Frame Top

อายุไม่จำกัด ณ บัดนี้แล้ว (ตอนที่ 6 และตอนจบ)

โดย ปฐมา ลอออรรถพงศ์
10 สิงหาคม 2012

ปัจจุบันมีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ประชากรในสหรัฐอเมริกา ที่อายุเกิน 65 ปี มีมากถึง 39 ล้านคน หรือ13% คนที่เกิดยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (Baby boom) ระหว่างพ.ศ. 2489 – พ.ศ. 2507 มีอยู่มากถึง 76 ล้านคนที่กำลังจะมีอายุถึง 65 ปีก็ยังแข็งแรง

รัฐบาลอเมริกันได้จ่ายเงิน 600,000 ล้านดอลล่าร์ (ประมาณ 18 ล้านล้านบาท) ต่อปีแก่โครงการประกันสังคมของผู้ที่อายุ 51 ปีขึ้นไป ซึ่งเมื่อรวมกับการดูแลด้านประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย (Medicare) ผู้มีรายได้น้อย (Medicaid) และผู้ทุพพลภาพ (Disabilities) แล้ว ก็จะเป็นงบประมาณถึง1.3 ล้านล้านดอลล่าร์ (ประมาณ 39 ล้านล้านบาท)

สถิติที่จัดทำโดย Commonwealth Fund ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ระบุว่า 20% ของคนที่เข้าร่วมโครงการ Medicare มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่นความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง ตั้งแต่ 5 โรคขึ้นไป ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นโรคที่รักษาได้ แต่ไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกเสมอไป ยิ่งอายุที่สูงก็จะเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงตามวงรอบ

และยิ่งกว่านั้น โรคก็มีแนวทางที่คาดเดาไม่ได้เพิ่มขึ้น หากอัตราพัฒนาการโรคเป็นไปเช่นนี้ เมื่อมนุษย์มีอายุมากขึ้น เราจะมีประชากรครึ่งหนึ่งของผู้สูงวัยที่เป็นโรคหัวใจ แม้เราแก่ตัวลงอย่างมีสุขภาพดี ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเงาตามตัว

Mark Mazur ผู้เชี่ยวชาญนโยบายภาษี ของกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อคนอายุยืนขึ้น มีอายุหลังเกษียณนานขึ้น ก็จะต้องอ้างและเรียกร้องสิทธิทั้ง การดูแลรักษาพยาบาลและประกันสังคม เราเรียกผลกระทบนี้ว่า ผลกระทบแรกของชราภาพ (First-older effect) โดยที่คนที่จะมีอายุยืนยาวขึ้นเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีอายุการทำงานที่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะจะถูกให้เกษียณตามอายุที่ธรรมเนียมปฏิบัติกำหนดไว้อยู่ดี

การวิจัยล่าสุดของ Rand ระบุว่า อายุขัยที่เพิ่มขึ้น 10 ปี ในขณะที่การประกันสังคมและ Medicare ไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้รายได้รัฐจากภาษีเพิ่มขึ้นเพียง 3% ภายในปี พ.ศ. 2573 และ 6% ภายในปี พ.ศ. 2633 เท่านั้น เราอาจปลอบใจว่า คน [อายุยืนขึ้น] ก็จะสร้างผลผลิตได้มากขึ้น แต่คำถามคือมีงานอะไรให้พวกเขาทำหรือ?

แม้อุปสงค์ (Demand) อาหารของสหรัฐอเมริกา จะเพิ่มขึ้น แต่ก็จะยังไม่เป็นปัญหา เพราะอุปทาน (Supply) ประเทศนี้ สามารถผลิตอาหารให้ประชากรจำนวน 3,800 แคลอรีต่อวันในปัจจุบัน ขณะที่คนต้องการอาหารที่เพียง 2,500 แคลอรีต่อวัน และสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศส่งออกอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไม่ว่าผู้กำหนดนโยบายจะพยายามเตรียมความพร้อมสำหรับจำนวนประชากรสูงอายุที่มากขึ้นเพียงใด งานหนักและสำคัญที่สุดที่จะต้องรับผิดชอบโดยผู้ที่ใกล้ชิดที่สุด ก็คือครอบครัวของผู้สูงอายุนั่นเอง คำถามที่สำคัญกว่าคือ ในวัยชรามากๆ ไม่ว่าจะต้องพำนักอาศัยที่ใด พวกเขามีความสุขกับอายุที่มีมากขึ้นหรือไม่?

เรื่องราวกรีกโบราณ ที่เตือนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ก็คือ Eos เป็นเทพธิดาผู้ไม่มีวันตาย แต่ตกหลุมรัก Tihonus จึงขอเทพเจ้า Zeus ให้บันดาลให้คนรักของเธอมีชีวิตนิรันดรเช่นเดียวกับที่เธอเพลิดเพลินอยู่ แต่เธอลืมที่จะขอให้เขามีสุขภาพสมบูรณ์นิรันดรด้วย ดังนั้น Tithonus ก็ได้แก่ชรา ป่วย และเหี่ยวเฉา แต่ไม่สามารถหมดอายุขัยตายลงได้

เปรียบเทียบได้กับการที่แพทย์กระตุ้นให้เรารู้จักเลือกการกินอยู่ ออกกำลังกายให้เพียงพอ และยังกระฉับกระเฉงในการใช้ชีวิตในวัยชรา ไม่ใช่เป็นเพราะสามารถรับประกันว่าเราจะอายุยืนนานตลอดไป แต่เพื่อให้เรามั่นใจว่าอายุที่เพิ่มมานี้ จะดีพอที่เรา [จะมีความสุข] ไม่รู้สึกสูญเปล่าไป

แหล่งข้อมูล:

  1. Be careful what you wish for. http://www.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,1963392_1963366_1963382-2,00.html [2012, August 9].
  2. Be careful what you wish for. http://www.time.com/time/specials/packages/article/0,28804,1963392_1963366_1963382-3,00.html [2012, August 9].
Blog

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom