Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

รังไข่  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ตกขาว 

รังไข่อักเสบคืออะไร?

รังไข่อักเสบ (Oophoritis) คือ การอักเสบที่เกิดขึ้นที่รังไข่ ทั้งนี้ รังไข่เป็นอวัยวะในช่องอุ้งเชิงกรานสตรี มีลักษณะเป็นก้อนกลมรี ขนาด 1 x 2 x 3 ซม. (เซนติเมตร) อยู่ที่ใกล้ปลายท่อนำไข่ข้างซ้ายและขวา ข้างละรังไข่ ซึ่งการอักเสบของรังไข่สามารถเกิดขึ้นที่รังไข่ข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้ ส่วนมากมักไม่ได้อักเสบที่รังไข่เดี่ยวๆ แต่มักมีการอักเสบร่วมกับท่อนำไข่ ที่เรียกว่า ปีกมดลูกอักเสบ (Salpingo-oophoritis หรือ Adnexitis) และ/หรือมีการอักเสบร่วม กับมดลูกด้วยที่รวมเรียกว่า การอักเสบในอุ้งเชิงกราน/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic inflam matory disease)

สาเหตุของรังไข่อักเสบคืออะไร?

รังไข่อักเสบ

สาเหตุรังไข่อักเสบแบ่งออกเป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆคือ

  1. Infectious oophoritis: เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของรังไข่อักเสบเกิดจากการติดเชื้อส่วน มากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่น จากเชื้อ Chlamy dia trachomatis, Neisseria gonorrhea ซึ่งมักทำให้เกิดโรคท่อนำไข่อักเสบและมดลูกอักเสบร่วมด้วย
  2. นอกจากนี้พบว่า การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคคางทูม สามารถมีภาวะแทรกซ้อนทำให้เกิดการอักเสบที่รังไข่ได้ (Mumps oophoritis) แต่ที่พบบ่อยกว่าคือ ในเด็กผู้ชายที่เป็นคางทูมแล้วมีการอักเสบที่อัณฑะร่วมด้วย (Mumps orchitis)

  3. Autoimmune oophoritis: พบได้น้อยมาก โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคในร่างกายตนเอง โดยจัดอยู่ในกลุ่มโรคออโตอิมมูนเช่น ในสตรีที่เป็นโรคเอสแอลอี/SLE (Systemic lupus erythematosus), Hashi moto thyroiditis (โรคต่อมไทรอยด์อักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากโรคออโตอิมมูน), Addison disease (โรคต่อมหมวกไตทำงานต่ำกว่าปกติ) ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบทำลายเซลล์ในรังไข่ด้วย ทำให้มีพังผืดในรังไข่ รังไข่ฝ่อไป ไม่ทำงานก่อนระยะเวลาอันควรได้ (Ovarian failure

รังไข่อักเสบมีอาการอย่างไร?

รังไข่เป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฮอร์โมนเพศที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ อาการของรังไข่อักเสบที่พบได้แก่

ใครที่เสี่ยงต่อรังไข่อักเสบ?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อรังไข่อักเสบได้แก่

แพทย์วินิจฉัยรังไข่อักเสบอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยรังไข่อักเสบได้จาก

  1. ประวัติทางการแพทย์: ได้แก่ จากอาการ มีอาการปวดท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง บางครั้งอาจมีไข้หรือมีตกขาวผิดปกติได้หากมีการอักเสบของมดลูกและท่อรังไข่ร่วมด้วย และรวมถึงประวัติการเป็นกลุ่มเสี่ยง ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยงเช่น เคยมีโรค ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่นอนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือมีการสวนล้างช่องคลอด เป็นต้น
  2. การตรวจร่างกาย: หากอาการไม่มากจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพ แต่ถ้าโรครุนแรงสามารถตรวจพบว่ามีไข้ได้ และมีอาการกดเจ็บตำแหน่งที่มีอาการปวดท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง หรือรวมทั้งบริเวณเหนือหัวหน่าวด้วย
  3. การตรวจภายใน: อาจพบตกขาวผิดปกติในช่องคลอด ซึ่งเมื่อโยกปากมดลูกจะมีอาการเจ็บบริเวณปีกมดลูกด้านที่มีการอักเสบของรังไข่ และหากมีภาวะแทรกซ้อน (ผลข้าง เคียง) เป็นก้อน ฝี/หนอง จะคลำพบก้อนได้ที่ปีกมดลูก
  4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การตรวจเลือดซีบีซี/CBC อาจพบมีการเพิ่มจำ นวนของเม็ดเลือดขาวมากขึ้น การตรวจอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอดมักไม่เห็นความเปลี่ยน แปลงของตัวรังไข่ในกรณีที่รังไข่มีการอักเสบแบบเฉียบพลัน ยกเว้นหากมีภาวะแทรกซ้อนที่มีก้อนฝี/หนองจะตรวจพบก้อนฝี/หนองที่ปีกมดลูก อนึ่ง ในกรณีที่ไม่มีประจำเดือนมาเลยหรือมีอาการคล้ายสตรีวัยหมดประจำเดือน จำเป็น ต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับฮอร์โมนเพศในร่างกายเพื่อช่วยวินิจฉัย

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

เมื่อมีอาการผิดปกติตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ อาการ หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ควรไปพบแพทย์/สูตินรีแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและรับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับ ประทานเอง เพราะอาจไม่ครอบคลุมโรค หรือรับประทานยาไม่ครบระยะเวลา ทำให้รักษาไม่หายขาดหรืออาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

รักษารังไข่อักเสบอย่างไร?

หลักการในการรักษารังไข่อักเสบได้แก่ หากเกิดจากการติดเชื้อ รักษาเหมือนภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ/การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือในปีกมดลูกอักเสบคือ

ก. ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาเป็นผู้ป่วยนอก โดยให้ยาปฎิชีวนะ Ceftria xone 250 มก.(มิลลิกรัม) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว ร่วมกับให้รับประทานยา Doxycycline 100 มก. หลังอาหารเช้าและเย็นนาน 2 สัปดาห์ ในกรณีที่มีไข้ มีก้อนหนองที่ท่อนำไข่ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้ยาปฎิชีวนะ เหมือนการรักษาผู้ป่วยในที่มีภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกรานแบบเฉียบพลัน อนึ่ง การรักษาร่วมอย่างอื่นคือ การรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ให้ยาแก้ปวด ยาลดไข้ การประคบร้อน/อุ่นที่หน้าท้อง เป็นต้น ข. สำหรับการรักษาภาวะรังไข่ไม่ทำงานจากโรคออโตอิมมูน เป็นการให้ฮอร์โมนเพศทด แทนคล้ายการรักษาในสตรีวัยหมดประจำเดือน

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีรังไข่อักเสบ?

การดูแลตนเองเมื่อมีรังไข่อักเสบได้แก่

  • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  • รับประทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบตามแพทย์แนะนำ ไม่ขาดยา ไม่หยุดยาเอง
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • งดมีเพศสัมพันธ์ช่วงที่กำลังรักษา
  • ใช้ถุงยางอนามัยชายเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์

เมื่อไรควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอเมื่อ

ภาวะแทรกซ้อนของรังไข่อักเสบมีอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ของรังไข่อักเสบที่อาจพบได้เช่น

  1. ทำให้ท่อนำไข่และ/หรือมดลูกอักเสบร่วมด้วย (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บท ความเรื่อง ท่อนำไข่อักเสบ และเรื่อง เยื่อบุมดลูกอักเสบ)
  2. ทำให้เกิดเป็นก้อนฝี/หนองที่ปีกมดลูก (Tubo-ovarian abscess) ที่อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  3. ทำให้ปวดท้องน้อยเรื้อรังจากการมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน/ท้องน้อย
  4. มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก (ท้องนอกมดลูก) สูงขึ้น
  5. สูญเสียการทำงานของรังไข่ก่อนวัยอันควร

รังไข่อักเสบสามารถเป็นซ้ำได้หรือไม่?

ภาวะรังไข่อักเสบติดเชื้อ สามารถกลับเป็นซ้ำได้ หากรังไข่มีการติดเชื้อซ้ำอีกหลังรักษาหายแล้ว ส่วนรังไข่อักเสบจากโรคออโตอิมูนมักเป็นการสูญเสียการทำงานของรังไข่ถาวร

รังไข่อักเสบมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

โดยทั่วไป การอักเสบของรังไข่จากการติดเชื้อมีการพยากรณ์โรคที่ดี รักษาหายได้ แต่การพยากรณ์โรคขึ้นกับหลายปัจจัย ที่สำคัญคือ การรักษาที่ทันท่วงที การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยตามคำ แนะนำของแพทย์พยาบาล การรับประทานยาปฏิชีวนะครบตามแพทย์แนะนำ ซึ่งจะทำให้การรัก ษาโรคมีโอกาสหายมากขึ้น การพยากรณ์โรคดีขึ้น โอกาสมีภาวะแทรกซ้อนน้อยลง

ส่วนการพยากรณ์โรคของรังไข่อักเสบจากโรคออโตอิมมูน เป็นภาวะที่ควบคุมรักษาได้ด้วยการดูแลรักษาเช่นเดียวกับในวัยหมดประจำเดือน แต่ทั้งนี้การพยากรณ์โรคในภาพรวมจะขึ้นกับสา เหตุเช่น โรคเอสแอลอี หรือโรคต่อมไทรอยด์อักเสบ เป็นต้น

หลังรักษาหายแล้วเมื่อต้องการตั้งครรภ์ควรทำอย่างไร? และควรตั้งครรภ์เมื่อไหร่?

การอักเสบของรังไข่ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งคู่นอนควรได้รับการตรวจรักษาด้วยเพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นโรคซ้ำ

ช่วงที่กำลังรับประทานยารักษาโรค ควรต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ไปสักระยะก่อนหรือต้องใช้ถุงยางอนามัยชายร่วมด้วยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

หลังรักษาโรคหายแล้วไม่มีข้อห้ามในการตั้งครรภ์ แต่เพื่อให้สุขภาพฝ่ายหญิงกลับมาแข็งแรง ฝ่ายชายควรจะใช้ถุงยางอนามัยชายไปประมาณ 2 - 3 เดือน

ป้องกันรังไข่อักเสบอย่างไร?

ป้องกันรังไข่อักเสบติดเชื้อได้โดย

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยชาย
  2. งดมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ
  3. ไม่สวนล้างช่องคลอด
  4. ฉีดวัคซีนป้องกันการเป็นคางทูม ซึ่งโดยปกติจะฉีดตั้งแต่เด็กแล้ว
  5. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับบุคคลที่เป็นโรคคางทูมเนื่องจากโรคนี้ติดต่อกันได้ง่าย

บรรณานุกรม

  1. http://autoimmune.pathology.jhmi.edu/diseases.cfm?systemID=3&DiseaseID=19[2015,May16]
  2. http://www.rightdiagnosis.com/o/oophoritis/intro.htm [2015,May16]
  3. Jacob S, Koc M. Autoimmune oophoritis: a rarely encountered ovarian lesion. Indian J Pathol Microbiol 2015; 58:249-51.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน humnoy12 samlong456
Frame Bottom