Frame Top

หากสัมผัสสารพิษ ฝ่าวิกฤติเบื้องต้นอย่างไรดี (ตอนที่ 2)

โดย ปฐมา ลอออรรถพงศ์
14 พฤษภาคม 2012

ส่วน โซเดียมไฮโปคลอไรต์ (Sodium hypochlorite) เป็นสารเคมีที่รู้จักกันในบรรดาผู้บริโภค ในนาม “สารฟอกขาว” (Clorox) ที่ใช้เป็นสารฆ่าเชื้อ หรือสารทำความสะอาด ผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2332 โดยการนำก๊าซคลอรีน (Chlorine gas) ผ่านสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต (Sodium carbonate) ซึ่งของเหลวที่ได้เป็นสารละลายอย่างอ่อนของโซเดียมไฮโปคลอไรต์

ต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ โดยการสกัดกรดมะนาว (Chlorinated lime) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “ผงซักฟอก” (Bleaching powder) ร่วมกับโซเดียมคาร์บอเนต เพื่อให้ได้ระดับคลอรีนที่ต่ำ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ (Antiseptic) ในโรงพยาบาล ที่มีชื่อการค้าว่า Eusol และ Dakin’s solution

น้ำยาฟอกขาว (Bleach) ที่ใช้ในครัวเรือน มีโซเดียมไฮโปคลอไรต์ อยู่ 4–6% และโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide) อยู่ 0.01–0.05% โดยโซเดียมไฮดรอกไซด์ มักใช้ในการชะลอการแยกตัวโซเดียมไฮโปคลอไรต์ เป็นโซเดียมคลอไรด์กับโซเดียมคลอเรต

ปรกติเราใช้โซเดียมคลอไรต์ เพื่อขจัดคราบบนเสื้อผ้า ซึ่งจะใช้ได้ผลมากกับผ้าฝ้ายที่เป็นรอยได้ง่าย แต่ก็ขจัดคราบได้ง่ายเช่นกัน แต่สารฟอกขาวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ หรือปัจจุบันที่หันมานิยมใช้กัน คือโซเดียมไฮดรอกไซด์ ก็ล้วนแต่ทำให้ใยผ้าเสียหาย เสื่อมสภาพ และเก่าเร็ว จึงแนะนำให้ขจัดคราบผ้าเฉพาะจุดที่เปื้อน และเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ใช้เอง

การใช้กรดอ่อนๆ เช่น น้ำส้ม (Vinegar) ทาลงบริเวณที่ต้องการขจัดคราบก่อน ก็จะทำให้โซเดียมไฮดรอกไซด์กลายสภาพเป็นกลาง และช่วยทำให้สารคลอรีนในไฮโปคลอไรต์ที่ปรกติจะตกค้างบนเสื้อผ้านั้น ระเหยหายไป การใช้น้ำร้อนก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารฟอกขาว เนื่องจากกระตุ้นโมเลกุลให้ออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง

การใช้สารฟอกขาวเพียง 2% ผสมกับน้ำอุ่น เทลงบนผิวหน้าเบียร์และไวน์ เป็นการฆ่าเชื้อก่อนหมักเบียร์และไวน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนซึ่งเป็นอันตราย นอกจากนั้น ปัจจุบันก็มีการใช้สารโซเดียมไฮโปคลอไรต์ในการรักษารากฟัน เนื่องจากได้ผลในการทำลายแหล่งเชื้อโรค

กฏหมายสหรัฐอเมริกาอนุญาติให้ใช้สารละลายที่มีสารฟอกขาว เพื่อฆ่าเชื้อในกระบวนการผลิตอาหารได้โดยต้องสะเด็ดน้ำก่อนสัมผัสกับอาหาร และสารละลายดังกล่าวต้องเจือจาง โดยความเข้มข้นต้องไม่เกิน 200 ppm [= Part per million หรือต่อหนึ่งล้านส่วน ซึ่งในกรณีนี้ คือ 1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม]

การใช้สารฟอกผ้าขาว 1 ส่วนต่อน้ำ 4 ส่วนก็มีฤทธิ์พอในการฆ่าแบคทีเรียและไวรัสหลายชนิด และยังสามารถฆ่าเชื้อโรคบนอุปกรณ์ [ทางการแพทย์] และบริเวณพื้นผิวสัมผัสในโรงพยาบาล สารละลายมีฤทธิ์กัดกร่อน และต้องทำความสะอาดหลังใช้ประโยชน์ที่ต้องการ เช่น อาจใช้แอลกอฮอล์เอธานอล (Ethanol) ทำความสะอาดอีกครั้ง

มีการใช้สารฟอกขาวในครัวเรือนเจือจาง 3% ในการเติมคลอรีนลงในบ่อหรือในระบบบำบัดน้ำ [เพื่อฆ่าเชื้อโรค] แต่ในระบบที่ใหญ่ขึ้น การใช้โซเดียมไฮโปคลอไรต์จะเหมาะสมกว่าในทางปฏิบัติ เพราะใช้อัตราส่วนที่ต่ำกว่า แต่ความเป็นด่างในสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ มักก่อให้แร่ธาตุ (เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต) ตกตะกอน ดังนั้น การเติมคลอรีนมักแถมปัญหาการอุดตัน และการตกตะกอนก็ยังช่วยสะสมแบคทีเรีย ทำให้บางครั้งการฆ่าเชื้อได้ผลน้อย

แหล่งข้อมูล:

  1. “รมช.สธ.” เผยเหยื่อโรงงานระยองบึ้ม นอนโรงพยาบาล 35 รายปลอดภัย-ระดมแพทย์เคลื่อนที่ช่วยประชาชน http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000056260 [2012, May 13].
  2. Sodium Hypochlorite. http://en.wikipedia.org/wiki/Sodium_hypochlorite [2012, May 13].
Blog

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom