Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลำไส้  ระบบทางเดินอาหาร 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ท้องเสียเป็นน้ำรุนแรง 

บทนำ

อหิวาตกโรค หรือโรคอหิวาต์ หรือโบราณเรียกว่าโรคห่า หรือโรคลงราก (Cholera) เป็นโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ วิบริโอ โคเลอรี (Vibrio cholerae) ซึ่งก่อให้เกิดการอัก เสบของลำไส้เล็กและส่งผลให้เกิดอาการท้องเสีย (ท้องร่วง) รุนแรง เป็นสาเหตุให้เสียชีวิต(ตาย) ได้ภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมง

อหิวาตกโรคพบเกิดได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดโรคได้เท่ากัน เป็นโรคพบบ่อยในประเทศยังไม่พัฒนา ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งปีและมีการระบาด เป็นครั้งคราวเสมอ แต่พบได้น้อยมากในประเทศที่พัฒนาแล้วโดยมักพบในคนที่กลับจากการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังไม่พัฒนา ทั่วโลกพบโรคนี้ได้ประมาณ 3 - 5 ล้านคนต่อปี และอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ในปี 2010 ประมาณ 58,000 - 130,000 คน

ประเทศไทยรายงานจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์อหิวาตก โรคจาก 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึง 18 กันยายน ปีเดียวกัน พบโรคนี้ที่วินิจฉัยได้แน่นอนคิดเป็น 0.05 รายต่อประชากร 1 แสนคน และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต (ตาย) จากโรคนี้

อหิวาตกโรคเกิดจากอะไร? ติดต่ออย่างไร?

อหิวาตกโรค

อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อรวดเร็วรุนแรง และก่อการระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเกิดจากการได้รับเชื้ออหิวาตกโรคซึ่งอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วย (ซึ่งแบคทีเรียสามารถอยู่ได้นานถึง 7 - 14 วัน) แล้วปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม จากผิวน้ำในแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ และเมื่อกินหรือดื่มอาหาร/น้ำปนเปื้อนเหล่านี้จึงก่อการติดโรค นอกจากนั้นอาจพบเชื้ออหิวาตกโรคได้ในอาหารทะเลโดย เฉพาะหอยในแพลงตอน/Plankton (สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อาศัยอยู่ในน้ำ) และในสาหร่าย ซึ่งเมื่อบริโภคอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อได้

เมื่อเชื้ออหิวาตกโรคเข้าสู่ร่างกาย เชื้อบางส่วนจะถูกทำลายจากกรดในกระเพาะอาหาร ดังนั้น คนที่กินยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร หรือผ่าตัดกระเพาะอาหาร เมื่อติดเชื้อจึงมักมีอาการรุนแรง เมื่อเชื้อส่วนที่รอดจากการทำลายของกรด ผ่านจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก เชื้อจะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของผนังลำไส้เล็ก ผนังลำ ไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมน้ำและเกลือแร่ได้ และยังกระตุ้นให้น้ำและเกลือแร่ในร่างกายซึมออก มาในลำไส้เล็กในปริมาณมาก ดังนั้นจึงก่ออาการท้องเสีย/ท้องร่วงเป็นน้ำในปริมาณมาก มีราย งานมากได้ถึงวันละ 10 - 20 ลิตรโดยไม่มีมูกเลือด และสีของอุจจาระจะออกเป็นสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว ทั้งนี้เชื้อจะไม่รุกรานเข้าร่างกายแต่จะจำกัดอยู่เฉพาะในลำไส้ ผู้ป่วยจึงไม่มีอาการไข้ซึ่งต่างจากการติดเชื้อชนิดอื่นที่ทำให้เกิดท้องเสีย

อหิวาตกโรคมีอาการอย่างไร?

อหิวาตกโรคจะมีอาการหลังได้รับเชื้อแล้ว 2 - 3 ชั่วโมงไปจนถึงประมาณ 5 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณเชื้อที่ได้รับและความรุนแรงของเชื้อซึ่งมีหลายชนิดย่อยที่มีความ รุนแรงโรคต่างกัน โดยอาการสำคัญคือ ท้องเสียเฉียบพลัน ท้องเสียเป็นน้ำโกรก มีเศษอุจจาระปนได้เล็กน้อย อุจจาระมีสีขาวเหมือนน้ำซาวข้าว และมีกลิ่นเหม็นเหมือนคาวปลา อาจร่วมกับมี คลื่นไส้อาเจียนหรือไม่ก็ได้ และมักไม่มีไข้ อาการอื่นๆที่พบร่วมได้คือ

แพทย์วินิจฉัยอหิวาตกโรคอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยอหิวาตกโรคได้จากประวัติอาการ ประวัติสัมผัสโรค ลักษณะอุจจาระ การตรวจอุจจาระ และการเพาะเชื้อจากอุจจาระ

รักษาอหิวาตกโรคอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคอหิวาตกโรคคือ การให้น้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ (มักให้ทางหลอดเลือดดำและการดื่มเท่าที่จะดื่มได้) ซึ่งเมื่อรุนแรงจะส่งผลให้โคม่าและเสียชีวิต (ตาย) ได้ภายในระยะเวลาเป็นชั่วโมง ซึ่งบ่อยครั้งการรักษาให้น้ำและเกลือแร่จำเป็นต้องให้ในโรงพยาบาลโดยเป็นผู้ป่วยใน และแพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพราะช่วยให้โรคหายเร็วขึ้นและที่สำคัญช่วยฆ่าเชื้อในอุจจาระ จึงลดโอกาสโรคติดต่อไปสู่ผู้อื่นและโอกาสระบาดของโรค

อหิวาตกโรครุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

เมื่อรักษาได้ทันท่วงทีก่อนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรง โอกาสเสียชีวิตจากอหิวาตกโรคน้อยกว่า 1% แต่เมื่อพบแพทย์ช้าโอกาสเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 50 - 60% เพราะอาจถ่ายอุจจาระได้ถึงวันละ 10 - 20 ลิตร แต่ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคยังขึ้นกับชนิดย่อยของเชื้อเช่น เชื้อมีราย งานการระบาดในอินเดียเมื่อ 2004 ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 2 ชั่วโมงหลังอาการท้องเสีย

โดยทั่วไปโรคอหิวาตกโรคมักรักษาหายได้ภายใน 3 - 6 วัน และระยะแพร่เชื้อคือ ช่วงมีอาการท้องเสีย แต่ดังกล่าวแล้วว่าเชื้อสามารถอยู่ในอุจจาระได้นานถึง 7 - 14 วัน ส่วนผลข้าง เคียงจากโรคคือ ภาวะร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่ ดังกล่าวแล้ว

ดูแลตนเองอย่างไร? พบแพทย์เมื่อไร?

เมื่อมีท้องเสียที่อาการเข้าข่ายอหิวาตกโรคดังได้กล่าวแล้ว ควรรีบบริโภคน้ำเกลือแร่ (โออาร์เอส/ORS) และรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเป็นการฉุกเฉิน

เมื่อมีผู้ป่วยอหิวาตกโรคในบ้าน ทุกคนในบ้านต้อง

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) อย่างเคร่งครัด
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆทุกครั้งก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และหลังการดูแลผู้ป่วย
  • ทำลายอุจจาระผู้ป่วยด้วยการใส่น้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีนหรือตามคำแนะนำของแพทย์/พยาบาล
  • เสื้อผ้า เครื่องใช้ ผู้ป่วยต้องซักล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีนหรือน้ำต้มเดือดเช่นกัน
  • ดื่มแต่น้ำสะอาดหรือต้มสุก อาหารทุกชนิดต้องปรุงสุก และบริโภคทันทีหลังปรุง ไม่ทิ้งค้าง

ป้องกันอหิวาตกโรคอย่างไร?

การป้องกันอหิวาตกโรคที่สำคัญคือ

  • การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ
  • ดื่มแต่น้ำสะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง
  • กินแต่อาหารปรุงสุกโดยเฉพาะอาหารทะเล
  • ผักผลไม้ต้องล้างให้สะอาด
  • ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค เป็นวัคซีนชนิดกินที่ต้องกินอย่างน้อย 2 - 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ และภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นพอเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังได้วัคซีนครบ และต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นทุก 6 เดือน - 2 ปี ขึ้นกับอายุ ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำการได้รับวัคซีนเฉพาะในประเทศที่มีการระบาดของโรคเป็นประจำ เฉพาะในคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงคือ เด็กและผู้ป่วยโรคเอดส์ ส่วนสหรัฐอเมริกาแนะนำวัคซีนเฉพาะในผู้จะไปท่องเที่ยวในประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้เป็นประจำ ในประเทศไทยการใช้วัคซีนตัวนี้ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์ ดังนั้น เมื่อผู้อ่านสนใจควรปรึกษาแพทย์

บรรณานุกรม

  1. 1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Cholera. http://en.wikipedia.org/wiki/Cholera [2015,March21]
  3. Cholerahttp://emedicine.medscape.com/article/214911-overview#showall [2015,March21].
  4. Dukoral (cholera vaccine). http://www.netdoctor.co.uk/medicines/100005100.html [2015,March21]
  5. Ryan, E, and Ferraro, M. Z2011). Case 20-2011. N Engl J Med. 364, 2536-2541.
  6. http://203.157.15.4/wesr/file/y55/F55382_1320.pdf [2015,March21]
Updated 2015, March 21


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน Micmick phusitk55 Picha1020 Nontiwat guhotkub
Frame Bottom