Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เอชไอวี 

บทนำ

ยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirus หรือ Antiretroviral agent) หรือยาต้านเอชไอวี/HIV เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันมียาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มใหม่ ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา คือ ยากลุ่ม “อินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ (Integrase inhibitor,หรือ Integrase strand transfer inhibitors ย่อว่า INSTs)” ซึ่งยามีกลไกยับยั้งกระบวนการอินทีเกรชั่น(Integration)ของไวรัสเอชไอวีคือ ตัวยาจะรบกวนการทำงานของเอนไซม์อินทีเกรซ (Integrase enzyme)ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีสามารถเข้าเชื่อมต่อกับสาย/เส้นดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์เม็ดเลือดขาวของมนุษย์ได้เพื่อการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น หนึ่งในเป้าหมายของยาต้านรีโทรไวรัสที่จะเข้าทำปฏิกิริยา คือ การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อินทีเกรซของเชื้อไวรัสเอชไอวี เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวีเชื่อมต่อกับดีเอ็นเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 (CD-4 cell, Cluster of differentiation 4)ของผู้ป่วยเอชไอวีได้ จึงส่งผลทำให้ปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายผู้ป่วยลดลง

ปัจจุบันยาในกลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์เป็นยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มใหม่ (Novel agents) ที่นำมาใช้ในการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีทั้งในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับยาต้านรีโทรไวรัสมาก่อน (Naive patient) รวมถึงการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาต้านเอชไอวีที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาแล้ว

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์มีสรรพคุณอย่างไร?

อินทีเกรซอินฮิบิเตอร์

ยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ เช่นยา ราลทิกราเวียร์ (Raltegravir, RAL), เออวิทิกราเวียร์ (Elvitegravir, EVG), โดลุทิกราเวียร์ (Dolutegravir, DTG) มีข้อบ่งใช้/สรรพคุณสำหรับต้านรีโทรไวรัส/ไวรัสเอชไอวี โดยสูตรยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี จะประกอบด้วยยาต้านรีโทรไวรัสจำนวน 3 ชนิด เรียกว่า HAART (Highly Active Antiretroviral Therapy) ปัจจุบันสูตรยาฮาร์ท (HAART) ที่มียากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์เป็นตัวยาหลัก (INSTI-based regimens) มี 4 สูตร ดังนี้

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ เช่นยา ราลทิกราเวียร์ (Raltegravir; RAL), เออวิทิกราเวียร์ (Elvitegravir, EVG), โดลุทิกราเวียร์ (Dolutegravir,DTG) เป็นยาต้านรีโทรไวรัสที่มีกลไกยับยั้งกระบวนการอินทีเกรชั่น (Integrase inhibitor, INSTs)ของเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการรวมตัวของดีเอ็นเอ (DNA) ของเชื้อไวรัสเอชไอวีกับดีเอ็นเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 (CD-4) ของผู้ป่วยเอชไอวีเพื่อเพิ่มจำนวนไวรัสนี้ในผู้ป่วย โดยอาศัยเอนไซม์อินทีเกรซ (Integrase enzyme) ขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าว

กลไกการออกฤทธิ์ของยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้ คือ เมื่อตัวยาเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเข้ารบกวนการทำงานของเอนไซม์อินทีเกรซ (Integrase enzyme) ของเชื้อไวรัสเอชไอวี เพื่อป้องกันไม่ให้สารพันธุกรรมดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสเอชไอวี (Proviral DNA) เข้าเชื่อมต่อกับสาย/เส้นดีเอ็นเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 (CD-4 cell) ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ จึงมีผลทำให้เชื้อไวรัสเอชไอวีไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

ยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ ได้รับรองทางการแพทย์ให้ใช้เพื่อการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาต้านเอชไอวีหลายชนิด ซึ่งก็คือกรณีที่มีการเพิ่มปริมาณไวรัสเอชไอวีในขณะที่ผู้ป่วยกำลังได้รับยาต้านรีโทรไวรัสอยู่

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ มีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ในประเทศไทยมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ คือ ยาเม็ดเคลือบฟิล์ม (Film-coated tablet)

เมื่อมีการสั่งยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งยาอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกร ดังนี้

ขนาดยา และ วิธีการรับประทานยา รวมถึงหากลืมรับประทานยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ควรทำอย่างไร?

ขนาดยา และ วิธีรับประทานยา รวมถึงหากลืมรับประทานยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ ควรปฏิบัติดังนี้ เช่น

1. ขนาดยาของยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี จะมีขนาดยาและความถี่ในการรับประทานยาแตกต่างกันตามสภาวะโรคของผู้ป่วย รวมถึงชนิดยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ หรือยาอื่นๆที่ใช้รักษาร่วมในขณะนั้น โดยแพทย์อาจพิจารณาเพิ่มหรือลดขนาดยาหรือความถี่ในการรับประทานยาในแต่ละผู้ป่วยเป็นกรณีๆไป

2. ขนาดยาในผู้ป่วยไตบกพร่อง: สำหรับยาราลทริกราเวียร์และยาเออวิทิกราเวียร์ ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง สามารถใช้ขนาดยาปกติ แต่สำหรับยาโดลุทิกราเวียร์ แพทย์จำเป็นต้องปรับขนาดยาตามการทำงานของไต กรณีผู้ป่วยได้รับการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกไตผ่านทางเลือด แพทย์จะแนะนำการบริหารยาภายหลังการฟอกไต หลีกเลี่ยงการให้ยาก่อนการฟอกไต

3. ขนาดยาในผู้ป่วยตับบกพร่อง: ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาราลทริกราเวียร์,ยาโดลุทิกราเวียร์ และ ยาเออวิทิกราเวียร์ ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับบกพร่องปานกลาง แต่ยังไม่มีการศึกษาผลของภาวะตับบกพร่องรุนแรง จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาทั้ง 3 ตัวนี้ กรณีผู้ป่วยมีภาวะการทำงานของตับผิดปกติขั้นรุนแรง

4. วิธีการรับประทานยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยานี้ ให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด และพบว่าอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมของยาราลทริกราเวียร์ และยาโดลุทิกราเวียร์เข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้นจึงสามารถรับประทานยาราลทริกราเวียร์ และ ยาโดลุทิกราเวียร์ได้ทั้งขณะท้องว่างหรือหลังอาหารก้ได้ แต่สำหรับยาเออวิทิกราเวียร์ แนะนำให้รับประทานยาพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มการดูดซึมยาได้ดีขึ้น ความถี่ในการรับประทานยากลุ่มนี้มีทั้งการรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง และรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง สำหรับการรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง แนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน และรับประทานยาห่างกัน 12 ชั่วโมงกรณีมีวิธีการรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง

5. กรณีลืมรับประทานยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ สามารถปฏิบัติได้ดังนี้ กรณีมีวิธีรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป(วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

กรณีลืมรับประทานยาและมีวิธีการรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ (หากห่างไม่เกิน 6 ชั่วโมง จากเวลารับประทานปกติ) แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (เกินกว่า 6 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) ให้รับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติ ข้ามมื้อยาที่ลืมรับประทานไป จากนั้นรับประทานยา ในขนาดปกติต่อไป (ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า หรือนำยามื้อที่ลืมไปมารับประทานด้วย) และรับประทานยาในมื้อถัดๆไปในขนาดยาเดิม

การกินยานี้ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ระดับยานี้ในเลือดอยู่ในระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งช่วงที่ระดับยานี้มีขนาดต่ำก็จะเป็นเหมือนการกระตุ้นให้เชื้อไวรัสเอชไอวีเกิดการกลายพันธุ์และเป็นสาเหตุของการดื้อยาในเวลาต่อม

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์มีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการ/ผลไม่พึงประสงค์(ผลข้างเคียง)ของยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ เช่น ท้องเสีย, ปวดศีรษะ, นอนไม่หลับ, คลื่นไส้, อ่อนเพลีย, ปวดเมื่อยตากล้ามเนื้อ และอาจพบความผิดปกติของค่าทางห้องปฏิบัติการ โดยพบค่าเอนไซม์การทำงานของตับในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งค่าเอนไซม์การทำงานของตับจะเพิ่มสูงขึ้นได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี มาก่อน และอาจพบภาวะตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis: ระดับเอนไซม์อะไมเลส/Amylase/ และ เอนไซม์ ไลเปส/Lipase /เอนไซม์ตับอ่อนในเลือดเพิ่มสูงขึ้น)

ค่าการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ควรติดตามขณะใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ค่าเอนไซม์การทำงานของตับ (Liver Function Enzyme ได้แก่ ค่าAST/Aminotransferase , ALT/Alkaline phosphatase , Bilirubin), เอนไซม์ที่บ่งชี้ภาวะตับอ่อนอักเสบ ได้แก่ อะไมเลส (Amylase ),และไลเปส (Lipase), ค่าระดับครีอะทีน ฟอสโฟไคเนส หรือ ซีพีเค (Creatine Phosphokinase(CPK) ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ในการติดตามการสลายตัวของกล้ามเนื้อลาย/กล้ามเนื้อลายสลาย และค่าซีรัมครีทีนีน (Serum creatinine)กรณีใช้ยาโดลุทีกราเวียร์ เนื่องจากยาเข้ายับยั้งการทำงานในการขจัดของเสียออกจากร่างกายบริเวณท่อไต(Renal tubular secretion) จึงอาจส่งผลทำให้ค่าซีรัมครีทีนีนในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้ ดังนั้นควรติดตามค่าทางห้องปฏิบัติการเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์นี้

อีกทั้งยังพบรายงานการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังอย่างรุนแรงและภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitibity) คือ ผื่นตาผิวหนัง อาจเกิดผื่นเพียงเล็กน้อยถึงรุนแรงแบบจุดและแบบตุ่มแดงเล็กๆ หรือปฏิกิริยาทางผิวหนังที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น สตีเวนจอห์นสัน ซินโดรม (Stevens-Johnson Syndrome) หรือ เทนส์(Toxic Epidermal Necrolysis; TEN) โดยผู้ป่วยควรสังเกตอาการทางผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น มีผื่นคันขึ้นตาผิวหนัง หรือมีตุ่มน้ำขึ้นตามร่างกาย ร่วมกับมีไข้ มีอาการเจ็บปาก เจ็บคอ เจ็บบริเวณเยื่อเมือกในช่องปาก เจ็บบริเวณช่องคลอด รอบทวารหนัก ที่อวัยวะเพศ รอบตา ตาแดง เยื่อตาอักเสบ หากเกิดอาการดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้ป่วยต้องรีบกลับมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

มีข้อควรระวังการใช้ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์อย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ เช่น

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่น เช่น

1. การใช้ยาราลทิกราเวียร์ หรือยาโดลุทิกราเวียร์ ร่วมกับยาไรแฟมปิน (Rifampin: ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, ยาต้านวัณโรค) มีผลทำให้ระดับยาราลทิกราเวียร์ และ ยาโดลุทิกราเวียร์ ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก แพทย์จึงจำเป็นต้องเพิ่มขนาดยาราลทิกราเวียร์ และ ยาโดลุทิกราเวียร์ กรณีที่ผู้ป่วยกำลังได้รับยาไรแฟมปินร่วมด้วย

2. การใช้ยาราลทิกราเวียร์ หรือ ยาโดลุทิกราเวียร์ หรือ ยาเออวิทิกราเวียร์ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่น เช่น อะทาซานาเวียร์ (Atazanavir), เอฟฟาไวเรนซ์(Efavirenz), ริโทรนาเวียร์ (Ritonavir), ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir) จะมีผลทำให้ระดับยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ดังกล่าวในเลือดลดลงหรือเพิ่มขึ้น ดังนั้นแพทย์จะพิจารณาปรับขนาดยาเหล่านี้เป็นกรณีๆไป หรือให้ตาเอกสารกำกับยา

3. ควรใช้ยาในกลุ่มยาลดกรดชนิดน้ำที่มีส่วนประกอบของอะลูมินั่ม (Aluminum เช่น Aluminium hydroxide) หรือแมกนีเซียม (Magnesium, เช่น Magnesium hydroxide) หรือยากลุ่มอื่นๆที่มีส่วนประกอบของแคลเซียม (Calcium, เช่น Calcium carbonate), และเหล็ก (Ferrous, เช่น Ferrous sulfate) ให้ห่างจากการรับประทานยาราลทิกราเวียร์ และยาเออวิทิกราเวียร์ อย่างน้อยประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการจับกันของตัวยาเหล่านั้นกับยาราลทิกราเวียร์และยาเออวิทิกราเวียร์ ซึ่งจะส่งผลต่อการดูดซึมยาต้านรีโทรไวรัสทั้ง2ชนิดนั้น ทำให้ไม่สามรถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างสมบูรณ์

4. เมื่อใช้ยาโดลุทิกราเวียร์ ร่วมกับยาดังต่อไปนี้ คือ ยา เอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz), คาร์บามาซีปีน(Carbamazepine), ฟอสแอมพรีนาเวียร์/ริโทรนาเวียร์ (Fosamprenavir/Ritonavir), ทิพรานาเวียร์/ริโทรนาเวียร์ (Tipranavir/Ritonavir), เนวิราปีน(Nevirapine),ไรแฟมปิน (Rifampin) แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มขนาดยาโดลุกราเวียร์ เนื่องจากยารายการดังที่กล่าวมา มีผลทำให้ระดับยาโดลุกราเวียร์ในเลือดลดลง

5. เมื่อใช้ยาราลทริกราเวียร์, โดลุทิกราเวียร์ และ เออวิทิกราเวียร์ ร่วมกับยาบางชนิดที่ส่งผลกระตุ้นหรือยับยั้งกระบวนการขจัดยากลุ่มนี้ออกจากร่างกาย เช่น ยาฟีโนบาบิทาล (Phenobarbital: ยากันชัก), ยาฟีนีทอย (Phenytoin: ยากันชัก), ยาอะทาซานาเวียร์ (Atazanavir: ยาต้านรีโทรไวรัส) ซึ่งอาจมีผลเพิ่มหรือลดระดับยาทั้ง 3ชนิดได้ ดังนั้น แพทย์ และ/หรือ เภสัชกรจึงควรตรวจสอบรายการยาต่างๆที่ผู้ป่วยได้รับเสมอว่า อาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ หรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ที่ส่งผลต่อระดับยา อินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ ที่อาจทำให้ผลการรักษาด้วยยาอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ ล้มเหลว

ควรเก็บรักษายากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์อย่างไร?

แนะนำเก็บยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ ที่อุณหภูมิห้อง ไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส (Celsius) หรือเก็บยาในห้องที่ร้อนจัดหรือมีความชื้นมาก เช่น ในรถยนต์ หรือในห้องน้ำ นอกจากนี้ยังควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิมและเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาให้พ้นจากแสงแดด หรือบริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึงตัวยาตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพของยาให้มีประสิทธิภาพตลอดถึงวันสิ้นอายุของยา

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์มียาชื่อการค้าใดบ้าง? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยากลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้า และบริษัทผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย เช่น

บรรณานุกรม

  1. Lacy CF, Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp; 2011-12.
  2. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica; 2013
  3. Elaine W, Nathan T, April Y. HIV pharmacotherapy:A review of integrase inhibitors. American Academy of Physician Assistants. 2016; 29: 36-40
  4. Kundan BI, Manish SB, Review HIV-1 integrase inhibitors: a review of their chemical development. Antibiral Chemistry & Chemotherapy 2011; 22: 95-105.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน miyamoto Moo25
Frame Bottom