Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ปอด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มีเสมหะ  ไอ  โรคติดเชื้อ  ไข้สูงเฉียบพลิัน 

บทนำ

โรคลีเจียเนลโลซิส บางคนออกเสียงเป็น ลีจิโอเนลโลซิส (Legionellosis) หรือคนไทยเรียกว่า “โรคจากเครื่องปรับอากาศ” เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในสกุล (Genus) Legionella โดยเป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ

ลีเจียเนลโลซิสเป็นโรคที่มีลักษณะทางคลินิกหรือมีธรรมชาติของโรคเป็น 2 แบบคือ

โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires’ disease หรือ Legionnaires disease หรือ Legion fever หรือ Legionella Infection)เป็นโรคมีธรรมชาติของโรคที่รุนแรงอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้ มักก่อให้เกิดปอดอักเสบหรือปอดบวม

โรคไข้พอนเตียก บางคนออกเสียงว่า ปอนเตียก (Pontiac fever) เป็นโรคไม่รุนแรง อาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ และผู้ป่วยหลายรายหายเองได้ มักไม่ทำให้เสียชีวิต

ลีเจียเนลโลซิสพบได้ในทุกอายุ แต่พบได้สูงขึ้นในผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้ชายสูงอายุที่สูบบุหรี่ พบในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิงประมาณ 2 เท่า

ลีเจียเนลโลซิสเป็นโรคที่พบได้ทั่วโลก โดยพบได้ประปรายในทุกฤดูกาล แต่สามารถก่อให้เกิดโรคระบาดได้เป็นครั้งคราว ซึ่งถ้ามีการระบาดมักระบาดในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงก่อนฤดูใบไม้ร่วงเพราะเป็นช่วงมีอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดนี้ ทั้งนี้ในสหรัฐอเมริกาพบโรคนี้ได้ประมาณ 8,000 - 18,000 รายต่อปี โดยทั่วโลกพบโรคนี้ได้ประมาณ 2 - 5% ของผู้ป่วยปอดบวมทั้งหมดที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล

อนึ่ง โรคลีเจียเนลโลซิสได้ชื่อมาจากการระบาดรุนแรงในหมู่ทหารที่เข้าร่วมการประชุมประจำปีของสมาคมทหารผ่านศึกแห่งสหรัฐอเมริกา (American Legion) ในปี ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519)

โรคลีเจียเนลโลซิสเกิดจากอะไร? ติดต่อได้อย่างไร?

ลีเจียนแนร์

ลีเจียเนลโลซิสเกิดจากแบคทีเรียในสกุล Legionella ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่เจริญเติบโตในน้ำอุ่นสะอาดที่แช่ค้าง ไม่ค่อยมีการไหลเวียน และมีอุณหภูมิประมาณ 25 - 45 องศาเซลเซียส (Celsius) แต่ที่เหมาะสมที่สุดคือประมาณ 35 องศาเซลเซียส ดังนั้นแหล่งของเชื้อโรคชนิดนี้ คือ บ่อน้ำร้อน น้ำพุ ระบบหล่อเย็นของเครื่องปรับอากาศ หรือที่ทำน้ำอุ่นของสถานที่ต่างๆเช่น โรงแรม สปาร์ โรงพยาบาล เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความชื้น เครื่องช่วยหายใจในสถาน พยาบาล และอะควาเรียม (Aquarium) โดยเชื้อจะแพร่กระจายอยู่ในละอองน้ำจากแหล่งน้ำเหล่านี้ ทั้งนี้รวมถึงผ้าน้ำอุ่นที่ปนเปื้อนเชื้อนี้

เมื่อคนหายใจเอาเชื้อโรคนี้เข้าสู่ร่างกายก็จะก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยเป็นการติดเชื้อเฉียบพลัน ซึ่งในผู้สูงอายุและในคนที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เชื้อจะรุนแรงจนก่อให้เกิดปอดอักเสบหรือปอดบวมรุนแรง ซึ่งถ้าให้การรักษาไม่ทันอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้สูง บางรายงานการเสียชีวิตสูงถึง 100%

อนึ่ง โรคลีเจียเนลโลซิสยังไม่พบติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน หรือจากคนสู่สัตว์

ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคลีเจียเนลโลซิส?

บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลีเจียเนลโลซิสคือ

โรคลีเจียเนลโลซิสมีอาการอย่างไร?

