า bcr-abl fusion) เกิดขึ้นโดยยีน/จีนของโครโมโซมที่ 22 (ถูกเรียก ว่า bcr) ย้ายไปเชื่อมต่อกับยีนของโครโมโซมที่ 9 (ถูกเรียกว่า abl) จึงเรียกโครโมโซมที่ผิดปกตินี้ใหม่ว่า โครโมโซมฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia chromosome) ยีนที่ผิดปกติบนโครโมโซมนี้จะทำการสร้างโปรตีนที่มีชื่อว่า ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase) ซึ่งจะทำงานโดยร่างกายควบคุมไม่ได้และกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์จนเกิดเป็นมะเร็ง โดยช่วงแรกจะเป็นระยะที่โรคเกิดคงที่ (Chronic stable phase) ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการ แต่ตรวจพบความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวจากการตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (การตรวจซีบีซี/CBC) ต่อมโรคจะดำเนินสู่ระยะเร่งให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจาย (Accelerated phase) และระยะสุดท้ายที่เป็นระยะรุนแรงเรียกว่าระยะบลาส (Blast phase) โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ซึ่งยาอิมมาตินิบเป็นยารักษามะเร็งที่ออกฤทธิ์ตรงกับกลไกการเกิดโรค (Targeted therapy) โดยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนสที่เซลล์มะเร็งใช้เพื่อการเจริญแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง จึงทำให้โรคมะเร็งสงบได้ อย่างไรก็ตามอาจมีการดื้อยานี้เกิดขึ้นได้จากการกลายพันธุ์ของยีน bcr-abl

ข. กลไกการออกฤทธิ์ในมะเร็ง/เนื้องอกของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหารที่เรียกว่า จีสต์ (Gastrointerstinal stromal tumors: GISTs): มะเร็ง/เนื้องอกชนิดนี้มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของยีนที่มีชื่อว่า Kit หรือยีน PDGFRA (Platelet derived growth factor receptor) ซึ่งมีผลต่อการทำงานของโปรตีนตัวรับ (Protein receptor) ที่ผิวของเซลล์ชื่อ CD117 หรือ c-kit receptor เพราะโปรตีนตัวรับที่กล่าวมีหน้าที่เป็นตัวรับของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส เมื่อถูกกระตุ้นจะมีการแบ่งตัวของเซลล์จนเกิดเป็นมะเร็งขึ้นโดยร่างกายยับยั้งไม่ได้ ทั้งนี้การรักษา GISTs โดยวิธีการผ่าตัดเป็นการรักษามาตรฐาน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ผ่าตัดไม่ได้หรือโรคมีการแพร่กระจาย การรักษาด้วยยาอิมมาตินิบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยผู้ป่วยที่จะตอบสนองต่อยาอิมมาตินิบได้ดีนั้นต้องมียีน kit (CD117) ซึ่งยาอิมมาตินิบเป็นยารักษามะเร็งที่ออกฤทธิ์ตรงกับกลไกการเกิดโรค (Targeted therapy) โดยการยับยั้งตัวรับที่มีชื่อว่า PDGFRA และเมื่อใช้ยานี้ไประยะหนึ่ง โรคมะเร็งชนิดนี้ก็อาจเกิดการดื้อยานี้ได้เช่นเดียวกับในการรักษามะเร็ง CML ด้วยยานี้

ยาอิมมาตินิบมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาอิมมาตินิบในประเทศไทยมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์คือ ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม (Film-coated tablet) สำหรับรับประทาน ขนาด 100 และ 400 มิลลิกรัม

ยาอิมาตินิบมีขนาดรับประทานหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

ยาอิมมาตินิบเป็นยาเคมีบำบัดชนิดรับประทาน จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ มีเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อยาอิมมาตินิบได้จากร้านยาทั่วไป ขนาดยาสำหรับเด็กและผู้ใหญ่จะต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น โดยพิจารณาจากข้อบ่งใช้ของยาต่อโรค ระยะการดำเนินโรค ทั้งนี้การปรับขนาดยาจะมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเช่น น้ำหนักตัว อายุ ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (ปริมาณเม็ดเลือดขาว, ปริมาณเม็ดเลือดแดง และปริมาณเกล็ดเลือด ฯลฯ) ค่าการทำงานของตับ ค่าการทำงานของไต

ดังนั้น หากท่านกำลังใช้ยานี้อยู่ควรรับประทานยาให้ตรงตามที่แพทย์สั่ง ไม่เพิ่ม ลด หรือปรับขนาดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด หากท่านมีอาการ/ผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเกิดขึ้นในช่วงระหว่างกำลังได้รับยานี้อยู่ ท่านควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนกำหนดนัด และแจ้งยาที่ท่านกำลังได้รับอยู่ให้แพทย์ทราบ การซื้อยาเองหรือบริหารยาชนิดอื่นๆด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาอันเนื่องมาจากปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interaction)

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งยาอิมมาตินิบ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกร ดังนี้

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาอิมมาตินิบให้ตรงเวลาทุกวัน โดยอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยาจึงสามารถรับประทานยาอิมมาตินิบได้ทั้งขณะท้องว่าง ก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร โดยมักแนะนำให้รับประทานหลังอาหารเพื่อลดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และดื่มน้ำเปล่าตามมากๆ (หลีกเลี่ยงการรับประทานยาคู่กับน้ำผลไม้เนื่องจากมีน้ำผลไม้จำพวกส้มเปลือกแข็ง เช่น น้ำทับทิม น้ำส้มโอ น้ำส้มเช้ง น้ำเกร๊ปฟรุท/Grape fruit juice เพราะน้ำผลไม้ที่กล่าวมาสามารถเพิ่มระดับยาอิมมาตินิบในเลือดให้สูงขึ้นได้)

โดยปกติแล้วยาอิมมาตินิบ แพทย์อาจกำหนดวิธีการรับประทานวันละ 1 ครั้งหรือ 2 ครั้ง ขึ้นกับข้อบ่งใช้ของยาและขนาดยาต่อวัน

กรณีลืมรับประทานยาสำหรับวิธีการรับประทานยาวันละ 1 ครั้งให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าเช่น ปกติรับประทานยาเวลา 8.00 น. หากผู้ป่วยนึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 8.00 น. ตอนเวลา 15.00 น. ก็ให้รับประทานยามื้อ 8.00 น. ทันที หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วงเวลาของยามื้อถัดไป (หมายถึงเกินกว่า 12 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) เช่น นึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 8.00 น. ตอนเวลา 22.00 น. ของวันนั้น ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติช่วงเวลาเดิมได้เลย โดยไม่ต้องนำยามื้อที่ลืมรับประทานมารับประทานเพิ่ม

กรณีลืมรับประทานยาสำหรับวิธีการรับประทานยาวันละ 2 ครั้งให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (เกินกว่าครึ่งหนึ่งของระยะห่างระหว่างมื้อ) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าเช่น ปกติรับประทานยาวันละ 2 ครั้งเวลา 8.00 น. และ 20.00 น. หากผู้ป่วยนึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 8.00 น. ตอนเวลา 10.00 น. ก็ให้รับประทานยามื้อ 8.00 น. ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วงเวลาของยามื้อถัดไป (หมายถึงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงห่างจากเวลารับประทานยาปกติถึงมื้อถัดไป) เช่น นึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 8.00 น. ตอนเวลา 16 น. ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปคือ เวลา 20.00 น. ในขนาดยาปกติโดยไม่ต้องนำยามื้อที่ลืมรับประทานมารับประทานเพิ่ม

การรับประทานยาเกินขนาดโดยอุบัติเหตุ ยังมีรายงานไม่มากนักถึงผลข้างเคียง แต่พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาอิมมาตินิบเกินขนาดอาจทำให้เกิดค่าการทำงานของไตลดลง, เอนไซม์การทำงานของตับเพิ่มสูงขึ้น, เกิดกล้ามเนื้อเกร็ง/ตะคริว พบว่าอาการต่างๆหายไปเมื่อหยุดยาอิมมาตินิบ และเริ่มใช้ยาในขนาดยาปกติเมื่ออาการต่างๆหายไป อย่างไรก็ตามไม่มียาต้านพิษที่จำเพาะเจาะจงสำหรับยาอิมมาตินิบ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการทางคลินิกของผู้ป่วยหลังได้รับยานี้เกินขนาด

ยาอิมมาตินิบมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการ/ผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ของยาอิมมาตินิบที่พบได้บ่อยเช่น การคั่งของสารน้ำในร่างกายจนเกิดการบวมน้ำโดยอาจบวมน้ำที่ใบหน้า ขา หรือเท้า ท้องมาน มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจและน้ำท่วมปอด (มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด) อ่อนเพลีย มีไข้ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล หนาวสั่น ผื่นผิวหนัง คัน ผมร่วง โพแทสเซียมในเลือดต่ำ คลื่น ไส้ ท้องร่วง อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวเพิ่ม อาหารไม่ย่อย ท้องผูก เลือดออกง่าย เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ เลือดจาง/ภาวะซีด เอนไซม์ค่าการทำงานของตับเพิ่มขึ้น พิษต่อตับ ตะคริว ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ปวดกระดูก น้ำตาไหล เจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหล หายใจลำบาก ปอดบวม เหงื่อออกกลางคืน เหงื่อออกมากผิดปกติ

ผลข้างเคียงอื่นที่พบได้น้อยแต่ร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเช่น อาการแพ้ยาอย่างรุนแรงเฉียบพลันที่เรียกว่า อะนาไฟแลกทิค ช็อค (Anaphylactic shock หรือ Anaphylaxis), กลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Steven's Johnson Syndrome: SJS) หรือ เทนส์ (Toxic Epider mal Necrolysis: TEN), หัวใจหยุดเต้น, หัวใจวาย, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, ความดันในกะ โหลกศีรษะสูง, ชัก, แผลในกระเพาะอาหาร, ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ, กระเพาะอาหารทะลุ, ตับอัก เสบ, ตับวาย, เลือดออกในปอด, เลือดออกในก้อนเนื้องอก GIST, เลือดออกในลูกตา, ประสาทตาอักเสบ, กล้ามเนื้อลายสลาย

หากท่านกำลังใช้ยาอิมมาตินิบอยู่และเกิดอาการไม่พึงประสงค์ดังต่อไปนี้เช่น มีการคั่งของสารน้ำและรู้สึกบวมน้ำบริเวณใบหน้า, รู้สึกแน่นหน้าอก, หายใจลำบาก, อาเจียนอย่างหนัก, ปวดท้องอย่างรุนแรง, ท้องเสียหรือถ่ายท้องอย่างมากจนอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและมีภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ (อาการที่สังเกตได้เช่น เหนื่อยง่าย สับสน อ่อนเพลีย อ่อนแรง หัวใจเต้นเร็ว) มีปัญหาภาวะเลือดออกเช่น อุจจาระมีสีดำ ปัสสาวะมีสีแดง มีจ้ำแดงๆตาผิวหนัง, มีสัญญาณของภาวะติดเชื้อเช่น มีไข้ (สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส/Celsius) หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ มีอาการปวดหรือร้อนเวลาถ่ายปัสสาวะ ปวด บวม แดง และเจ็บตามร่างกาย หากท่านมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์หรือไปยังโรงพยาบาลใกล้บ้านที่สะดวกทันที/ฉุกเฉินก่อนวันนัด

มีข้อควรระวังการใช้ยาอิมมาตินิบอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาอิมมาตินิบเช่น

  • ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประกอบของยานี้
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น
  • กรณีผู้ป่วยตับบกพร่อง: ควรติดตามการใช้ยานี้อย่างใกล้ชิดตามแพทย์พยาบาลแนะนำในผู้ป่วยตับบกพร่องรุนแรง ยานี้อาจมีพิษต่อตับ แพทย์จึงติดตามการทำงานของตับเป็นระยะ
  • กรณีผู้ป่วยไตบกพร่อง: การใช้ยานี้อาจทำให้เกิดภาวะบวมน้ำกับเนื้อเยื่อส่วนปลายเช่น เท้า ขา มือ แขน (Peripheral edema) จนอาจทำให้ผู้ป่วยน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดหมาย ผู้ป่วยจึงควรต้องคอยสังเกต และเมื่อเกิดอาการดังกล่าวต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด
  • ห้ามใช้ยานี้ในขณะตั้งครรภ์เนื่องจากยานี้มีผลพิษต่อทารกในครรภ์ การใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์จะได้รับคำแนะนำใช้ได้เฉพาะเมื่อแพทย์พิจารณาแล้วพบว่ามีประโยชน์เหนือความเสี่ยงจากการใช้ยานี้เท่านั้น
  • ห้ามใช้ยานี้ในหญิงให้นมบุตรเนื่องจากไม่มีข้อมูลการขับออกของยาทางน้ำนมในมนุษย์
  • กรณีผู้ป่วยเด็ก ไม่มีข้อมูลประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยานี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ
  • กรณีผู้ป่วยสูงอายุ ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบวมน้ำและการคั่งของสารน้ำในร่าง กายขั้นรุนแรงจนเกิดหัวใจวายได้
  • ระมัดระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีอาการหรือมีประวัติโรคหัวใจหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวาย เนื่องจากยามีผลทำให้หัวใจทำงานผิดปกติรวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว/หัวใจวายขั้นรุนแรง
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ
  • ห้ามเก็บยาหมดอายุ

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมถึงยาอิมมาตินิบ) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาอิมมาตินิบมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาอิมมาตินิบมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นเช่น

ควรเก็บรักษายาอิมมาตินิบอย่างไร?

แนะนำเก็บยาอิมมาตินิบอุณหภูมิห้อง เก็บยาให้พ้นจากแสงแดดและแสงสว่างที่กระ ทบยาได้โดยตรง หลีกเลี่ยงนำยานี้สัมผัสกับความร้อนที่มากเช่น เก็บยาในรถที่ตากแดดหรือเก็บยาในห้องที่มีอุณหภูมิสูง (มีแสงแดดส่องถึงทั้งวันหรือเป็นเวลานาน) ไม่เก็บยาในห้องที่ชื้น เช่น ห้องน้ำหรือห้องครัว โดยควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิม และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ยาอิมมาตินิบมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาอิมมาตินิบที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตคือ

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
Gleevec (กลีเวค) film coated tablet 100, 400 mg Novartis

บรรณานุกรม

  1. Taketomo CK, Hodding, JH, Kraus DM, .Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012
  2. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12.
  3. Product Information:Gleevec, Imatinib, Novartis, Thailand.
  4. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica ;2013
  5. คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ.คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี จ(2). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.2553
  6. บริษัท โนวาร์ตีส(ประเทศไทย) จำกัด. ไขปัญหาข้องใจ มะเร็งของเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (จีสต์) Gastrointestinal Stromal Tumor (GIST)


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน sirikul
Frame Bottom