Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไวรัสตับอักเสบ 

บทนำ

อินเตอร์เฟอรอน (Interferon, IFN) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดเชื้อโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส ปัจจุบันมีการนำเอาอินเตอร์เฟอรอนมาใช้เป็นยาเพื่อการรัก ษาโรคไวรัสตับอักเสบ – บีและโรคไวรัสตับอักเสบ - ซีชนิดเรื้อรัง ซึ่งยาอินเตอร์เฟอรอนมีผลทั้ง ฆ่าไวรัสและควบคุมระดับภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยทั้ง 2โรคที่ตอบสนองต่อการรักษามีอุบัติการณ์การเกิดตับวายลดลง การเกิดมะเร็งตับปฐมภูมิ (มะเร็งที่เกิดจากเซลล์อวัยวะนั้นๆไม่ใช่เกิดจากการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น) ลดลง และมีอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้นเมื่อ เทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา

ยาอินเตอร์เฟอรอนซึ่งมีเฉพาะรูปแบบยาฉีดในปัจจุบันมี 2 ชนิดคือ Conventional Interfe ron (Conventional IFN) และ Pegylated Interferon (Peg-IFN) ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้ออกฤทธิ์ได้นานมากขึ้น โดยยาฉีดชนิด Conventional IFN จะต้องบริหารยาสัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือทุกวัน ส่วน Peg-IFN จะบริหารยาเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งมีผลข้างเคียงของยาที่ลดลงและมีผลการ รักษาที่ดีกว่า จึงทำให้ Peg-IFN เป็นที่นิยมมากกว่า Conventional IFN ข้อดีของการรักษาด้วย Conventional IFN หรือ PEG-IFN คือ ไม่เกิดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่ดื้อยา ส่วนข้อเสียคือ ยามีรา คาแพงและที่สำคัญคือ ยามีผลข้างเคียงมาก

อินเตอร์เฟอรอนมีสรรพคุณ (คุณสมบัติ)อย่างไร?

อินเตอร์เฟอรอน

ยาอินเตอร์เฟอรอนมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้สำหรับการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ - บีเรื้อรัง (ทั้ง ชนิด HBeAg - positive และ HBeAg - negative) ทั้งผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคตับแข็งและผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งที่ตับยังสามารถทำงานชดเชยได้, และใช้สำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ - ซีเรื้อรังที่อาจใช้อินเตอร์เฟอรอนเป็นยาเดี่ยวในการรักษาหรือใช้คู่กับยาไรบาไวริน (Ribavirin: ยาต้านไวรัส ) ทั้งในผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคตับแข็งและผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งที่ตับยังสามารถทำงานชดเชยได้

อินเตอร์เฟอรอนมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาอินเตอร์เฟอรอนมีกลไกการออกฤทธิ์โดยตัวยาจะยับยั้งไวรัส โดยยาจะจับกับตัวรับที่จำ เพาะบนผิวเซลล์ไวรัส แล้วก่อให้เกิดสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์ไวรัสเกิดการเปลี่ยนแปลงยีน/จีน(Gene) ของไวรัสเองอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลทางชีวภาพหลายอย่างรวมทั้งยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ไวรัส และยังช่วยปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

อินเตอร์เฟอรอนมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบจำหน่ายของยาอินเตอร์เฟอรอนในประเทศไทยมี 3 รูปแบบเภสัชภัณฑ์ได้แก่

  • ยาเตรียมสารละลายปราศจากเชื้อสำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยบรรจุอยู่ในกระบอกยาพร้อมฉีด (Pre-filled Syringe) สำหรับใช้ครั้งเดียว
  • ยาชนิดปากกาและตัวทำละลาย (น้ำกลั่นปราศจากเชื้อสำหรับฉีด) สำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ฉีด ครั้งเดียวแล้วทิ้ง
  • รูปแบบยาผงปราศจากเชื้อบรรจุในขวดแก้ว (Powder for injection) สำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

อินเตอร์เฟอรอนมีวิธีใช้ยาอย่างไร?

ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษาด้วยยาอินเตอร์เฟอรอนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการเช่น ข้อบ่งใช้ของยาเพื่อการรักษา ค่าความสมบูรณ์ของเลือด (ซีบีซี) ค่าการทำงานของไตและของตับ จึงจำเป็นต้องมีการปรับขนาดยาตามปัจจัยต่างๆเสมอ โดยพิจารณาลดขนาดยาหรือหยุดยาชั่วคราวในผู้ป่วยบางราย

ก่อนการเริ่มต้นรักษาด้วยอินเตอร์เฟอรอน ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการตรวจเลือดเช่น ซีบีซี, การทำงานของไตและของตับ, การทำงานของต่อมไทรอยด์ และได้รับการตรวจซ้ำเป็นระยะๆระ หว่างการรับการรักษา

ค่าเริ่มต้นก่อนการรับการักษาด้วยอินเตอร์เฟอรอน ควรเป็นดังนี้

และทำการตรวจค่าต่างๆที่สัปดาห์ที่ 2 และ 4 ของการรักษา หลังจากนั้นตรวจซ้ำเป็นระยะๆใน ช่วงที่รับการรักษาตามดุลพินิจของแพทย์

ก. วิธีการบริหารยา/วิธีใช้ยา

อินเตอร์เฟอรอนเป็นยาเตรียมสารละลายปราศจากเชื้อสำหรับฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยบรรจุอยู่ในกระบอกยาพร้อมฉีดสำหรับใช้ครั้งเดียว โดยมีวิธีการใช้ยาพร้อมอุปกรณ์ดังนี้

  • นำอินเตอร์เฟอรอน (ตามรูปแบบเภสัชภัณฑ์ที่ผู้ป่วยได้รับจากแพทย์) ออกจากตู้เย็น
  • เตรียมอุปกรณ์สำหรับฉีดยาให้ครบถ้วนเช่น เข็มฉีดยา, สำลีชุบแอลกอฮอล์, ภาชนะสำหรับบรรจุของมีคม
  • ฉีกบรรจุภัณฑ์อินเตอร์เฟอรอนออก ก่อนใช้ยาฉีดควรตรวจดูสารแปลกปลอมใดๆหรือสียาที่อาจผิดปกติเท่าที่จะสามารถตรวจได้ หากยามีสภาพขุ่น มีฝุ่นหรือผง หรือเปลี่ยนสีไปจากไม่มีสี ให้ทิ้งยาไปเลย ห้ามใช้ยาโดยเด็ดขาด
  • คลึงบรรจุภัณฑ์ของอินเตอร์เฟอรอนในฝ่ามือประมาณ 1 นาทีเพื่อให้ยาเข้ากันดี ห้ามเขย่า เพราะอาจทำให้ยาเกิดฟองได้
  • ฟอกมือด้วยสบู่ จากนั้นล้างน้ำสบู่ออกจนหมดและสะอาด แล้วเช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษชำระ
  • หากรูปแบบเภสัชภัณฑ์ของท่านเป็นยาเตรียมสารละลายปราศจากเชื้อสำหรับฉีดเข้าใต้ผิว หนังโดยบรรจุอยู่ในกระบอกยาพร้อมฉีด (Pre-filled Syringe) สำหรับใช้ครั้งเดียว และยาชนิดปากกาและตัวทำละลาย (น้ำกลั่นปราศจากเชื้อสำหรับฉีด) สำหรับใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ให้ข้ามข้อ 6 นี้ไป] จากนั้นเปิดฝาปิดจุกขวดยาออก ทำความสะอาดหัวจุกยางด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์พอหมาดๆ จากนั้นดูดยาเข้าสู่กระบอกฉีดยาตามปริมาตรที่กำหนดโดยคว่ำขวดยาลง แล้วจึงค่อยๆ ดึงก้านสูบกระบอกฉีดยาลงจนถึงปริมาตรที่ต้องการ โดยมั่นใจว่าเข็มอยู่ภายใต้ยาที่บรรจุในขวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฟองอากาศขึ้นในกระบอกฉีดยา จากนั้นค่อยๆดึงเข็มฉีดยาออกจากขวดยา
  • ปรับปริมาตรภายในกระบอกฉีดยาพร้อมดันฟองอากาศในกระบอกฉีดยาออก
  • เลือกตำแหน่งสำหรับการฉีดยาได้แก่ บริเวณหน้าท้องห่างจากสะดือไปประมาณ 3 นิ้วมือหรือ บริเวณต้นขา หลีกเลี่ยงฉีดบริเวณใกล้รอบสะดือหรือรอบเอว จากนั้นทำความสะอาดบริเวณที่ต้อง การฉีดยาด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ รอจนแอลกอฮอล์แห้ง
  • ดึงหนังหน้าท้องหรือหนังบริเวณต้นขาขึ้นมาด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้เพื่อยกชั้นผิวหนังขึ้น
  • ถือกระบอกฉีดยาพร้อมเข็มในแนว 45 - 90 องศาทำมุมกับหน้าท้องหรือต้นขาบริเวณที่ยก ขึ้นมา
  • ค่อยๆสอดปลายเข็มเข้าสู่ร่างกาย (ใต้ผิวหนัง) จากนั้นค่อยๆดันก้านสูบเพื่อปล่อยอินเตอร์เฟอรอนเข้าสู่ใต้ชั้นผิวหนังจนหมดกระบอก
  • กดบริเวณที่ฉีดยาด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์อีกครั้งนาน 2 – 3 นาที
  • จัดการกับเข็มและกระบอกฉีดยาที่ใช้แล้วตามวิธีการกำจัดกระบอกฉีดยาและอุปกรณ์ที่แหลม คมต่อไป

ข. วิธีการการกำจัดกระบอกฉีดยาและอุปกรณ์ที่แหลมคม

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์พยาบาลหรือเภสัชกรซึ่งโดยทั่วไปได้แก่

  • ต้องใช้และกำจัดกระบอกฉีดยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่แหลมคมอย่างเคร่งครัดตามคำแนะ นำ
  • ห้ามนำกระบอกฉีดยาและเข็มมาใช้ซ้ำ
  • ทิ้งเข็มและกระบอกฉีดยาที่ใช้แล้วในภาชนะรองรับวัสดุแหลมคม (ภาชนะที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าป้องกันการแทงทะลุได้)
  • เก็บภาชนะดังกล่าวให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • หลีกเลี่ยงการทิ้งภาชนะรองรับวัสดุแหลมคมรวมกับขยะทั่วไป
  • กำจัดภาชนะรองรับวัสดุแหลมคมที่เต็มแล้วตามข้อกำหนดของสถานที่หรือตามคำแนะนำของผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ (อ่านในเอกสารกำกับยา)
  • หากจำเป็นต้องใช้ยาที่บ้าน ทางโรงพยาบาลควรมอบอุปกรณ์สำหรับเก็บกำจัดกระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยาที่ใช้แล้วให้แก่ผู้ป่วย
  • การได้รับยานี้เกินขนาดโดยอุบัติเหตุ: มีรายงานพบว่าการได้รับอินเตอร์เฟอรอนอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน (แทนการใช้ยาสัปดาห์ละครั้ง) จนถึงการใช้ยาทุกวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ไม่มีรายงานผู้ป่วยรายใดเกิดอาการผิดปกติรุนแรง ทั้งนี้ไม่มียาต้านพิษที่จำเพาะเจาะจงสำหรับอิน เตอร์เฟอรอน โดยถ้าเกิดผลข้างเคียงหรือได้รับยาเกินขนาด แพทย์จะให้การรักษาประคับประ คองตามอาการ