ไม่มีอาการเฉพาะของโรคลีเจียเนลโลซิส

ก. ถ้าเป็นจากโรคชนิดที่ไม่รุนแรงหรือโรคไข้พอนเตียก จะไม่มีการติดเชื้อที่ปอด/ปอดอักเสบ อาการจะคล้ายอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ และอาการมักหายภายใน 2 - 7 วัน

อาการที่พบได้ของไข้พอนเตียกเช่น

ข. ถ้าเป็นอาการของโรคชนิดรุนแรงหรือโรคลีเจียนแนร์ อาการเริ่มต้นจะคล้ายอาการจากโรคไข้พอนเตียก แต่รุนแรงกว่าและจะมีการติดเชื้อในปอด (ปอดอักเสบ/ปอดบวม) ร่วมด้วยเสมอ

อาการที่พบได้ในโรคชนิดนี้ได้แก่

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรครุนแรง?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรครุนแรงจนอาจถึงเสียชีวิต (ตาย) ได้คือ

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

แพทย์วินิจฉัยโรคลีเจียเนลโลซิสได้จากประวัติอาการ ประวัติการทำงาน การเดินทางท่องเที่ยว การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกระหว่างการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส การตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทาน และการตรวจปัสสาวะดูสารก่อภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ การตรวจเชื้อจากเสมหะ การเพาะเชื้อจากเลือดและจากเสมหะ และการถ่ายภาพปอดด้วยเอกซเรย์ปอดและ /หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

แพทย์วินิจฉัยโรคลีเจียเนลโลซิสอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคลีเจียเนลโลซิสได้จากประวัติอาการ ประวัติการทำงาน การเดินทางท่องเที่ยว การตรวจร่างกาย การตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกระหว่างการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส การตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทาน และการตรวจปัสสาวะดูสารก่อภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ การตรวจเชื้อจากเสมหะ การเพาะเชื้อจากเลือดและจากเสมหะ และการถ่ายภาพปอดด้วยเอกซเรย์ปอดและ /หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

รักษาโรคลีเจียเนลโลซิสอย่างไร?

การรักษาโรคลีเจียเนลโลซิสในรายที่รุนแรงต้องเป็นการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งนี้แนวทางการรักษาประกอบด้วย

โรคลีเจียเนลโลซิรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอย่างไร?

โรคลีเจียเนลโลซิสชนิดไข้พอนเตียกเป็นโรคไม่รุนแรง บางคนโรคหายได้เองโดยไม่ต้องได้ยาปฏิชีวนะทั่วไปโรคมักหายภายใน 2 - 10 วัน

ส่วนโรคชนิดรุนแรงหรือโรคลีเจียนแนร์จะไม่หายเอง จำเป็นต้องได้ยาปฏิชีวนะอย่างพอเพียงเสมอ ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที ผู้ป่วยมักจะหายได้ภายในระยะเวลา 1 - 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามมีรายงานอัตราการเสียชีวิตได้ประมาณ 20 - 50% ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงของโรคดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง

ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนของโรคลีเจียนแนร์คือ ภาวะหายใจล้มเหลว ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) และไตวายเฉียบพลัน

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญโดยเฉพาะบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสสัมผัสโรคเช่น จากการท่อง เที่ยวบ่อน้ำพุร้อน การพักในโรงแรม การทำสปาร์น้ำอุ่น ฯลฯ เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ ควรรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอภายในไม่เกิน 1 - 2 วันนับจากมีอาการ

ส่วนเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ การดูแลตนเองที่บ้านคือ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

ป้องกันโรคลีเจียเนลโลซิสอย่างไร?

การป้องกันโรคลีเจียเนลโลซิสได้แก่

ก. ในด้านสังคม: คือ สถานบริการต่างๆที่ต้องใช้ระบบหล่อเย็นต้องรักษาความสะอาด เครื่องมือเครื่องใช้ตามมาตรฐานสากล โดยกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องเข้มงวดตรวจตราสม่ำเสมอให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์สากลเช่นกัน

ข. ในด้านบุคคล: การเลือกใช้โรงแรม สปาร์ต่างๆ โดยเฉพาะคนกลุ่มเสียง ต้องคำนึงถึงโรคนี้ไว้ด้วยเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ใช้บริการดังกล่าวในกรณีไม่แน่ใจในมาตรฐานการรักษาความสะอาด

บรรณานุกรม

  1. Cunha, B. et al. Legionnaires diseasehttp://emedicine.medscape.com/article/220163-overview#showall [2015,Aug22]
  2. Murdoch,D. (2003). Diagnosis of legionella infection. Clin Infect Dis.36,64-69.
  3. Prevention and control of Legionnaires’ disease http://www.commerce.wa.gov.au/worksafe/PDF/Codes_of_Practice/Legionnaires-code.pdf [2015,Aug22]
  4. Rathore,M. et al. (2015).http://emedicine.medscape.com/article/965492-overview#showall [2015,Aug22]
  5. Stout,J., and Yu,L. (1997). Legionellosis. NEJM.337,682-686.


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน sirikul ploypn0708 aw248
Frame Bottom