Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หัวใจ  ระบบหัวใจและหลอดเลือด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เจ็บหน้าอก 

หัวใจวายคืออะไร?

หัวใจวาย หรือหัวใจล้มเหลว (Heart failure) คือ ภาวะที่หัวใจหยุดทำงาน หรือ หัวใจหยุด หรือหัวใจหยุดเต้น (Cardiac arrest) จนเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดฉับพลันทันที หรือค่อยเป็นค่อยไป

สาเหตุหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้หัวใจหยุดทำงานคือ การที่หลอดเลือดหัวใจอุดตัน (จากการเกิดลิ่มเลือดไปอุด) ส่งผลให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลทำให้เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว หรือ เรียกได้อีกอย่างว่า ภาวะหัวใจเต้นแผ่วระรัว (Cardiac fibrillation) ซึ่งเป็นสาเหตุให้หัวใจเสียการบีบตัว จนไม่สามารถทำหน้าที่ที่เป็นเสมือนปั๊มน้ำได้ จนในที่สุด เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

การที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันจากลิ่มเลือดนั้น ถึงแม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เกิดผลร้ายมากนัก นอกเหนือไปจากอาการเจ็บแน่นหน้าอกเป็นเวลานาน (ที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Heart attack) แต่บ่อยครั้งก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ (ส่วนหนึ่งจะเสียชีวิตฉับ พลันทันที ก่อนที่จะได้พบแพทย์) และถึงแม้ไม่เสียชีวิต ก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและหัวใจวายตามมาได้ ข้อที่น่าสังเกตและเป็นบทเรียนคือ ผู้ที่มีการอุดตันเกิดขึ้นฉับพลัน มักเป็นผู้ที่ไม่เคยมีความเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน ส่วนใหญ่ไม่เคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเล็กๆน้อยๆนำมาเลย

สิ่งที่แพทย์จะต้องทำ เมื่อมีผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายเนื่องมาจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย (จากหลอดเลือดหัวใจอุดตันจากลิ่มเลือด) คือ การช่วยลดภาวะเจ็บป่วยจากอาการแน่นหน้าอก การหายใจไม่ออก และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ลดโอกาสผู้ป่วยเสียชีวิต (อัตราการตาย) ซึ่งสิ่งที่จะช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ การเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะไฟ ฟ้าหัวใจพลิ้ว และการแก้ไขภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

อนึ่งภาวะหัวใจวาย เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่บทความนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะ หัวใจวายที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากการมีหลอดเลือดหัวใจอุดตัน เท่านั้น

หัวใจวายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ

ภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันมีอันตรายอย่างไร?

หัวใจ เป็นอวัยวะที่มีเซลล์กล้ามเนื้อที่หดตัวบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่าง กาย กล้ามเนื้อหัวใจเหล่านี้ต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดที่ไปเลี้ยงผ่านทางหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเรียกว่า หลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery) กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวตามการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ ซึ่งจะแผ่ไปในทางเดียวกันและก่อ ให้เกิดการบีบตัวพร้อมๆกันของทุกๆเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อประสิทธิภาพในการผลักส่งเลือด ดังนั้นเมื่อมีภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตัน จึงอาจส่งผลให้เกิดความผิด ปกติในการบีบตัวส่งเลือดและในภาวะไฟฟ้าของหัวใจ ซึ่งจะเป็นสาเหตุทำให้หัวใจวาย และผู้ป่วยเสียชีวิตได้จาก ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วและการบีบตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วคืออะไร?

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว คือ การที่กระแสไฟฟ้าในหัวใจไม่ได้แผ่ไปในทางเดียวกัน แต่แตกกระสานซ่านกระเซ็นไปในทุกทาง ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้ ซึ่งถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือภาวะหัวใจเสียจังหวะ (Arrhythmia) ชนิดหนึ่งซึ่งรุนแรง

บางครั้งภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วเกิดเป็นช่วงสั้นๆและหายไปได้เอง แต่บ่อยครั้งที่ไม่หายไปเอง จึงส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นและผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ในขณะ ที่กล้ามเนื้อหัวใจกำลังขาดเลือดและเซลล์กำลังตาย โดยจะพบได้บ่อยในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็อาจเกิดได้ภายหลังอุดตัน 24 ชั่วโมงไปแล้วก็ได้

ถึงแม้ว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย ไม่เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว แต่ก็ยังคงเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกล้ามเนื้อหัวใจตายไปมากจนกล้ามเนื้อที่เหลืออยู่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ประมาณว่า ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้าย (หัวใจมี 4 ห้อง ห้องบน 2ห้อง/ซ้ายและขวา และห้องล่าง 2 ห้อง/ซ้ายและขวา) ซึ่งเป็นห้องสำคัญ ตายไปมากกว่า 40% หัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ความดันเลือดต่ำ และเกิดภาวะช็อกจนเสียชีวิตตามมา ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตได้แต่มีการทำงานของหัวใจลดลง ไม่สามารถบีบตัวได้ดีเหมือนเดิม ก็จะมีภาวะหัวใจวาย โดยจะมีอาการเหนื่อยเมื่อมีการออกแรง หรือ ออกกำลัง

การตายอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อหัวใจนี้ จะเกิดได้เร็วและได้มากในช่วงแรกๆของการอุดตัน ซึ่งถ้าแก้ไขภาวการณ์อุดตันของหลอดเลือดได้ ก็จะทำให้การรอดตายของกล้ามเนื้อมีมากขึ้น ทำให้โอกาสเกิดภาวะหัวใจวาย และผู้ป่วยเสียชีวิตลดลง กล้าม เนื้อหัวใจที่มีหลอดเลือดอุดตันไปเลี้ยงนั้น จะตายเกือบหมดถ้าหลอดเลือดอุดตันนานมากกว่า 6 ชั่วโมงไปแล้ว

รักษาภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วได้อย่างไร?

การรักษาเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วอันเนื่องจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันนั้น จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าช็อกหัวใจเป็นสำคัญ โดยมีหลักคิดทางวิทยา ศาสตร์คือ ภาวะหัวใจพลิ้วเป็นความผิดปกติทางไฟฟ้าหัวใจ และเมื่อใช้กระแสไฟฟ้าช็อกหัวใจแล้ว เซลล์ทุกเซลล์ในหัวใจก็จะถูกกระตุ้นพร้อมกันหมด และหยุดพลิ้วได้ ทั้งนี้ เซลล์ตัวนำกระแสไฟฟ้าปกติของหัวใจ จะกลับมาทำงานก่อนเซลล์อื่นๆ ซึ่งก็จะชี้นำให้เกิดกระแสไฟฟ้าหัวใจไปในทางเดียวกัน จนหัวใจกลับบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

การช็อกหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้านี้จะต้องใช้เครื่องช็อกที่คล้ายแต่ไม่เหมือนกับกระแสไฟบ้าน ซึ่งเครื่องที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบัน เป็นการช็อกหัวใจผ่านผนังและกล้าม เนื้อหน้าอก ทำให้เมื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น กล้ามเนื้อหน้าอกและร่างกายส่วนบนก็จะถูกกระตุ้นทางไฟฟ้า เกิดการกระตุกไปทั่ว ดังที่คงเคยเห็นในภาพยนตร์ การรักษานี้เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ประโยชน์มาก

จากประวัติการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกและมีกล้ามเนื้อหัวใจตาย ในภาพรวมในช่วงปีทศวรรษ 1950-1960 ก่อนที่จะมีห้องซีซียู (CCU, Cardiac Care Unit, ห้องดูแลเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจเฉียบพลัน) และการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องช็อกหัวใจนั้น อัตราการเสียชีวิตมากกว่า 30% แต่เมื่อมีการเฝ้าระวังจังหวะการเต้นของหัวใจในซีซียู และใช้การช็อกหัวใจเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว อัตราการเสียชีวิตลดลงได้มากกว่าครึ่ง และอยู่ในช่วง 15% ซึ่งผลส่วนใหญ่ที่ผ่านมาก็เกิดจากการลดอัตราการตายจากการรักษาภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วนี้ อาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะมาถึงโรงพยาบาล แต่ถ้าสามารถพาผู้ป่วยถึงห้องฉุกเฉินได้ทันเวลา หรือถ้ามีรถพยาบาลที่มีเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจไปถึงได้เร็วพอ ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดตายได้ด้วยการช็อกหัวใจด้วยกระแส ไฟฟ้า แต่ถ้ารอนานเกินไป (นานมากกว่า 15 นาทีหลังจากที่หมดสติไป) ก็อาจไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ หรือในบางรายหัวใจหยุดนิ่งไปนาน ส่งผลให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง ถึงแม้หัวใจถูกกระตุกกลับมาได้ และสามารถกลับมาบีบตัวได้เหมือนเดิม แต่สมองขาดเลือดเลี้ยงเป็นระยะเวลานาน ก็ทำให้ผู้ป่วยไม่ฟื้นหรือไม่ตื่น เพราะเกิดภาวะเซลล์สมองตาย หรือที่เรียกว่าเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา

ดังนั้น 6 ชั่วโมงแรก นอกจากเป็นช่วงเวลาที่อาจเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีความสำคัญคือ เป็นช่วงที่จะมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง จำนวนหรือปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ตาย มีความ สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิต และอัตราการเกิดภาวะหัวใจวายของผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งถ้ามีกล้ามเนื้อหัวใจตายมาก หัวใจก็จะมีความสามารถในการบีบตัวลดลง โอกาสที่จะเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจวายก็จะมากขึ้น ภาวะหัวใจวายจะทำให้ผู้ที่รอดชีวิต มีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนราบไม่ได้ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ตามปกติ

การตายของกล้ามเนื้อหัวใจสามารถถูกจำกัดให้มีจำนวนหรือปริมาณน้อยลงได้ด้วยการคลายการอุดตันที่เกิดจากลิ่มเลือด ความสามารถในการคลายการอุดตันของหลอดเลือด (ซึ่งช่วยให้รอดชีวิตและช่วยลดอุบัติการภาวะหัวใจวาย) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอุดตันและวิธีคลายการอุดตัน จะได้ผลดีมากภายในช่วง 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก (คือปริมาณการตายของกล้ามเนื้อหัวใจลดลงได้มาก อัตราของการกลับมาทำงานของหัวใจจะดีขึ้น และโอกาสเสียชีวิตจะน้อยลง) ผลเหล่านี้จะดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงแรก เพราะการตายของกล้ามเนื้อหัวใจจะเกิด ขึ้นเร็วมากในช่วงแรกและช้าลงตามลำดับดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม การตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ยังขึ้นอยู่กับ ภาวะความต้องการออกซิเจนในช่วงที่เกิดการอุดตัน และภาวะมีเลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดเส้นอื่น (กล้ามเนื้อหัวใจมีช่องทางเล็กๆหรือหลอดเลือดฝอยส่งต่ออ้อมข้ามถึงกันระหว่างหลอดเลือดโคโรนารี) ถ้ามีการทำงานของหัวใจมาก (โดยวัดจากอัตราการเต้นต่อนาทีและความดันเลือด) ก็จะต้องการออกซิเจนมากและเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจได้เร็วและได้มาก ถ้าการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ยังไม่มากนักก็จะใช้เวลาในการตายช้าลง ถึงแม้คนส่วนใหญ่กล้ามเนื้อหัวใจมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอาจจะใช้เวลานานขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น 12 ชั่วโมงได้ เพราะมีการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจน้อย และ/หรือ พอจะมีเลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดฝอย และตราบใดที่ยังมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกอยู่ ก็ยังจะได้ประโยชน์จากการรักษาเพื่อคลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ

รักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างไร?

การคลาย หรือสลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบันเป็นการรักษาที่มีประโยชน์มาก โดยเมื่อมีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อีกครั้งก็จะทำให้กล้ามเนื้อกลับ มาบีบตัวได้ตามปกติ และโอกาสที่จะเสียชีวิตหรือเกิดภาวะหัวใจวายก็จะลดลง

การคลาย หรือสลาย การอุดตันนั้น แพทย์มีวิธีการหลายแบบตามความเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน โดยมีการใช้ยาละลายลิ่มเลือดและการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยลูกโป่งเป็นการรักษาที่สำคัญ

โดยธรรมชาติแล้วภาวะอุดตันโดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดโคโรนารีนั้น สามารถคลายตัวได้เองจากสารละลายลิ่มเลือดโดยธรรมชาติ แต่มักจะเกิดขึ้นได้ช้าและไม่ต่อ เนื่อง คือยังมีการอุดตันซ้ำใหม่เป็นๆหายๆได้มาก ซึ่ง กล้ามเนื้อหัวใจจะตายเพิ่มทุกครั้งที่มีการอุดตันซ้ำใหม่ และโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก็จะมากขึ้น การใช้ยาเพื่อละลายลิ่มเลือดเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยที่ยาละลายลิ่มเลือดจะทำให้หลอดเลือดโคโรนารีคลายการอุดตันได้เร็วขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น (เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก) หัวใจสามารถกลับมาบีบตัวได้ดีขึ้น และ โอกาสรอดชีวิตมีมากขึ้น เมื่อเทียบกับการไม่ได้ให้ยา

ยาละลายลิ่มเลือดจะได้ผลมากที่สุดในการทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และ มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นถ้าสามารถให้ยาได้ในช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจยังตายไม่หมด คือในช่วง 6 ชั่วโมงแรก โดยเฉพาะช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจะเป็นช่วงที่ได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถลดอัตราการตายได้มากกว่า 50% ซึ่งผลการลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และประโยชน์จะได้น้อยมากเมื่อเวลาผ่านไปนานเกินกว่า 12 ชั่วโมง ดังนั้นในทุกชั่วโมงที่ผ่านไปมีค่า ไม่ใช่ว่าสามารถรอได้ถึง 6 หรือ 12 ชั่วโมงถึงจะรักษาก็ได้ ควรให้การรักษาเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด

ผู้ป่วยบางราย ที่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการใช้ยาละลายลิ่มเลือด จึงไม่สามารถใช้ยาดังกล่าวได้ แต่ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ หรือ ห้อง แคท แล็บ (Cath lab, Cardiac Catheterization laboratory) ก็มีทางเลือกอีกทางคือ การขยายหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีด้วยลูกโป่ง (Ballooning) ซึ่งให้ผลรักษาได้ดี ไม่ด้อยไปกว่าการใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยที่อัตราการตายของผู้ป่วยและของกล้ามเนื้อหัวใจ อัตราการตายซ้ำใหม่ของกล้ามเนื้อหัวใจลดลง รวมไปถึงอัตราการเกิดภาวะหัวใจวาย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า 6 ชั่วโมงแรกหลังจากมีการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ หรือจากที่ผู้ป่วยมีอาการ มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงและเป็นช่วงที่จะได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดูแลเฝ้าระวังจังหวะการเต้น และ การทำงานของหัวใจ ภายในสถานที่ที่สามารถแก้ไขภาวะวิกฤตทางหัวใจได้ คือ ห้องซีซียู หรือ ห้องไอซียู (ICU, Intensive Care Unit) ทั้งนี้ ความเสี่ยง หรืออันตรายที่พบได้ในช่วงนี้และน่ากลัวมากที่สุดคือ การเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว และหัวใจหยุดเต้น นิ่งจนผู้ป่วยเสียชีวิต และประโยชน์ที่จะได้นอกเหนือไปจากการรักษาภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นช่วงโอกาสทองที่จะลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจด้วยการรักษาคลายการอุดตันของหลอดเลือดโคโรนารี

มีข้อแนะนำในการพบแพทย์อย่างไร?

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วย และผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสสูงที่จะมีภาวะหรือ โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ) คือ ความจำเป็นที่ต้องมาพบแพทย์เมื่อมีอาการอันสงสัยได้ว่าจะมีภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน อาการดังกล่าวก็คือ อาการเจ็บแน่นหน้าอกเมื่อขณะไม่ได้มีการออกกำลังหรือเมื่อเอยู่เฉยๆ ที่เจ็บแน่นเป็นเวลานานกว่า 30 นาที และในคนที่รู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีตีบตันมาก่อนก็คือ การที่อาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นหลังจากที่อมยาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) ไปแล้ว 2-3 ครั้ง ก็ควรระลึกว่าหลอดเลือดหัวใจที่เคยตีบอยู่อาจจะอุดตันเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ที่เป็นโรค หรือผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคแต่มีปัจจัยเสี่ยงเมื่อมีอาการดังกล่าวจะ ต้องรีบไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลต่อเนื่องที่เหมาะสม

ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นที่คาดกันว่าจะมีผู้ป่วยหัวใจวายเพิ่มมากขึ้น ด้วยเพราะประชากรไทยที่มีจำนวนมากขึ้น เสียชีวิตจากโรคอื่นๆน้อยลง มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ดี (ถึงแม้ว่าประเทศเรายังคงเป็นหนี้อยู่มากก็ตาม) ความชุกของปัจจัยเสี่ยงที่ก่อ ให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมีมากขึ้น อันได้แก่ ระดับน้ำตาโรค(เบาหวาน) ระดับไขมันในเลือด (โรค/ภาวะไขมันในเลือดสูง) และระดับความดันโลหิต/เลือด (โรคความดันโลหิตสูง) ที่สูงขึ้นตามลำดับ บวกกับจำนวนประชากรที่สูบบุหรี่ยังคงมีสูงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้ถึงปัจจัยเสี่ยง และการรีบพบแพทย์เป็นการฉุกเฉินเมื่อมีอาการดังกล่าว แก่ทั้ง บุคคลทั่วไป และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้เพื่อเมื่อมีโรคเกิดขึ้น จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

สรุปสาระสำคัญเรื่องหัวใจวาย

หัวใจวายคือ การหยุดทำงานของหัวใจและเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต สาเหตุหลักของหัวใจวายในปัจจุบันคือ การมีลิ่มเลือดอุดตันฉับพลันในหลอดเลือดโคโรนารี ทำให้เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วเสียชีวิตฉับพลันได้ หรือเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนไม่มีประสิทธิภาพในการบีบตัวและผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายในเวลาต่อม

ระยะ 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เป็นระยะเวลาที่สำคัญเพราะเป็นช่วงที่จะมีอันตรายจากภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วได้บ่อย และเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นได้เร็ว เป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษาในห้องซีซียู และจากการรักษาเพื่อสลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งมีการใช้ยาและการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งเป็นหลัก

ตัวอย่างผู้ป่วยที่ 1

นายสมมติ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี มีอาชีพขับรถรับจ้าง มีนิสัยที่สูบบุหรี่อยู่เป็นประจำ รูปร่างท้วมและลงพุงเพราะทานอาหารได้ตามอำเภอใจและไม่นิยมการออกกำลังกาย วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2545 นายสมมติเกิดอาการจุกแน่นบริเวณเหนือลิ้นปี่ ร้าวขึ้นไปที่กรามและที่แขนซ้าย อาการเป็นอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง และเริ่มมีอาการเหนื่อย หาย ใจลำบากร่วมด้วยในเวลาต่อมา นายสมมติรักษาตัวเองด้วยยาน้ำขาวๆเพราะคิดว่าอาหารไม่ย่อย แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น เลยตัดสินใจไปนอนพักเพราะคิดว่ากินยาแล้วคงจะดีขึ้น ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอีก 3 ชั่วโมง แต่อาการไม่ดีขึ้นจึงตัดสินให้ญาตินำส่งโรงพยาบาล ในระหว่างที่นั่งรถไปโรงพยาบาล เกิดอาการแน่นหน้าอกมากขึ้น และรู้สึกหน้ามืด คลื่นไส้ และเป็นลมหมดสติไป ตัวเริ่มเขียว และหยุดหายใจในระหว่างที่กำลังเดินทาง เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉิน ก็ถูกนำตัวขึ้นเตียงเข้าห้องช่วยเหลือวิกฤต พบว่ามีภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว ซึ่งได้รับการรักษาด้วยการช็อกไฟฟ้าทันทีหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถช่วยกระตุกหัวใจให้กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติได้เลย แพทย์ทำการช่วยนวดหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ และให้ยาทางหลอดเลือดดำอีกเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วคงเกิดมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จึงไม่ตอบสนองต่อการรักษา และสาเหตุสำคัญที่เกิดแต่แรกคือภาวะการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีจากลิ่มเลือด

ถ้านายสมมติมีความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจบ้าง ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรค (สูบบุหรี่ ไม่นิยมการออกกำลังกาย และทานอาหารตามใจปาก) และไม่สามารถลดความน่าจะเกิดโรคได้ แต่ก็สามารถลดอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการตายของโรคที่จะเกิดได้ถ้าได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ถ้าเขาเริ่มไปโรงพยาบาลตั้งแต่เริ่มมีอาการในชั่วโมงแรก แพทย์สามารถตรวจพบว่าภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตันได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ อีเคจี หรือ อีซีจี (EKG หรือ ECG, Elektrokardiogram/ภาษาเยอรมัน, Electrocardiography) โดยเป็นการตรวจที่ไม่เจ็บไม่ปวดและไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก และสามารถให้การรักษาเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ ด้วยการเฝ้าระวังการเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วได้ และเมื่อเกิดอาการแต่แรก สามารถช็อกด้วยกระแสไฟฟ้าให้หายได้ เพราะเกิดในระยะเวลาไม่นาน นอกจากนั้นแล้วแพทย์ยังสามารถให้ยาเพื่อละลายลิ่มเลือดเพื่อลดอุบัติการของการเจ็บป่วยและอัตราการตายจากภาวะหัวใจล้มเหลวอันเป็นผลจากการตายอย่างต่อเนื่องของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเมื่อหลอดเลือดโคโรนารีอุดตัน ดังนั้น ถึงแม้ว่านายสมมติไม่เสียชีวิตจากภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วในวันแรกที่เกิดอาการแน่นหน้าอก ก็อาจจะเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายในวันต่อๆมาก็ได้

ตัวอย่างผู้ป่วยที่ 2

นางเปรียบเปรย (นามสมมุติ) อายุ 62 ปี เป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงอยู่แต่เดิม แต่ไม่ค่อยชอบการรักษาทางยา ชอบวิธีการรักษาทางธรรมชาติด้วยการกินวิตามิน เริ่มมีอาการแน่นหน้าอกเมื่อตอนตื่นนอนในเช้าวันหนึ่ง อาการเป็นมากขึ้นเรื่อยๆแต่ก็คิดว่าพอทนได้ ให้การรักษาตัวเองด้วยยาพื้นบ้านและผลไม้ อาการแน่นหน้าอกเป็นอยู่แทบทั้งวันและก็ค่อยหายไปเอง แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำใหม่เป็นระยะๆในวันต่อๆมา เธอเริ่มมีอาการเหนื่อยและหอบ เวลานอนราบกลางคืนบางครั้งจะต้องตื่นขึ้นมาเพราะหายใจลำบาก

อาการเหนื่อยของนางเปรียบเปรย เป็นมากขึ้นในวันที่ 5 หลังจากที่มี อาการแน่นหน้าอก ถึงแม้ว่าอาการแน่นหน้าอกจะหายไปแล้ว นางเปรียบเปรยได้เข้าพบแพทย์ซึ่งตรวจพบว่าเธอมีภาวะหัวใจวาย น้ำท่วมในปอด ได้ให้การรักษาด้วยยาจนอาการดีขึ้น รอดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถทำให้เธอกลับไปเป็นเหมือนเก่าได้ นางเปรียบเปรยจึงจำเป็นต้องจำกัดภารกิจ และ รับประทานยาเป็นประจำ

นางเปรียบเปรยนับว่ายังมีโชคอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าจะมีทุกข์เป็นโรคหัวใจ คือยังไม่เสียชีวิตแต่ก็มีคุณภาพของชีวิตที่แย่ลง นางเปรียบเปรยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันจนกล้ามเนื้อหัวใจตายไปเป็นจำนวนมาก และเกิดภาวะหัวใจวาย ทำงานลดลงมาก ถ้านางเปรียบเปรยมาพบแพทย์ตั้งแต่วันแรกของการเกิดอาการ แพทย์สามารถตรวจพบว่าหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน และสามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ยา (หรือทำการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งถ้ามีข้อจำกัดทางการใช้ยา) และยังสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยที่เธอเป็นอยู่ได้


เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 8 คน sirikul Makapong nid.budsarin ring.begin nattawut.wongpratum Happyvery03 natthaporn.homboon WuayWuay
Frame Bottom