*****หมายเหตุ:

หากท่านกำลังใช้ยานี้อยู่ ควรใช้ยาให้ตรงตามที่แพทย์สั่ง ไม่เพิ่ม ลด หรือปรับขนาดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด หากท่านมีอาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียงที่รุนแรงส่งผลกระ ทบต่อการใช้ชีวิต เกิดขึ้นในช่วงระหว่างกำลังได้รับอินเตอร์เฟอรอน ท่านควรไปพบแพทย์ /ไปโรงพยาบาลก่อนกำหนดนัดได้เพื่อแก้ไขอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งยาอินเตอร์เฟอรอน ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรดังนี้

หากลืมฉีดยาควรทำอย่างไร?

การบริหาร/การฉีดยาอินเตอร์เฟอรอน โดยทั่วไปแล้วจะบริหารยาเพียงสัปดาห์ละครั้งหรือ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ดังนั้นการบริหารยาจึงควรบริหารยาให้ตรงกันทุกวันของสัปดาห์เช่น ปกติเริ่มฉีดอินเตอร์เฟอรอนครั้งแรกในวันเสาร์ ดังนั้นสัปดาห์ถัดไปก็ควรจะฉีดอินเตอร์เฟอรอนในวันเสาร์เช่นเดิม กรณีลืมฉีดยาและนึกได้ในวันเดียวกันหรือวันถัดไปอีก 1 - 2 วัน (ไม่เกิน 48 ชั่วโมง) ให้ฉีดยาทันทีที่นึกขึ้นได้ และฉีดยาครั้งต่อไปๆตามปกติ

ถ้าหากลืมฉีดยาแล้วนึกขึ้นได้หลังจากวันที่กำหนดฉีดยามากกว่า 2 วัน (เช่น นึกได้ว่าลืมฉีดให้ตรงตามวันมาแล้ว 3 - 5 วัน) จะให้ฉีดยาทันที และฉีดยาครั้งต่อไปห่างจากวันที่ฉีดยาล่า สุด 5 วัน และครั้งต่อไปให้ฉีดตามวันปกติที่ฉีดยาเป็นประจำเช่น ปกติแล้วฉีดยาทุกๆวันจันทร์ แต่ครั้งนี้นึกขึ้นตอนวันศุกร์ (ล่าช้าไป 4 วัน) ดังนั้นแนะนำให้ฉีดยาทันที แล้วครั้งต่อไปนับห่างจากวันศุกร์ 5 วันคือฉีดวันพุธ และครั้งถัดๆไปก็ให้ฉีดยาตามปกติแต่เริ่มแรกคือ วันจันทร์

อินเตอร์เฟอรอนมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ของยาอินเตอร์เฟอรอนที่พบได้บ่อยเช่น อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (Flu-like symptom) ซึ่งจะมีอาการเหมือนมีไข้, หนาวสั่น, หัวใจเต้นเร็ว, ปวดเมื้อยเนื้อตัว, ไม่สบายตัว, ปวดศีรษะ ซึ่งมักเกิดในระยะเวลา 1 - 2 ชั่วโมงหลังได้รับการบริหารยา/การฉีดยา และจะดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง

อาการอื่นๆที่อาจพบได้ระหว่างใช้ยานี้ หากเป็นติดต่อกันเป็นเวลานานหรือรบกวนคุณภาพ ชีวิตควรปรึกษาแพทย์เช่น อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย บริเวณที่บริหารยา/ฉีดยามีรอยฟกช้ำ ระคาย เคืองผิว ผิวหนังที่ฉีดยาบวมแดง มีอาการปวดท้อง รู้สึกไม่สบายท้อง อาเจียน รับรสชาติผิดปกติ รู้สึกง่วงซึม ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ นอนไม่หลับ ผมร่วง ผมบาง ผิวแห้ง หรือมีเนื้อตาย (แผลเนื้อเน่า) เกิดบริเวณที่ฉีดยาประจำ มีผื่นคัน

อนึ่ง อาการไม่พึงประสงค์ดังต่อไปนี้ หากผู้ป่วยที่กำลังใช้อินเตอร์เฟอรอนอยู่แล้วเกิดอาการ ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันทีเช่น มีการมองเห็นผิดปกติ สูญเสียการมองเห็น มีตาพร่ามัว สูญเสียการได้ยินหรือได้ยินผิดปกติ รู้สึกซึมเศร้ายากฆ่าตัวตาย อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายกว่าปกติ หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกเจ็บหน้าอก มีอาการใจสั่น ตัวบวม รู้สึกวูบหรือหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีเลือดออกผิดปกติที่อวัยวะต่างๆที่เห็นได้ชัดเจน ปวดหลังตอนล่าง ประสาทหลอน รู้สึกสับสน ปวดศีรษะรุนแรง มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปากเบี้ยว อาการไอหรือมีอาการทางระบบหายใจอื่นๆที่อาจสงสัยถึงอาการปอดอักเสบหรือปอดบวมน้ำ

มีข้อควรระวังการใช้อินเตอร์เฟอรอนอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้อินเตอร์เฟอรอนดังนี้เช่น

อินเตอร์เฟอรอนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาอินเตอร์เฟอรอนมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นดังนี้เช่น

ควรเก็บรักษาอินเตอร์เฟอรอนอย่างไร?

แนะนำเก็บยาอินเตอร์เฟอรอนในภาชนะบรรจุเดิม เก็บยาให้พ้นจากแสงต่างๆที่อาจส่องถึงโดยเฉพาะแสงแดด และจำเป็นต้องเก็บยานี้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิประมาณ 2 - 8 องศาเซล เซียส (Celsius) โดยเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับวางยาคือ วางยา ณ ตำแหน่งภายในตู้เย็น ไม่เลือกตำแหน่งบริเวณฝาประตูตู้เย็น เนื่องจากอุณหภูมิบริเวณฝาตู้เย็นอาจไม่สม่ำเสมอ ห้ามเก็บยาในช่องแช่เย็นหรือช่องแช่แข็งโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้ยาเสื่อมสภาพได้ และอินเตอร์เฟอรอนมีความคงตัวอยู่นอกตู้เย็นเพียง 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากนำ เอาอินเตอร์เฟอรอนออกจากตู้เย็นเกินกว่า 24 ชั่วโมงควรทิ้งยาไป นอกจากนี้ยังไม่ควรเขย่าภาชนะที่บรรจุยานี้อยู่โดยเด็ดขาด เนื่องจากอินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีน การเขย่าอาจทำให้ยาในภาชนะบรรจุเกิดฟองอากาศขึ้นซึ่งไม่เหมาะสมกับการบริหารยา

อินเตอร์เฟอรอนมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาอินเตอร์เฟอรอนที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตเช่น

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
Bioferon (Interferon alfa 2b) (ไบโอฟีรอน)Bio Sidus
Rabif (Interferon beta 1a) (ราบีฟ)Pfizer
Betaferon PFS (Interferon beta 1b) (เบต้าฟีรอน)Bayer Healthcare Pharms
Pegasys (Peg-Interferon alfa 2a) (เพกกาซีส)Roche
Peg-Intron (Peg-Interferon alfa 2b) (เพกอินตรอน)MSD
Peg-Intron Radipen (Peg-Interferon alfa 2b) (เพกอินตรอน ราดิเพน)MSD

บรรณานุกรม

1. Taketomo CK, Hodding, JH, Kraus DM, .Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012

3. Product Information:Pegasys, Pefinterferon alfa-2a, Roche, Thailand.
4. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica ;2013
2. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12. 5. Idrian García-García1, Carlos A González-Delgado, Carmen M Valenzuela-Silva1 and et al. Pharmacokinetic and pharmacodynamics comparison of two “pegylated” interferon alpha-2 formulations in healthy male volunteers: a randomized, crossover, double-blind study. BMC Pharmacology, 2010.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom