Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

คุมกำเนิด 

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนคืออะไร?

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมน (Levonorgestrel Intrauterine device system) เป็นห่วงอนามัยประเภทหนึ่งมีลักษณะคล้ายตัว “ที (T)” และมีฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อ โปรเจสโตเจน(Progestogen) ชนิด Levonorgestrel ปริมาณ 52 มิลลิกรัมเคลือบอยู่ที่แกนกลางของห่วงอนามัย (ขาของตัว T) ซึ่งฮอร์โมนที่เคลือบไว้จะค่อยๆปล่อยออกมาในโพรงมดลูกวันละประ มาณ 20 ไมโครกรัม ซึ่งจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง ทำให้มีเลือดประจำเดือนออกน้อยลงเรื่อยๆ ในประเทศไทยและในต่างประเทศห่วงฯชนิดนี้มีชื่อการค้าคือ “Mirena”

กลไกการทำงานของห่วงอนามัยชนิดนี้เหมือนการใส่ห่วงคุมกำเนิดทั่วไป (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การใส่ห่วงคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย) รวมกับมีผลจากฮอร์โมนเพศที่เคลือบอยู่ด้วย (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง Levonorges trel) ซึ่งเมื่อใส่ห่วงอนามัยเข้าไปในโพรงมดลูก ตัวห่วงจะทำให้ภาวะในโพรงมดลูกไม่เหมาะกับการฝังตัวของไข่/ตัวอ่อน และมีผลให้ความสามารถของเชื้ออสุจิที่วิ่งผ่านบริเวณนี้ยากขึ้น จึงมีความสามารถเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ลดลง และตัวยาฮอร์โมนจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง ลง ไม่เหมาะในการฝังตัวของตัวอ่อนหากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนต่างจากห่วงอนามัยทั่วไปอย่างไร?

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมน

ห่วงอนามัยแบ่งเป็น 3 ชนิดใหญ่ๆคือ

  1. ห่วงอนามัยที่ไม่มีทองแดงหรือฮอร์โมน ได้แก่ Lippy loop® ปัจจุบันได้รับความนิยมลดลงไป
  2. ห่วงอนามัยที่มีทองแดงหุ้มที่แกน เป็นห่วงอนามัยที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เนื่องจากรา คาไม่แพง (ประมาณ 800 – 1,000 บาท) ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้ดีเช่น Copper T ®, Multiload®, อายุการใช้งานประมาณ 5 - 10 ปี แล้วแต่ชนิด ห่วงอนามัยกลุ่มนี้มีปัญหาคือ ทำให้เลือดประจำเดือนมาค่อนข้างมากและทำให้มีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย
  3. ห่วงอนามัยที่มีฮอร์โมน Levonorgestrel ปริมาณ 52 มิลลิกรัมหุ้มที่แกนกลาง ราคาค่อนข้างแพง ( 5,000 - 6,000 บาท) การที่มีฮอร์โมนที่ห่วงอนามัย เมื่อฮอร์โมนถูกทยอยปล่อยออกมาจะมีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดตอนเป็นประ จำเดือนน้อยลง ส่งผลให้เลือดประจำเดือนออกน้อยลง ลดอาการปวดประจำเดือน และมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี

* อนึ่งอ่านเพิ่มเติมเรื่องของห่วงอนามัยทั่วไปหรือชนิดไม่มีฮอร์โมนได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การใส่ห่วงคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนมีข้อดีอย่างไร?

ข้อดีของห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนได้แก่

  1. ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงมาก โอกาสตั้งครรภ์น้อยคือประมาณ 0.2 - 0.5%
  2. ระยะเวลาในการออกฤทธิ์นานคือประมาณ 5 ปี ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนห่วงฯบ่อยๆ
  3. ไม่ต้องเสียเวลารับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดทุกวัน และลดปัญหาการลืมกินยาฯ หรือการต้องมาฉีดยาคุมกำเนิดทุก 3 เดือน

ข้อด้อยของห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนคืออะไร?

ข้อด้อยของห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนคือ

  1. ราคาแพง
  2. มีห่วงชนิดนี้ในบางสถานบริการเท่านั้น
  3. ทำให้มีประจำเดือนกะปริบกะปรอย
  4. ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูก/ท้องนอกมดลูกได้
  5. ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนเหมาะสมกับการใช้ในสตรีกลุ่มใด?

สตรีที่เหมาะกับการใช้ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนคือ

  1. สตรีที่มีบุตรแล้วและต้องการคุมกำเนิดระยะยาว
  2. สตรีที่มีเลือดประจำเดือนออกมาก
  3. สตรีที่มีเนื้องอกมดลูกร่วมด้วยที่ทำให้มีเลือดประจำเดือนออกมาก การใส่ห่วงฮอร์โมนชนิดนี้จะสามารถช่วยลดปริมาณเลือดที่ออกได้

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนมีประโยชน์อย่างไร?

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนมีประโยชน์ดังนี้

  1. ใช้คุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ โอกาสตั้งครรภ์น้อยประมาณ 0.2 - 0.5% ซึ่งเป็น ประโยชน์โดยตรงของการใส่ห่วงอนามัย
  2. ระยะเวลาในการออกฤทธิ์นานคือประมาณ 5 ปี ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนห่วงอนามัยบ่อยๆ
  3. ไม่ต้องรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันทุกวัน หรือต้องไปฉีดยาคุมกำเนิดเสมอ ทำให้ลดโอกาสลืมการใช้ยาคุมกำเนิด

ข้อดีอื่นๆที่นอกเหนือจากการคุมกำเนิดได้แก่

การใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การเตรียมตัวในการจะใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนคือ

  1. ไปติดต่อที่โรงพยาบาลและแจ้งว่าประสงค์จะใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมน เนื่องจากมีวิธี การนี้เฉพาะบางโรงพยาบาลเท่านั้น
  2. ควรมั่นใจว่าไม่มีการตั้งครรภ์ ดังนั้นควรไปใส่ห่วงช่วงมีประจำเดือนหรือภายใน 7 วันหลัง จากเริ่มมีประจำเดือน
  3. ต้องไม่มีอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานเช่น ปวดท้องน้อยเรื้อรัง มีไข้ ตกขาวมีสีผิดปกติเช่น สีเหลือง เขียว ขาวข้นเหมือนนม หรือมีกลิ่นที่ผิดปกติ (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com 7 เรื่อง คือ การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน, ช่องคลอดอักเสบ, ปากมดลูกอัก เสบ, เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ, ท่อนำไข่อักเสบ, รังไข่อักเสบ และปีกมดลูกอักเสบ)

*อนึ่ง วิธีการใส่ห่วงอนามัยฯไม่ต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่มีการงดอาหาร ยา น้ำดื่ม ไม่ต้องฉีดยาแก้ปวดหรือใช้ยาสลบ สามารถใส่ห่วงฯ (ใส่ไว้ในโพรงมดลูก อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง อวัยวะเพศภายในสตรี) โดยการตรวจภายในได้ที่ห้องตรวจรักษาผู้ป่วยนอกและไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล

ดูแลตนเองขณะใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนอย่างไร?

การดูแลตนเองขณะใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนได้แก่

  1. รักษาสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศ
  2. ประจำเดือนมักมาไม่สม่ำเสมอ และส่วนใหญ่หลังจากใส่ไปประมาณ 1 ปี ส่วนมากจะไม่มีประจำเดือน ไม่ต้องตกใจหรือเป็นกังวลมาก ถ้ากังวลให้ปรึกษาแพทย์สูตินรีเวช
  3. เมื่อเป็นประจำเดือนหลังจากที่ใส่ห่วงอนามัยฯไปใหม่ๆ ควรมีการตรวจเช็คสายห่วงว่ายังอยู่หรือไม่ ไม่ได้หลุดไปกับเลือดประจำเดือน โดยใช้นิ้วล้วงเข้าในช่องคลอดว่า สามารถสัมผัสสายห่วงอนามัยได้หรือไม่ (ล้างมือให้สะอาดก่อน) ถ้าสงสัยห่วงฯหลุดหายให้ไปโรงพยาบาลพบสูตินรีแพทย์
  4. หากมีไข้ ปวดท้องน้อย ตกขาวผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล
  5. แพทย์จะมีการนัดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกปี ซึ่งเป็นโอกาสดีในการตรวจดูสายของห่วงอนามัย
  6. ถ้ามีข้อกังวลในการใส่ห่วงอนามัยฯ ควรพบสูตินรีแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด

การถอดห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนต้องเตรียมตัวอย่างไร?

การถอดห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนไม่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ เมื่อตัดสินใจว่าต้อง การจะมีบุตรหรือเข้าวัยหมดประจำเดือนแล้ว ก็ไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ ซึ่งการนำห่วงออก แพทย์ให้การดูแลรักษาที่ห้องตรวจรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยการตรวจภายในทั่ว ไปและดึงสายห่วงออก ไม่ต้องมีการงดน้ำ อาหาร ยา ใช้ยาฉีดแก้ปวด หรือยาดมสลบ และไม่ต้องอยู่โรงพยาบาล

ทั้งนี้ การไปเอาห่วงอนามัยออกจากโพรงมดลูกในช่วงขณะที่มีประจำเดือนจะไม่ค่อยรู้ สึกเจ็บ

อาการข้างเคียงของการใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนมีอะไรบ้าง?

อาการข้างเคียงเมื่อใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุดคือ มีเลือดประจำเดือนออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดหรือการขาดประจำเดือน ทำให้ผู้รับบริการมีความกังวล

รักษาอาการข้างเคียงอย่างไร?

อาการข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของการใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนคือ มีเลือดออกทางช่องคลอด/เลือดประจำเดือนกะปริบกะปรอย ซึ่งบางคนจะมีเลือดออกนานมากเป็นเดือนโดย เฉพาะเมื่อใส่ห่วงฯฮอร์โมนใหม่ๆ การรักษาแพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดรับประทาน หรืออาจให้เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดยารวมไปรับประทาน ก็จะทำให้เลือดหยุดได้ ซึ่งเมื่อใส่ห่วงฯฮอร์โมนไปนานๆ เลือดประจำเดือนจะค่อยๆลดลงจนบางครั้งไม่มีประจำเดือนมาเลย

ภาวะแทรกซ้อนจากใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนมีอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนที่อาจพบได้แต่พบได้น้อย เช่น

  1. มดลูกทะลุจากการใส่ห่วง
  2. ตกขาว
  3. ทำให้เกิดเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบและ/หรือปีกมดลูกอักเสบ
  4. สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ในมดลูกได้ แต่ไม่สามารถป้องการการตั้งครรภ์นอกมดลูก/ท้องนอกมดลูกได้

ใครที่ไม่สามารถใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนได้?

สตรีที่สามารถใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนได้คือ สตรีที่เคยมีการคลอดบุตรไม่ว่าทางช่องคลอดหรือผ่าตัดคลอดบุตร สามารถใส่ห่วงชนิดนี้ได้ สำหรับสตรีที่ยังไม่มีบุตรอาจมีปัญหาในการใส่เล็กน้อย เนื่องจากปากมดลูกไม่เปิด แต่แพทย์อาจใช้ยาเหน็บปากมดลูกเพื่อช่วยขยายปากมด ลูกหากต้องการใส่ห่วงอนามัย

ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่?

ฮอร์โมนเพศหญิง Levonorgestrel ที่ใช้เคลือบห่วงอนามัยนี้มีผลทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวลง ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ในทางตรงข้ามกลับช่วยให้โอกาสเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกลดลงด้วย

หลังนำห่วงออกสามารถตั้งครรภ์ได้เลยหรือไม่?

สามารถตั้งครรภ์ได้เลยหลังนำเอาห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนนี้ออก

ระหว่างใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนให้นมบุตรได้หรือไม่?

เนื่องจากตัวยา Levonorgestrel อาจปนมาในน้ำนมได้ถึงแม้จะในปริมาณน้อยก็ตาม สำนัก งานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA, Food and Drug Administration) จึงแนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงการใส่ห่วงอนามัยชนิดมีฮอร์โมนในช่วงเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมมารดา องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ได้หลังการคลอดแล้วอย่างน้อย 6 สัปดาห์ขึ้นไปเพื่อให้อวัยวะต่างๆของทารกเจริญเติบโตได้ดีแล้วจนไม่มีผลกระทบต่อปริมาณฮอร์โมนที่อาจปนเปื้อนในน้ำนมเช่น ตับ และสมอง

ดังนั้นการจะใส่ห่วงอนามัยชนิดนี้ในช่วงเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมมารดา จึงควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ถึงข้อดีและของเสียเป็นรายบุคคลไปก่อนที่จะตัดสินใจใส่ห่วงชนิดนี้ในช่วงเลี้ยงดูทารกด้วยน้ำนมมารดา

บรรณานุกรม

1. Bahamondes L, Valeria Bahamondes M, Shulman LP. Non-contraceptive benefits of hormonal and intrauterine reversible contraceptive methods. Hum Reprod Update. 2015 Jun 1. pii: dmv023. [Epub ahead of print]
2. Qiu J, Cheng J, Wang Q, Hua J.Levonorgestrel-releasing intrauterine system versus medical therapy for menorrhagia: a systematic review and meta-analysis.Med Sci Monit, 2014;23;20:1700-13. doi: 10.12659/MSM.892126
3. https://en.wikipedia.org/wiki/IUD_with_progestogen [2015,July18]



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน sirikul Nongbeer a1v4d PPaapp Panupol
Frame Bottom