Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

วัณโรค 

บทนำ

วัคซีนบีซีจี (BCG vaccine หรือ Bacillus Calmette Guerin vaccine) เป็นวัคซีนป้องกันวัณโรค (Tuberculosis หรือย่อว่า TB) เป็นวัคซีนเชื้อเป็นที่ทำให้เชื้อโรค/เชื้อวัณโรคอ่อนฤทธิ์ลง (Live attenuated bacteria) กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้วัคซีนบีซีจีเป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กไทยทุกคนควรได้รับตั้งแต่แรกเกิด

วัคซีนบีซีจีมีใช้มานานกว่า 80 ปี ผลิตครั้งแรกโดย Albert Calmette อายุรแพทย์ชาวฝรั่งเศส และ Calmille Guerin นักแบคทีเรียวิทยา (Bacteriologist) ชาวฝรั่งเศสเช่นกันแห่งสถาบันปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส โดยใช้เชื้อ “Mycobacterium bovis” ซึ่งได้จากฝีที่เต้านมของวัวแล้วนำมาเพาะเชื้อหลายๆครั้งในอาหารเลี้ยงเชื้อจนเชื้ออ่อนฤทธิ์ลง วัคซีนดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันวัณโรค โดยชื่อวัคซีนได้รับชื่อเรียกตามเชื้อและผู้ผลิตว่า “Bacillus Calmette Guerin” เรียกโดยย่อว่า “BCG” โดยกลไกการออกฤทธิ์ของวัคซีนบีซีจีคือ เป็นสารที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายเพื่อต่อต้านเชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis)

พ.ศ. 2464 ได้มีการนำวัคซีนบีซีจีมาใช้เป็นครั้งแรกในโลก โดยเริ่มที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเริ่มทดลองในเด็กแรกเกิดที่มีมารดาเสียชีวิตจากวัณโรค และเริ่มทดลองต่อในทารกคนอื่นๆที่มีมารดาเป็นวัณโรครุนแรง ระยะแรกการบริหาร/การใช้วัคซีนนี้จะบริหารโดยทางปาก ต่อมาพบว่าการให้วัคซีนบีซีจีโดยการฉีดเข้าผิวหนังส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่อเชื้อวัณโรคได้ดีกว่า ดังนั้นจึงแนะนำวิธี การบริหารวัคซีนบีซีจีเป็นการฉีดเข้าผิวหนัง

สำหรับประเทศไทยได้เริ่มผลิตวัคซีนบีซีจีตั้งแต่ พ.ศ. 2496 และปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีน ขึ้นเป็นระยะๆทั้งทางด้านสถานที่ผลิตและเครื่องมือผลิตที่จัดซื้อเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์รวมทั้งการพัฒนาทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้ได้วัคซีนที่มาจากการผลิตตามหลักเกณฑ์และมีคุณภาพตามมาตรฐานที่เป็นข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก

วัคซีนบีซีจีมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้อย่างไร?

วัคซีนบีซีจี

สรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ของวัคซีนบีซีจีคือ เป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กไทยทุกคนควรได้รับตั้งแต่แรกเกิดใช้ในการป้องกันการติดเชื้อวัณโรค ทำการฉีดให้แก่เด็กแรกเกิดทุกคนและทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี

ทั้งนี้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรค/ภูมิคุ้มกันฯต่อวัณโรคจะเกิดภายหลังการได้รับวัคซีนนี้ประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ และสร้างภูมิคุ้มกันฯอยู่ไปได้นานประมาณ 10 ปี วัคซีนจะให้ผลในการป้องกันวัณโรคโดยเฉพาะวัณโรคชนิดแพร่กระจาย (Disseminated tuberculosis) วัณโรคของเยื่อหุ้มสมองในเด็ก (TB meningitis) สูงถึง 60% - 90% ส่วนวัณโรคชนิดอื่นๆที่เป็นการติดเชื้อครั้งแรก (Primary tuberculo sis) ป้องกันได้ไม่ดีนัก การฉีดวัคซีนนี้จะทำเพียงครั้งเดียว หากไม่ได้รับวัคซีนตอนแรกเกิดสามารถให้วัคซีนนี้ได้ทันทีในทุกช่วงอายุ

มีวิธีฉีดวัคซีนบีซีจีอย่างไร?

วิธีการฉีดวัคซีนบีซีจีทำได้โดยฉีดเข้าผิวหนัง (Intradermal injection) ปริมาณของวัคซีนนี้ที่ ควรจะได้รับขึ้นกับชนิดของวัคซีนบีซีจี รวมถึงอายุของผู้ได้รับวัคซีนก่อนการบริหาร/ฉีดวัคซีนนี้จำเป็นต้องเขย่าขวดบรรจุวัคซีนก่อนทุกครั้งเพื่อให้วัคซีนนี้ผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งขวด

ตำแหน่งสำหรับฉีดวัคซีนบีซีจีที่แนะนำคือ บริเวณต้นแขน, ไหล่ด้านซ้าย, ด้านขวา หรือที่สะโพก แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละโรงพยาบาล แต่ไม่ควรฉีดบริเวณต้นขาของทารกเพราะบริเวณดังกล่าวมีโอกาสเกิดการเสียดสีได้มากเช่น เสียดสีจากผ้าอ้อม หรือขาเสียดสีกัน จึงทำให้การดูแลรักษาแผลหลังฉีดวัคซีนนี้ในบริเวณนั้นทำได้ยาก จึงไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนบริเวณต้นขา

มีข้อห้ามใช้วัคซีนบีซีจีอย่างไร?

มีข้อห้ามใช้วัคซีนบีซีจีดังนี้เช่น

1. ห้ามฉีดวัคซีนบีซีจีในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง/ผิดปกติ รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเช่น ยาสเตียรอยด์ ยกเว้นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีสามารถให้วัคซีนนี้ได้ หากไม่ได้รับวัคซีนนี้เมื่อแรกเกิดสามารถให้วัคซีนนี้ได้ถ้ายังไม่มีอาการของวัณโรค และสามารถให้ในทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีได้ เพราะทารกเหล่านี้แม้จะพบว่าติดเชื้อเอชไอวีในภายหลังก็ไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากวัคซีนนี้ ถ้าสามารถให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีได้ตามมาตรฐานตั้งแต่วัยทารก ประโยชน์ที่ได้จากวัคซีนมีมากกว่าเพราะเด็กเหล่านี้มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยวัณโรคได้บ่อย

2. หญิงตั้งครรภ์

3. ผู้ที่เจ็บป่วยเฉียบพลันเช่น ไข้หวัดใหญ่

4. มีแผลติดเชื้อหรือแผลไฟไหม้ตรงบริเวณที่จะฉีดวัคซีนนี้

มีข้อควรระวังภายหลังได้รับวัคซีนบีซีจีอย่างไร?

มีข้อควรระวังภายหลังได้รับวัคซีนบีซีจีดังนี้เช่น

1. รักษาผิวหนังบริเวณที่ฉีดวัคซีนนี้ให้สะอาด แผลจากการฉีดบีซีจีจะเป็นๆหายๆอยู่ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องใส่ยาหรือปิดแผล เพียงใช้สำลีสะอาดชุบน้ำสะอาดอาจเป็นน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว เช็ดรอยแผลให้สะอาดก็เพียงพอ (หรือปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลผู้ให้วัคซีนแนะนำ) และเตือนบิดามารดาหรือตัวผู้ได้รับวัคซีนเองไม่ให้บ่งตุ่มหนอง กรณีรู้สึกปวดรอยที่ฉีดวัคซีนสามารถให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol: ยาแก้ปวด, ยาลดไข้) ได้

2. ถ้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงที่ฉีดบีซีจีอักเสบโตขึ้น (เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอด้านเดียวกับแขนที่ฉีดวัคซีนโต เมื่อฉีดวัคซีนนี้ที่ต้นแขน) และเป็นฝี ควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อได้รับการรักษาตามที่ควรเช่น แพทย์/พยาบาลดูดเอาหนองออกและให้ยาต้านวัณโรคตามความจำเป็น โดยทั่วไปแพทย์มักให้ยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid) เพียงชนิดเดียวและให้ยารักษานานประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ แต่หากเป็นฝีต่อมน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ แพทย์อาจให้ยาไรแฟมปิน (Rifampin) ร่วมด้วยและอาจต้องให้ยารักษานานขึ้นทั้งนี้ขึ้นกับการตอบสนองต่อยาของฝีนั้น

3. วัคซีนบีซีจีเป็นวัคซีนเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ สามารถให้วัคซีนเชื้อเป็นชนิดอื่นพร้อมกันได้ในวันเดียว กันกับที่ฉีดวัคซีนบีซีจี แต่หากไม่ฉีดวัคซีนเชื้อเป็นชนิดอื่นพร้อมกันในวันเดียวกันนั้น จะต้องทิ้งช่วงห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ภายหลังได้รับวัคซีนบีซีจีไปแล้ว

4. ทารกแรกเกิดที่ยังมีปัญหาความเจ็บป่วยอยู่ ไม่ควรฉีดวัคซีนบีซีจีจนกว่าจะหายดีและพร้อมที่จะกลับบ้าน ไม่ควรฉีดวัคซีนนี้ขณะที่ผู้ป่วยยังต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพราะอาจมีการแพร่เชื้อวัณโรคจากแผลโดยไม่ตั้งใจไปสู่ทารกอื่นในโรงพยาบาลซึ่งกำลังป่วยหนักได้

5. บางครั้งแผลเป็นจากวัคซีนบีซีจีอาจเล็กมากจนมองไม่เห็น แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนมิได้ลดลง ดังนั้นหากมีหลักฐานบันทึกว่าเคยได้รับวัคซีนมาก่อน แม้ไม่พบรอยแผลเป็นก็ไม่จำเป็นต้องให้วัคซีนนี้ซ้ำอีก เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้วยังอาจก่อให้เกิดอาการเฉพาะที่บริเวณที่ฉีดได้มากขึ้น(เช่น การเกิดฝี) และการฉีดวัคซีนนี้ในเด็กที่พ้นวัยแรกเกิดจะทำเมื่อไม่มีหลักฐานบันทึกว่าเคยได้รับวัคซีนนี้มาก่อนและไม่มีแผลเป็นปรากฏเท่านั้น

6. ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin test หรือ PPD skin test/Purified protein derivative skin test) ก่อนฉีดวัคซีนนี้ เพราะอาจเกิดผลบวกลวง/ผลบวกปลอม หรือผลลบลวง/ผลลบปลอมจากสาเหตุอื่นๆได้มากมาย การฉีดวัคซีนบีซีจีอาจทำให้ผิวหนังตรงรอยตรวจ PPD skin test เกิดปฏิกิริยาต่อ PPD skin test ได้ในขนาดต่างๆตั้งแต่เล็กจนใหญ่มากๆได้ ซึ่งผลต่อ PPD skin test นี้จะลดลงตามระยะเวลาหลังจากฉีดวัคซีนนี้ และปฏิกิริยา PPD skin test ไม่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของวัคซีนนี้

7. เด็กทารกที่คลอดจากมารดาที่ป่วยเป็นวัณโรคระหว่างตั้งครรภ์หรือใกล้คลอด ถ้าตรวจร่างกายเด็กทารกและสังเกตอาการเด็กทารกมาได้ระยะหนึ่งแล้วไม่พบว่าเป็นวัณโรคแต่กำเนิด สามารถให้วัคซีนบีซีจีได้ แต่ถ้ามารดายังอยู่ในระยะแพร่เชื้อวัณโรค เด็กทารกควรได้รับวัคซีนบีซีจีร่วมกับยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid: ยาต้านวัณโรค) โดยภายหลังได้รับวัคซีนนี้ไปแล้ว ควรรอระยะเวลาอีก 1 - 2 สัปดาห์เพื่อให้วัคซีนนี้เริ่มกระตุ้นภูมิคุ้มกันเด็กทารกเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยให้เด็กทารกเริ่มรับประทานยาไอโซไนอะซิดเพื่อป้องกันเชื้อวัณโรค

8. กรณีเด็กทารกสัมผัสเชื้อวัณโรคไปแล้วควรให้เด็กรับประทานยาไอโซไนอะซิด (Isoniazid: ยาต้านวัณโรค) ก่อนเพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคเป็นระยะเวลา 6 - 9 เดือน แล้วหลังจากนั้นจึงฉีดวัคซีนบีซีจีแก่ทารก

ดูแลอย่างไรกับอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้วัคซีนบีซีจี?

ปฏิกิริยา (อาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียง) ภายหลังฉีดวัคซีนบีซีจีเช่น ภายหลังจากฉีดวัคซีนเข้าในผิวหนังน้ำยาจะดันผิวหนังให้โป่งนูนและเห็นรูขุมขนขนาดประมาณ 6 - 8 มิลลิเมตร หลังฉีด ประมาณ 1 ชั่วโมงผิวหนังที่นูนจะยุบหายไปคงเห็นเป็นสีแดงๆตรงบริเวณรอยเข็มแทงอีก 2 - 3 วัน ระหว่างสัปดาห์ที่ 2 - 3 หลังฉีดวัคซีนจะเกิดตุ่มนูนแดงๆ (Bluish-red pastule) บริเวณที่ฉีด ตุ่มจะโตขึ้นช้าๆกลายเป็นฝีเม็ดเล็กๆและมีหัวหนอง ซึ่งเมื่อฝีแตกจะเกิดเป็นแผลกว้าง 4 - 5 มิลลิเมตร แผลนี้จะเป็นๆหายๆอยู่ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์แล้วจะแห้งหายไป ในคนที่เคยได้รับเชื้อวัณโรคตามธรรมชาติหรือเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาก่อน ปฏิกิริยาบวมแดงที่ผิวหนังบริเวณที่ฉีดบีซีจีจะเกิดเร็วกว่าที่กล่าวไว้แล้วคือ จะเกิดเป็นตุ่มนูนแดงในเวลาประมาณ 24 - 48 ชั่วโมงหลังฉีดวัคซีนนี้ และปฏิกิริยาบวมแดงและขนาดปากแผลจะรุนแรงกว่าคนที่ยังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน แต่ไม่เป็นอันตรายใดๆ ทั้งนี้เมื่อแผลจากการฉีดวัคซีนแห้ง สะเก็ดจะหลุดจะเกิดเป็นแผลเป็น/แผลนูนรูปวงกลมกว้างประมาณ 6 - 8 มิลลิ เมตร ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวเป็นปฏิกิริยาที่ไม่รุนแรง สามารถดูแลรักษาความสะอาดแผลได้ด้วยตนเอง

การดูแลรักษาแผลที่เกิดขึ้นภายหลังได้รับวัคซีนบีซีจี โดยให้รักษาผิวหนังบริเวณที่ฉีดให้สะอาด แผลจากการฉีดบีซีจีจะเป็นๆหายๆอยู่ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องใส่ยาหรือปิดแผล เพียงใช้สำลีสะอาดชุบน้ำสะอาดอาจเป็นน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว เช็ดรอยแผลให้สะอาดก็เพียงพอ และเตือนบิดามารดาและตนเอง (กรณีการฉีดวัคซีนนี้ในผู้ใหญ่) ไม่ให้บ่งตุ่มหนอง กรณีรู้สึกปวดสามารถให้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol: ยาแก้ปวด, ยาลดไข้) ได้

ในอายุขวบปีแรกที่เด็กมาตรวจสุขภาพตามนัดทุกครั้งควรบันทึก “ลักษณะ” ของตำแหน่งที่ฉีดวัคซีนบีซีจีไว้ด้วยว่าเป็นเช่นใดเช่น มีรอยนูน (Induration) เป็นหนอง (Abscess) เป็นแผลเป็น หรือมีเพียงรอยขาวๆจางๆให้เห็น หรือไม่มีปฏิกิริยาใดเกิดขึ้น เป็นต้น โดยเฉพาะเด็กอายุ 1 - 2 เดือนเพื่อจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจภายหลังเมื่อเด็กโตขึ้นและไม่มีแผลเป็นบีซีจีให้เห็น

อาการไม่พึงประสงค์อื่นๆที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนบีซีจีและควรพิจาณาปรึกษาแพทย์เช่น ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงที่ฉีดวัคซีนเป็นหนอง (Regional suppurative adenitis) และมีขนาดโตมาก ซึ่งมีอัตราการเกิดน้อย แต่หากเกิดแล้วควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเนื่องจากอาจจำเป็นต้องพิจารณาให้ยาต้านวัณโรค นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อบีซีจีที่อวัยวะอื่นๆเช่น ที่กระดูก (BCG Osteitis) และที่ร้ายแรงที่สุดคือ การติดเชื้อบีซีจีชนิดแพร่กระจาย (Disseminated BCG) ซึ่งเกิดได้น้อยมากโดยสามารถเกิดได้ในกรณีที่เป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันฯบกพร่องแต่กำเนิดเช่น ในกลุ่มอาการ Severe combined immune deficiency syndrome (SCID), ในโรค Chronic granulomatous disease (CGD) เป็นต้น

ดังนั้นจึงควรต้องติดตามอาการต่างๆที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับวัคซีนบีซีจี กรณีที่รู้สึกผิดปกติ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตมาก มีไข้ น้ำหนักลด ซีด หรือมีอาการอื่นๆที่ส่งผลรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที

ตารางเวลาในการฉีดวัคซีนบีซีจีและการฉีดเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันฯ

ตารางการได้รับวัคซีนบีซีจีคือ ตั้งแต่ช่วงแรกเกิดและสำหรับวัคซีนบีซีจีไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันซ้ำ

กรณีไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนตามตารางเวลาที่กำหนด/ลืมไปฉีดวัคซีนควรทำอย่างไร?

โดยปกติแล้วการฉีดวัคซีนบีซีจีจะทำการฉีดครั้งแรกเพียงครั้งเดียวตั้งแต่เด็กแรกเกิดภายหลังการคลอดก่อนที่ทารกจะออกจากโรงพยาบาล ดังนั้นกรณีทารกไม่ได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีตั้งแต่แรกเกิดด้วยสาเหตุที่ทารกแข็งแรงไม่พอที่จะรับวัคซีน ควรติดตาม/นัดหมายการได้รับวัคซีนบีซีจีจากแพทย์/พยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาล

กรณีลืมไปรับการฉีดวัคซีนบีซีจีและไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาก่อน (กล่าวคือไม่มีแผลเป็นหรือไม่มีหลักฐานบันทึกการได้รับวัคซีน) สามารถไปรับการฉีดได้เลยทันทีโดยพิจารณาหลีก เลี่ยงการได้รับวัคซีนตามข้อห้ามใช้ของวัคซีนนี้ (หัวข้อ ข้อห้ามฉีดวัคซีนนี้) กรณีที่เคยได้รับวัคซีนมา แล้วโดยมีการบันทึกหลักฐานการได้รับวัคซีนแม้ไม่มีแผลเป็นก็ไม่จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนซ้ำอีก

เมื่อตั้งครรภ์ควรฉีดวัคซีนบีซีจีหรือไม่?

ไม่ควรใช้วัคซีนบีซีจีในช่วงตั้งครรภ์ แม้ว่ามีการศึกษาไม่พบอันตราย แต่เนื่องจากวัคซีนบีซีจี เป็นวัคซีนที่ผลิตขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงจึงอาจมีโอกาสเกิดการกลายพันธุ์ไปเป็นเชื้อก่อโรครุนแรงได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำใช้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ที่มักจะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำกว่าคนทั่วไป

กรณีไม่มีแผลเป็นบีซีจีจำเป็นต้องฉีดวัคซีนบีซีจีซ้ำหรือไม่?

กรณีพบว่าเด็กทารกที่มาตรวจสุขภาพไม่มีแผลเป็นบีซีจี/แผลเป็นที่เกิดจากการฉีดวัคซีนบีซีจี จำเป็นต้องฉีดวัคซีนบีซีจีให้หรือไม่นั้น ปกติแล้วเด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยก่อนกลับบ้านจะได้รับการฉีดวัคซีนบีซีจีที่ไหล่ด้านซ้าย ด้านขวา หรือที่สะโพกแล้วแต่ข้อกำหนดของโรงพยาบาล และต้องบันทึกการได้รับวัคซีนในสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวเด็กทารก

การฉีดวัคซีนบีซีจีควรฉีดให้เร็วโดยไม่ควรให้วัคซีนนี้ในเด็กที่มีอายุเกิน 1 ปี ด้วยสาเหตุเรื่อง ประสิทธิภาพและประโยชน์ของการได้รับวัคซีนนี้ เนื่องจากวัคซีนนี้จะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อให้แก่เด็กเล็กก่อนที่เด็กจะไปสัมผัสกับเชื้อวัณโรคหรือเชื้อแบคทีเรียมัยโคแบคทีเรียม (Mycobacterium, กลุ่มแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของวัณโรค) อื่นๆในสิ่งแวดล้อม

กรณีเมื่อตรวจร่างกายเด็กทารกที่อายุ 1 - 2 เดือนไม่พบว่ามีรอยใดๆเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ควรปรากฏรอยแผลเป็นบีซีจี ควรพิจารณาดังนี้

1. สอบถามประวัติการได้รับวัคซีนนี้จากบิดาหรือมารดาของเด็กถึงประวัติการได้รับวัคซีนต่างๆ รวมวัคซีนบีซีจีของเด็กรวมถึงในช่วงเป็นทารก

2. หากไม่ได้คำตอบเรื่องประวัติการได้รับวัคซีนนี้ ให้ตรวจสอบจากสมุดบันทึกสุขภาพของเด็ก หรือสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาต่างๆที่ควรเกิดขึ้นกรณีเคยได้รับวัคซีนเช่น ตุ่มหนอง แผลอักเสบเป็นหนองในตำแหน่งที่เป็นไปได้ในการฉีดวัคซีน ซึ่งกรณีตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพหรือซักประวัติแล้วพบว่าเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาแล้วแต่ไม่ปรากฏแผลเป็น ไม่จำเป็นต้องให้วัคซีนบีซีจีซ้ำอีก เพราะไม่พบประโยชน์ของการได้รับวัคซีนบีซีจีครั้งที่สองซ้ำ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อวัคซีนในบริเวณที่ฉีดได้มากกว่าปกติอีกด้วย

3. กรณีพบว่าไม่เคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาก่อนในอดีต ผู้ป่วยสามารถรับการฉีดวัคซีนบีซีจีได้ทันที โดยควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่สามารถได้รับวัคซีนบีซีจีได้

4. กรณีต้องการฉีดวัคซีนบีซีจีซ้ำสามารถกระทำได้ในกรณีที่ไม่แน่ใจหรือไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีนบีซีจีในอดีตมาก่อน โดยต้องทดสอบทูเบอร์คูลินก่อนเพื่อทดสอบว่าเคยได้รับเชื้อวัณโรค มาแล้วหรือไม่ โดยผู้ที่สามารถรับวัคซีนบีซีจีซ้ำได้นั้นจะต้องมีผลทดสอบทูเบอร์คูลินที่แพทย์ประเมินแล้วว่ายังไม่เคยติดเชื้อวัณโรคและอาจจะยังไม่ได้รับวัคซีนบีซีจีมาก่อน (ผลทดสอบทูเบอร์คูลินจะไม่พบรอยนูนเกิดขึ้นที่ผิวหนังในตำแหน่งที่ฉีดทูเบอร์คูลิน) หรือผลทดสอบที่ประเมินว่าเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาแล้วแต่ยังไม่ติดเชื้อวัณโรค (รอยนูนที่ผิวหนังฯมีขนาด 1 - 9 มิลลิเมตรไม่เกิน 10 มิลลิเมตร) ก็สามารถได้รับวัคซีนบีซีจีได้เช่นกัน

สำหรับกรณีที่ไม่ควรได้รับวัคซีนบีซีจีซ้ำโดยเด็ดขาดและควรตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อประเมิน ว่ากำลังอยู่ในช่วงติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ (Active disease) หรือเป็นวัณโรคระยะแฝง (Latent TB infection) ซึ่งคือ เมื่อแพทย์ประเมินผลทดสอบทูเบอร์คูลินแล้วพบว่าเป็นการติดเชื้อวัณโรคคือ รอยนูนที่ผิวหนังฯมีขนาดใหญ่มากกว่าหรือเท่ากับ 11 มิลลิเมตร

มีวิธีการเก็บรักษาวัคซีนบีซีจีอย่างไร?

วัคซีนบีซีจีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชนิดแห้งที่ยังไม่ผสม ให้เก็บรักษาในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2 - 8 องศาเซลเซียส (Celsius) สามารถเก็บได้นาน 2 ปีนับจากวันผลิตโดยไม่ให้ถูกแสงสว่างหรือแสงแดด เพราะเชื้อบีซีจีที่มีอยู่ในวัคซีนจะตายได้ถ้าถูกความร้อนและแสงสว่างทำให้วัคซีนเสื่อมคุณภาพลงโดยเร็ว

ในกรณีที่ผสมวัคซีนชนิดผงแห้งเป็นวัคซีนน้ำเพื่อใช้ฉีดแล้ว ควรใช้ให้หมดภายในเวลา 2 ชั่วโมง ไม่ควรให้ถูกแสงสว่าง หลังจากดูดวัคซีนใส่กระบอกฉีดยาแล้วควรฉีดทันที ถ้าใช้วัคซีนไม่หมดให้ทำลายทิ้งไป โดยระหว่างการใช้ต้องเก็บวัคซีนไว้ในตู้เย็นหรือในกระติกน้ำแข็งตลอดเวลา ไม่วางไว้ที่อุณหภูมิห้อง

วัคซีนบีซีจีที่มีจำหน่ายในประเทศไทย

วัคซีนบีซีจีชนิดผงแห้งที่ใช้ในประเทศไทยของสภากาชาดไทยขณะนี้ มีขนาดบรรจุขวดละ 10 โดส (Dose, จำนวนครั้งของการใช้วัคซีน) ใช้ผสมด้วยน้ำเกลือ (Normal saline) ปริมาตร 1 มิลลิลิตร ส่วนประกอบของวัคซีนใน 1 มิลลิลิตรของวัคซีนบีซีจีชนิดผงแห้งประกอบด้วย เชื้อบีซีจีมีน้ำหนักระ หว่าง 0.5 - 1.0 มิลลิกรัมแล้วแต่บริษัทหรือสถาบันที่ผลิต และประมาณว่ามีจำนวนเชื้อระหว่าง 2 - 10 ล้านตัวต่อมิลลิลิตรตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

วัคซีนบีซีจีเป็นวัคซีนชนิดผงแห้ง (Freeze-dried) ที่มีใช้ในประเทศไทยขณะนี้ (ปี พ.ศ. 2555) มาจาก 3 แหล่งคือ

1. จากสภากาชาดไทย (เชื้อวัณโรคสายพันธุ์ Tokyo 172) ใช้สำหรับป้องกันวัณโรค

2. จากบริษัท มาสุ (Masu) สายพันธุ์รัสเซีย (Russian) นำเข้าจากประเทศอินเดีย ใช้สำหรับป้องกันวัณโรค

3. จากบริษัท Sanofi Pasteur (สายพันธุ์ Theracys) นำเข้าจากประเทศแคนาดา เป็นวัคซีน BCG ที่ผลิตขึ้นเพื่อการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Urinary bladder cancer) กรณีเป็นมะเร็งระยะศูนย์ โดยมีวิธีการบริหารยาโดยฉีดวัคซีนดังกล่าวเข้าในกระเพาะปัสสาวะ

อนึ่ง วิธีการผลิตวัคซีนบีซีจีของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปบ้างและอาจจะใช้เชื้อสายพันธุ์ ที่แตกต่างกัน แต่หลักเกณฑ์ที่สำคัญก็คือ เชื้อที่นำมาทำวัคซีนนี้จะต้องเป็นเชื้อ Bacillus จากการศึกษาของ Calmette และ Guerin เท่านั้น และวัคซีนที่ผลิตได้จะต้องมีคุณภาพแรงพอที่ให้ผลในการสร้างภูมิคุ้มกันวัณโรคได้ดีและไม่แรงเกินไปจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) เช่น วัณโรคชนิดแพร่กระจาย (Disseminated tuberculosis), วัณโรคเยื่อหุ้มสมองในเด็ก (Tuberculous meningitis) ได้ ดังนั้นคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติไทยจึงคอยควบคุมคุณภาพวัคซีนนี้ให้ได้ตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้

บรรณานุกรม

  1. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12.
  2. กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ, เกษวดี ลาภพระ, จุฑารัตน์ เมฆมัลลิกา, ฐิติอร นาคบุญนำ และอัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์. ตำราวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ปี 2556. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา; 2556
  3. โอฬาร พรหมาลิขิต, อัจฉรา ตั้งสภาพรพงษ์ และอุษา ทิสยากร. วัคซีน 2015. กรุงเทพฯ: นพชัยการพิมพ์; 2558
  4. สถานเสาวภา สภากาชาดไทย. วัคซีนบีซีจี คือ วัคซีนอะไร. http://www.saovabha.com/th/product_vaccine.asp?nTopic=1 [2016,March12]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom