Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง  ระบบโรคผิวหนัง 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มีก้อนเนื้อที่ผิวหนัง 

บทนำ

หูดที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศที่เรียกว่า หูดหงอนไก่ หรือหูดอวัยวะเพศ หรือหูดกามโรค (Condyloma acuminata หรือ Genital wart) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Human papilloma virus หรือย่อว่า HPV (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง เอชพีวี:โรคติดเชื้อเอชพีวี) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุด จากการเก็บข้อมูลในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่ที่เป็นหูดหงอนไก่ ที่มาทำการรักษาคิดเป็นประมาณ 1% ของจำนวนประ ชากรทั้งหมด โดยพบมากในกลุ่มอายุ 17-33 ปีทั้งชายและหญิง

หูดหงอนไก่เกิดได้อย่างไร?

หูดหงอนไก่

สาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ คือการที่อวัยวะเพศผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส เอชพีวี (HPV) โดยปัจจุบันพบได้ทั้งหมดประมาณ 100 สายพันธุ์ย่อย บางสายพันธุ์ก่อให้เกิดหูดที่ผิวหนัง บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ บางสายพันธุ์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์ (เช่น มะเร็งปากมดลูก) และต่อการเกิดมะเร็งทวารหนัก

ประมาณ 90% ของหูดหงอนไก่นั้น เกิดจากสายพันธุ์ย่อย HPV 6, และ 11 ซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดโรคมะเร็งค่อนข้างต่ำ ส่วน HPV ชนิดที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคมะเร็งในระบบสืบพันธุ์และทางเดินอุจจาระ คือ HPV 16, และ 18

เมื่อผิวหนังได้รับเชื้อ/ติดเชื้อ HPV ผ่านทางรอยถลอกที่ผิวหนัง จะมีระยะฟักตัวของโรคที่ยังไม่แสดงอาการของโรคได้หลายเดือนหรือหลายปี ซึ่งเมื่อผ่านระยะฟักตัวแล้ว เชื้อไวรัสก็จะมีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้นๆ ส่งผลให้เกิดการสร้างเซลล์ที่ผิดปกติในชั้นผิวหนัง โดยทั่วไปร่าง กายจะสามารถกำจัดไวรัสชนิดนี้ได้เอง ส่วนน้อยที่เชื้อไวรัสไม่ถูกกำจัด และหากเป็นไวรัสสายพันธุ์รุนแรง ก็มีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งในตำแหน่งติดเชื้อนั้นได้

แหล่งของเชื้อ HPV นั้นสามารถพบได้จากการสัมผัสรอยโรคโดยตรง คือทางเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อนี้ สำหรับหูดหงอนไก่นั้นถึงแม้เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับหูดทั่วไป คือเป็นเชื้อไวรัส HPV แต่การติดต่อหลัก คือการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ฝาสุข ภัณฑ์ ไม่ทำให้ติดหูดหงอนไก่ได้

ใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหูดหงอนไก่?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดหูดหงอนไก่ คือ

หูดหงอนไก่มีอาการอย่างไร?

อาการของหูดหงอนไก่ คือ

ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่ ?

เมื่อพบรอยโรค หรือความผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นรอยโรคหูดหงอนไก่ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา และเพื่อลดการแพร่กระจายโรคไปสู่บริเวณเนื้อเยื่อเมือกอื่นๆ หรือติดต่อสู่ผู้อื่น

แพทย์วินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่ได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคหูดหงอนไก่จาก ลักษณะรอยโรคเฉพาะที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือยืน ยันได้ด้วยการตรวจพยาธิสภาพจากชิ้นเนื้อตรงรอยโรค (การตรวจทางพยาธิวิทยา) ทั้งนี้ถ้ายังไม่มีรอยโรค/ยังไม่เห็นก้อนหูด จะวินิจฉัยโรคไม่ได้ และ ในกรณีที่ตรวจพบว่าเป็นหูดหงอนไก่ ควรต้องตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น โรคเอดส์ และ โรคซิฟิลิส ด้วยเสมอ เพราะมักพบเกิดร่วมกันได้

อนึ่ง อาจมีการตรวจเพิ่มเติม/การตรวจสืบค้นด้วยวิธีอื่นๆในแต่ละกรณีที่สงสัยว่ามีหูดหงอนไก่ในบริเวณที่พบได้ไม่บ่อย เช่น การส่องกล้องตรวจดูช่องคอ หรือ การส่องกล้องตรวจดูทวารหนัก เป็นต้น

แพทย์รักษาโรคหูดหงอนไก่อย่างไร?

โครงสร้างของเชื้อ HPV มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้เชื้อนั้นไม่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงที่รุน แรงของสิ่งแวดล้อมที่เชื้ออาศัยอยู่ เราจึงสามารถกำจัดเชื้อนี้ได้ด้วยการใช้ความร้อนจัด, ความเย็นจัด, หรือยาเคมีบำบัดบางชนิด ซึ่งวิธีการรักษา จะขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของรอยโรค อย่างไรก็ตาม มีมากกว่า 50% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา มักมีการกลับเป็นซ้ำอีกภายหลังหนึ่งปี ทั้งจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีใหม่ หรือจากการกลับเป็นซ้ำจากเชื้อไวรัสฯที่ยังคงเหลือ อยู่ในบริเวณเดิม โดยในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จะดื้อต่อการรักษา และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ สูงกว่าวิธีรักษาอื่น

  • การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า (Electrocauterization) หรือจี้ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (Laser ablation) เพื่อตัดรอยโรคออก โดยจะลดความเจ็บปวดในการรักษาด้วยการฉีดยาชาเฉพาะที่ ข้อเสียคือ ควันที่เกิดจากการจี้ในระหว่างการรักษา จะมีเชื้อไวรัส HPV อยู่ หากสูดดมเข้าไปมาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ HPV ในทางเดินหายใจได้ วิธีการนี้ มักใช้รักษาหูดที่มีขนาดใหญ่ที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ทั้งนี้ การรักษาวิธีนี้ โรคมีโอกาสกลับเป็นซ้ำประมาณ 5-50%
  • การรักษาด้วยการจี้ด้วยความเย็น (Cryotherapy) โดยใช้ไม้พันสำลีชุบไนโตรเจนเหลว (Liquid nitrogen) ป้ายที่รอยโรค หรือพ่นเป็นสเปรย์ลงที่รอยโรค โดยให้ความเย็นสัมผัสรอยโรคเป็นเวลานานประมาณ 10-15 วินาที อาจมีรอยดำหลังการรักษา มีอาการเจ็บปวดบ้างขณะรักษา แต่เป็นระดับที่สามารถทนได้โดยไม่ต้องใช้ยาชา ทำซ้ำได้ทุก 2 สัปดาห์จนกว่ารอยโรคจะหาย ซึ่งจะขึ้นกับขนาดของรอยโรค วิธีนี้โรคมีโอกาสเกิดเป็นซ้ำได้ประมาณ 20-40%
  • การตัดหูดหงอนไก่ออกด้วยมีดผ่าตัด โดยอาศัยการฉีดยาชาเฉพาะที่ เป็นวิธีที่ลดการกลับเป็นซ้ำของหูดหงอนไก่ได้มากที่สุด คือ อัตราการกลับเป็นซ้ำเหลืออยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งวิธีนี้ ใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่่นๆ
  • แต้ม/ป้ายรอยโรคด้วยน้ำยา 25% Podophyllin ซึ่งต้องให้การรักษาโดยแพทย์เช่นกัน โดยแต้มยาทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมงแล้วล้างออก ให้การรักษาทุกสัปดาห์จนรอยโรคหาย ซึ่งมักใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดรอยโรค อาจมีอาการระคายเคือง แสบบริเวณที่แต้มยา วิธีนี้มีโอกาสเกิดเป็นซ้ำประมาณ 20-35%
  • แต้ม/ป้ายรอยโรคด้วยน้ำยา 50-70% Trichloroacetic acid โดยไม่ต้องล้างออก เป็นการรัก ษาโดยแพทย์เช่นกัน การรักษาอาจทำให้มีอาการแสบและระคายเคืองตรงรอยโรคได้ และรัก ษาซ้ำได้ทุก 2 สัปดาห์จนรอยโรคหาย ซึ่งการรักษาวิธีนี้ โอกาสเกิดเป็นซ้ำประมาณ 35%
  • ใช้ยา 5% Imiquimod ทา/ป้ายรอยโรค เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายให้กำ จัดเชื้อ HPV เป็นวิธีรักษาในหูดหงอนไก่ชนิดราบที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณเยื่อเมือก เป็นวิธีรักษาโดยแพทย์เช่นกัน โดยมีโอกาสเกิดเป็นซ้ำประมาณ 20%

สำหรับการเลือกวิธีการรักษานั้น ขึ้นอยู่กับ ขนาด ตำแหน่ง และจำนวนของหูดหงอนไก่ ตัวอย่างเช่น หากเป็นหูดฯชนิดราบที่อวัยวะเพศ แพทย์อาจทดลองรักษาด้วยการทายา Imiqui mod ก่อน หากกลับเป็นซ้ำ ก็พิจารณาเปลี่ยนการรักษาเป็นการจี้เย็น สำหรับหูดฯที่ดื้อต่อการรักษา หรือเป็นซ้ำตำแหน่งเดิมหลายครั้ง อาจพิจารณาเป็นการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป แต่หากเป็นหูดฯที่มีขนาดใหญ่ ก็พิจารณารักษาด้วยการการจี้ไฟฟ้าหรือเลเซอร์ เป็นอันดับแรก หากเป็นหูดที่เกิดบริเวณเยื่อเมือกของอวัยวะเพศ ก็พิจารณารักษาด้วยน้ำยา Podophylin เนื่อง จากมีการตอบสนองต่อการรักษาดี

นอกจากนั้น หากคู่นอนมีอาการของหูดหงอนไก่ ก็ควรพามารักษาเพื่อป้องกันการกลับ มาติดซ้ำจากคู่นอนหลังการรักษา หรือหากไม่แน่ใจ ควรพาคู่นอนมาพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ช่วยตรวจวินิจฉัย เนื่องจากหูดหงอนไก่ต่างจากหูดทั่วไปคือ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โอ กาสการติดจากทางอื่นที่มิใช่การมีเพศสัมพันธ์นั้นพบได้น้อยมาก แต่หากผู้อื่นที่อยู่ร่วมกันภาย ในบ้านมีรอยโรคที่ต้องสงสัย ก็ควรพามาพบแพทย์ เพื่อทำการวินิจฉัยเพื่อให้การรักษาที่เหมาะ สม และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายสู่คนอื่นๆในครอบครัว

*****หมายเหตุ: การรักษาหูดหงอนไก่ ทุกวิธีการ ต้องรักษาโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยารักษาเอง เพราะอาจส่งผลข้างเคียงเกิดแผลต่อเนื้อเยื่อปกติรอบๆรอยโรคได้รุนแรง

โรคหูดหงอนไก่ก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

นอกจากลักษณะของรอยโรคของหูดหงอนไก่ ที่ทำให้เกิดความไม่น่าดูแล้ว สำหรับการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่รุนแรง เช่น HPV สายพันธ์ 16, 18 ยังทำให้เกิดโรคมะเร็งในระบบสืบ พันธุ์ และมะเร็งทวารหนักได้ ส่วนผลข้างเคียงอื่นขึ้นกับตำแหน่งของรอยโรค เช่น อาการเลือด ออกหลังมีเพศสัมพันธ์ อาจมีสาเหตุจากเลือดที่ออกจากหูดหงอนไก่ภายในปากมดลูกได้ หรือมารดาที่คลอดบุตรขณะมีรอยโรค ก็อาจทำให้ทารกติดเชื้อ HPV ได้

โรคหูดหงอนไก่มีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรค หรือผลของการรักษาโรคหูดหงอนไก่ คือ

เมื่อเป็นโรคหูดหงอนไก่ควรดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหูดหงอนไก่ ได้แก่

  • ติดตามการรักษาโดยการมาพบแพทย์ตามนัดเสมอ
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างการรักษา หรือหากจำเป็นให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ
  • พาคู่นอนมาทำการตรวจและรักษาด้วยเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำกันไปมา
  • หากสัมผัสรอยโรคให้ล้างบริเวณที่สัมผัส และล้างมือมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
  • ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ เป็นประจำ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)

เมื่อไหร่ต้องควรแพทย์ก่อนนัด?

หลังการรักษาหูดหงอนไก่ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษา แดง เจ็บระคายเคืองเป็นบริเวณกว้าง และ/หรือ กังวลในอาการ ควรพบแพทย์ก่อนนัดเสมอ

ป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถป้องกัน และรักษาหูดหงอนไก่ได้ 100% เนื่องจากหูดหงอนไก่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (คือจากผิวหนังสู่ผิวหนัง) หากมีคู่นอนหลายคน ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ หากต้องมีเพศสัมพันธ์ควรใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV การใช้ถุงยางอนามัยแม้จะไม่สามารถป้องกันหูดหงอนไก่ได้ 100% แต่ก็เป็นการป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆด้วย

อนึ่ง การใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ห้องน้ำ ฝารองนั่ง สระว่ายน้ำ ไม่ทำให้ติดเชื้อหูดหงอนไก่

สำหรับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก วัคซีนเอชพีวี) ปัจจุบันได้มีการผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV 4 สายพันธุ์สำคัญออกมาในเข็มเดียวกัน คือ HPV 6, 11 ที่เป็นสาเหตุใน 90% ของหูดหงอนไก่ และ HPV 16, 18 ที่เป็นสาเหตุประมาณ 70% ของมะเร็งปากมดลูก วัคซีนนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ย่อย 6, 11, 16, 18 ได้ประมาณ 99% หากฉีดก่อนการติดเชื้อ จึงแนะนำให้ฉีดได้ในทั้งเด็กหญิงและชายที่อายุ 11-12 ปี สำหรับประโยชน์ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกจาก HPV 16, 18 นั้น ถึงแม้ว่าฉีดวัคซีนทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัส HPV 16, 18 แล้วแต่ก็ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกนั้นมีหลายชนิด และไม่ได้เกิดจาก HPV 16, 18 เพียงอย่างเดียว สำหรับการป้องกันหูดหงอนไก่ หลังฉีดวัคซีนนั้นก็ยังแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัย และมีเพศสัมพันธ์เฉพาะคู่ของตน เนื่องจากวัคซีน HPV 6, 11 นั้นป้องกันโรคได้เพียง 90% ของผู้ติดเชื้อเฉพาะที่เกิดจาก HPV 6, 11เท่านั้น

บรรณานุกรม

  1. Klaus Wolff, Lowell A Goldsmith , Stephen I Katz , Barbara A Gilchrest,Amy S. Paller, David J.Leffell ; Fitzpatrick's dermatology in General medicine ; seven edition ; Mc Grawhill medical
  2. Condyloma accuminata http://emedicine.medscape.com/article/781735-overview [2013,Sept22].
  3. ปรียา กุลละวณิชย์, ประวิตร พิศาลบุตร บรรณาธิการ. ตำราโรคผิวหนังในเวชปฏิบัติปัจจุบัน Dermatology 2010 พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ โฮลิสติก พับลิชชิ่ง. 2548, 231-234.
  4. Management of genital wart ; American Family Physician ;December 2004 http://www.aafp.org/afp/2004/1215/p2335.html [2013,Sept22].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Fiat Nikkii4567
Frame Bottom