Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ป้องกันไข้เหลือง 

บทนำ

โรคไข้เหลือง (Yellow Fever) จัดเป็นโรคติดต่อโดยเชื้อไวรัสในสกุลฟลาวิไวรัส (Flavivirus) โดยมียุงเป็นพาหะโรค ซึ่งอาจเป็นยุงลายบ้าน ยุงลายสวน หรือยุงป่าบางชนิด ผู้ติดเชื้อจะมีอาการ เช่น ไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ ปวดเมื่อยตากล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณแผ่นหลังและศีรษะ มีเลือดออกทางปาก มีอาการตัวเหลือง-ตาเหลืองหรือดีซ่านซึ่งอาการนี้ทำให้โรคนี้ได้ชื่อว่า”โรคไข้เหลือง” และหากผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้เนื่องจากภาวะตับวายและไตวาย

โรคไข้เหลือง เป็นโรคประจำถิ่นของทวีปอเมริกาใต้ และทวีปแอฟริกา โดยประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ ประเทศโบลิเวีย ประเทศบราซิล ประเทศโคลัมเบีย ประเทศเอกวาดอร์ และประเทศเปรู ซึ่งมีการประมาณว่า มีผู้ป่วยกว่า 2 แสนราย และเสียชีวิตกว่า 3 หมื่นคนต่อปี

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไข้เหลืองนี้ จะเป็นการแพร่กระจายในสัตว์จำพวกลิงเป็นส่วนใหญ่ การแพร่มายังมนุษย์ เกิดจากมนุษย์เข้าไปในบริเวณป่าและได้รับเชื้อจากสัตว์ผ่านยุงกัด เมื่อผู้ติดเชื้อกลับเข้ามาสู่เมืองแล้ว ยุงลายก็สามารถเป็นพาหะนำโรคแพร่กระจายจากผู้ป่วยสู่คนอื่นๆได้

ปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคไข้เหลืองโดยเฉพาะ โดยทั่วไปเป็นการรักษาในลักษณะประคับประคองตามอาการ คือ การให้ยาลดไข้ และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ การป้องกันโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง/วัคซีนโรคไข้เหลือง/วัคซีนไข้เหลือง(Yellow fever vaccine) แม้จะไม่มีการระบาดในประเทศไทยหรือในทวีปเอเชีย แต่การเดินทางไปในประเทศบางประเทศในทวีปอเมริกาใต้และทวีปแอฟริกา ผู้เดินทางควรได้รับวัคซีนนี้ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน

วัคซีนโรคไข้เหลืองมีรูปแบบเภสัชภัณฑ์ วิธีการบริหาร และขนาดการบริหารอย่างไร?

วัคซีนโรคไข้เหลือง

วัคซีนโรคไข้เหลือง เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็น(Live-virus vaccine)ที่ทำให้เชื้อไวรัสอ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถก่อโรคได้แล้ว แต่เพียงพอที่จะกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค/ภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ได โดยเตรียมจากไวรัสไข้เหลืองสายพันธุ์ 17D มีรูปแบบเภสัชภัณฑ์เป็นยาผงแห้ง (Freeze-dried) ซึ่งต้องนำมาผสมกับสารทำละลายที่ผู้ผลิตเตรียมไว้ เพื่อให้ได้วัคซีนพร้อมใช้ ปริมาตร 0.5 มิลลิลิตร โดยในปริมาตรดังกล่าว จะมีเชื้อไวรัสฯไม่น้อยกว่า 1,000 ยูนิต ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous injection) และเป็นการได้รับวัคซีนเพียงครั้งเดียว

โดยทั่วไป แนะนำให้ฉีดวัคซีนโรคไข้เหลืองเพียงครั้งเดียว ก่อนเดินทางอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้ได้นานประมาณ 10 ปี

วัคซีนโรคไข้เหลืองมีข้อควรระวังหรือข้อห้ามใช้อะไรบ้าง?

วัคซีนโรคไข้เหลืองมีข้อควรระวังหรือข้อห้ามใช้ เช่น

  • ห้ามใช้วัคซีนนี้กับผู้ที่แพ้ยา/แพ้วัคซีนนี้ หรือแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนนี้
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ไข่ หรือแพ้โปรตีนจากไก่ เนื่องจากมีการใช้ไข่ไก่ฟักในกระบวนการผลิตวัคซีนนี้
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ หรือไม่ทนต่อน้ำตาลแลคโตส(Lactose intolerance)
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย (Immunosuppressant, เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์) ผู้ป่วยที่กำลังได้รับการรักษาโดยรังสีรักษา (Radiotherapy) หรือผู้ป่วยที่กำลังได้รับยาเคมีบำบัด
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มีความผิดปกติของต่อมไทมัส ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งที่แสดงอาการ และ ที่ไม่แสดงอาการแต่มีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • หากมีอาการป่วย ไม่สบาย เช่น มีไข้ ไข้หวัด ให้เลื่อนนัดการรับวัคซีนนี้ออกไป โดยติดต่อสถานพยาบาล เพื่อการนัดวันรับวัคซีนเมื่อหายเป็นปกติแล้ว
  • ปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาฤทธิ์ของวัคซีนนี้ต่อการพัฒนาตัวอ่อนในครรภ์สัตว์ทดลอง จึงยังไม่มีผลการศึกษาด้านความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากวัคซีนนี้ต่อตัวอ่อนในครรภ์ของมนุษย์ด้วย โดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนนี้ในหญิงตั้งครรภ์ เว้นเสียแต่ว่า แพทย์ได้พิจารณาแล้วว่า วัคซีนนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากผลของวัคซีนนี้ต่อทารกในครรภ์ เช่น ความพิการแต่กำเนิด
  • ควรหลีกเลี่ยงการให้วัคซีนนี้ในหญิงที่กำลังอยู่ในช่วงระหว่างการให้นมบุตรเพราะยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัดถึงผลของวัคซีนนี้ต่อทารก

วัคซีนโรคไข้เหลืองก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างไรบ้าง?

โดยทั่วไป อาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียง ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ได้รับวัคซีนโรคไข้เหลือง จะเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีความรุนแรง กล่าวคือ มีอาการเล็กน้อย ณ บริเวณที่ฉีดวัคซีน เช่น ปวด บวม แดง หรือมีอาการคัน ซึ่งอาการจะหายไปเองใน 1-2วัน โดยไม่จำเป็นต้องมีการใช้ยารักษา

ผู้ได้รับวัคซีนนี้บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ หลังฉีดวัคซีนนี้ ซึ่งดูแลตนเองได้ด้วยการรับประทานยาลดไข้ Paracetamol แต่หากอาการไม่ดีขึ้น หรือไข้สูงมากขึ้น หรือมี อาการผิดปกติที่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ผู้รับวัคซีน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

ผู้รับวัคซีนนี้บางคนอาจเกิดอาการไม่พึงประสงค์ชนิดรุนแรง ซึ่งพบได้น้อย ได้แก่

ก. อาการแพ้แบบเฉียบพลัน: โดยจะมีอาการแสดง เช่น มีผื่นคัน ผื่นลมพิษ ขึ้นตามตัว ใบหน้า- ริมฝีปาก- และ/หรือเปลือกตา/หนังตาบวม หลอดลมตีบทำให้หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก

ข. อาการทางสมองหลังฉีดวัคซีน (Yellow fever vaccine-associated neurologic diseases) เช่น โรคสมองอักเสบ

ค. การทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายล้มเหลว (Yellow fever vaccine-associated viscerotropic disease) ซึ่งอาการแสดงของผลข้างเคียงนี้ มักไม่มีความจำเพาะเจาะจง แต่สามารถสังเกตได้หากผู้รับวัคซีนนี้แล้วเกิดอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง ปวดศีรษะรุนแรง หน้ามืด/เป็นลมเนื่องจากความดันโลหิตต่ำ มีอาการดีซ่าน (ตัว-ตาเหลือง) หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก

ทั้งนี้ หากผู้ป่วยหลังรับวัคซีนนี้แล้ว มีอาการรุนแรงดังกล่าวข้างต้น ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาลาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

*อนึ่ง โดยทั่วไป หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นภายในประมาณ 10 วัน นับจากวันที่ได้รับวัคซีนนี้

วัคซีนโรคไข้เหลืองเหมาะสำหรับใคร?และมีกำหนดการฉีดวัคซีนอย่างไร?

วัคซีนโรคไข้เหลืองเหมาะสำหรับบุคคลดังต่อไปนี้

  • วัคซีนโรคไข้เหลืองเหมาะสำหรับบุคคลอายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไป ถึงอายุ 60 ปี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้เหลือง หรือบุคคลที่ต้องการเดินทางไปยังบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้
  • สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 6-9 เดือน โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้วัคซีนนี้ เว้นแต่ว่าอาศัยในบริเวณที่มีการระบาดของโรค ดังนั้นการให้วัคซีนนี้ในเด็กวัยนี้จึงอยู่ในดุลพนิจของแพทย์เป็นกรณีไป
  • สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป อาจมีความเสี่ยงทีจะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจากวัคซีนนี้มากกว่าบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปี แพทย์สามารถพิจารณาให้วัคซีนนี้ได้ หากประโยชน์จากการได้รับวัคซีนนี้ มีมากกว่าความเสี่ยงของผู้ป่วยต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนนี้

ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2555 กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ได้ประกาศรายชื่อประเทศ หรือดินแดนที่เป็นเขตระบาดของโรคไข้เหลือง ได้แก่

ก. ทวีปอเมริกาใต้ 13 ประเทศ: ได้แก่ บราซิล โบลิเวีย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เกียนาฝรั่งเศส ปานามา เปรู เวเนซูเอลา ซูรินาเม ตรินิแดดแอนโตเบโก อาร์เจนตินา ปารากวัย

ข. ทวีปแอฟริกา 32 ประเทศ: ได้แก่ แองโกล่า เบนิน บูร์กินาฟาโซ บุรุนดิ แคเมอรูน สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก โกตดิวัวร์ เอธิโอเปีย แกมเบีย กาบอง กานา กีนี กินีบิสเซา อิเควทอเรียลกินี เคนยา ไลบีเรีย มาลี มอริเตเนีย ราวันดา เซาโตเมและปรินซิเป เซเนกัล เซียร์ราลิโอน โซมาเลีย ซูดาน ชาด โตโก ยูกันดา สาธารณรัฐแทนซาเนีย ซาอีร์ ไนเจอร์ และไนจีเรีย

สำหรับประเทศไทย ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนโรคไข้เหลือง ควรติดต่อสถานพยาบาลและปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าเนิ่นๆ เนื่องจากผู้ป่วยควรต้องได้รับการฉีดวัคซีนโรคไข้เหลืองอย่างน้อย 10 วัน ก่อนการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หรือมีการระบาดของเชื้อโรคไข้เหลือง และโรงพยาบาลทั่วไป มักไม่มีการสำรองวัคซีนนี้เก็บไว้

ตามกฎขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยสาธารณสุขสากล (International Health Regulations 2005) ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคบางชนิด ต้องได้รับวัคซีนป้องกัน ซึ่งโรคไข้เหลืองเป็นหนึ่งในโรคควบคุมที่ผู้เดินทางเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หรือมีการระบาด ต้องได้รับวัคซีนก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน เมื่อฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะออกหนังสือรับรองให้ ซึ่งจะมีการระบุวันที่เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนตามกฎขององค์การอนามัยโลกนั้น จำเป็นต้องมีการระบุเลขที่ของหนังสือเดินทาง (Passport) ไว้ด้วย ผู้เข้ารับวัคซีนนี้ จึงควรต้องพกหนังสือเดินทางไปยังสถานพยาบาลที่จะเข้ารับวัคซีนนี้ในวันที่ฉีดวัคซีนด้วย

การเข้าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือมีการระบาดของเชื้อโรคไข้เหลืองโดยไม่มีการฉีดวัคซีนนั้น เจ้าหน้าที่ด่านรวจคนเข้าเมืองของพื้นที่เสี่ยงนั้นๆ อาจปฏิเสธไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้

สามารถเข้ารับวัคซีนโรคไข้เหลืองได้ที่ใดบ้าง?

ในประเทศไทย มีสถานพยาบาล และหน่วยงานของรัฐ ที่มีบริการวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองเฉพาะเป็นบางแห่ง อาทิเช่น

  • สถาบันบำราศนราดูร
  • โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
  • คลินิกเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคและอายุรศาสตร์การท่องเที่ยว สถานเสาวภา สภากาชาดไทย
  • ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ท่าเรือ และท่าอากาศยานนานาชาติเฉพาะบางแห่ง

บรรณานุกรม

  1. "Yellow fever Fact sheet N°100". World Health Organization. May 2013.
  2. Yellow Fever Vaccine. US CDC. http://www.cdc.gov/yellowfever/[2016,July30]
  3. WHO Media Center. Yellow Fever. http://www.who.int/mediacentre/factsheets/fs100/en/ [2016,July30]
  4. Stamaril.http://www.medicines.org.uk/emc/medicine/9846 [2016,July30]
  5. International certificate of vaccination or prophylaxis. WHO. http://www.who.int/ihr/ports_airports/icvp/en/ [2016,July30]
  6. โรคไข้เหลือง (Yellow Fever). สถาบันบำราศนราดูร. http://bamras.ddc.moph.go.th/userfiles/Yellow%20fever.pdf [2016,July30]
  7. วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง. กรมควบคุมโรคติดต่อ. http://www.ddc.moph.go.th/ [2016,July30]
  8. โรคไข้เหลือง. สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค http://www.boe.moph.go.th/fact/Yellowfever.html [2016,July30]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน bigbookkung
Frame Bottom