Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลูกตา  จักษุวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดตา  ตาแดง 

บทนำ

คำว่า ยูเวีย (Uvea) เป็นภาษาละติน พจนานุกรมศัพท์แพทยศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ. 2547 แปลว่า ผนังลูกตาชั้นกลาง แต่ในบทความนี้ขอเรียกทับศัพท์ว่า ยูเวีย หมาย ถึง องุ่น (เพราะเนื้อเยื่อนี้มีลักษณะและสีคล้ายเนื้อองุ่นดำ) เป็นเปลือกลูกตาชั้นกลางซึ่งเนื้อเยื่อมีเซลล์ที่มีสารสี/สารให้สี (Pigment) ร่วมกับมีหลอดเลือดและเลือดไหลผ่านจำนวนมากที่ทำหน้าที่ให้อาหารเลี้ยงลูกตาส่วนอื่นๆ

ยูเวีย แบ่งได้เป็น 3 ส่วน ส่วนหน้าสุดคือ ม่านตา (Iris) ส่วนหลังสุดคือ เนื้อเยื่อคอรอยด์(Choroid) และส่วนตรงกลางคือเนื้อเยื่อ Ciliary body เนื่องจากยูเวียเป็นส่วนที่เลือดไหลผ่านมาก ความผิดปกติจากการติดเชื้อเซลล์มะเร็งจากบริเวณอื่นของร่างกาย ตลอดจนสารให้ภูมิคุ้ม กัน (Immune complex) อาจมาตากระแสเลือดและก่อให้เกิดปฏิกิริยาหรือการอักเสบเกิดขึ้น กับยูเวียได้

การอักเสบของยูเวียเรียกรวมๆว่า Uveitis ซึ่งหมายถึงการอักเสบของยูเวียและอาจอัก เสบร่วมกับเนื้อเยื่อใกล้เคียง รวมถึงกับจอตาที่อยู่ชิดติดกับ Choroid

การอักเสบของยูเวียเป็นโรคของผู้ใหญ่ พบได้บ่อยขึ้นในช่วงอายุ 20 - 50 ปี ผู้ชายและผู้ หญิงมีโอกาสเกิดได้เท่ากัน โดยมีรายงานพบโรคได้ประมาณ 12 - 23 รายต่อประชากร 1 แสนคน

อนึ่ง แบ่งการอักเสบของยูเวียได้หลายรูปแบบ ได้แก่

ก. แบ่งการอักเสบของยูเวียตากายวิภาค: โดยแบ่งได้เป็น

  1. การอักเสบยูเวียส่วนหน้า (Anterior uveitis)
  2. การอักเสบยูเวียส่วนกลาง (Intermediate uveitis)
  3. การอักเสบของยูเวียส่วนหลัง (Posterior uveitis) ซึ่งอาจมีการอักเสบของจอตาร่วมด้วย
  4. การอักเสบของเนื้อเยื่อทุกชั้นของยูเวีย เรียกว่า Panuveitis

ข. แบ่งการอักเสบของยูเวียตาการดำเนินโรค: แบ่งได้เป็น

  1. แบบเฉียบพลัน (Acute) คือ เกิดการอักเสบอย่างรวดเร็วและกินเวลาไม่เกิน 3 เดือน
  2. แบบเรื้อรัง (Chronic) คือ เป็นการอักเสบแบบต่อเนื่องเกิน 3 เดือน หรือเป็นๆหาย ๆนานเกิน 3 เดือน กล่าวคือไม่สามารถหยุดยาได้นานกว่า 3 เดือน

ค. แบ่งการอักเสบของยูเวียตามสาเหตุการเกิดโรค: แบ่งได้เป็น

  1. เกิดหลังอุบัติเหตุบริเวณลูกตา ที่รวมถึงการอักเสบที่เกิดหลังผ่าตัด
  2. เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ได้แก่ ซิฟิลิส วัณโรค หรือเชื้อไวรัส เช่น โรคหัดเยอรมัน เชื้อ CMV/Cytomegalo virus (โรคติดเชื้อไซโตเมกาโลไว รัส) แม้แต่ติดเชื้อราก็พบได้ เช่น เชื้อ Candida และตลอดจนการติดเชื้อปรสิต (Parasite) ก็พบได้ เช่น ตืดหมู เป็นต้น
  3. เกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เช่น โรคออโตอิมมูน (Autoim mune)
  4. ไม่รู้สาเหตุ แพทย์หาสาเหตุไม่พบ (Idiopathic)

ยูเวียอักเสบมีอาการอย่างไร?

ยูเวียอักเสบ

อาการจากยูเวียอักเสบได้แก่

ก. การอักเสบของยูเวียส่วนหน้า: อาการที่พบได้คือ

  1. ปวดตา ตามัว ตาสู้แสงไม่ได้ ตาแดงในส่วนรอบๆตาดำ น้ำตาไหล
  2. เมื่อตรวจภายในลูกตา จะพบมีเซลล์แสดงถึงการอักเสบในช่องด้านหน้าลูกตา(Anterior chamber) ถ้ามีการอักเสบมาก อาจเห็นเป็นหนอง (Hypopyon)ได้ และอาจมีเซลล์อักเสบติดที่กระจกตาด้านหลัง (Keratitic precipitate) อาจพบตุ่มอักเสบบริเวณม่านตาที่เรียก Iris nodule รูม่านตามีขนาดเล็ก อาจมีม่านตาดึงมาอยู่ติดกับแก้วตา (Posterior synechiae) หรือดึงมาติดกับกระจกตาบริเวณขอบๆตาดำ (Peripheral anterior synechiae)

ข. การอักเสบส่วนหลัง: อาการที่พบ คือ

  1. ตามัว เห็นอะไรลอยไปมา ตาอาจแดงเล็กน้อยหรือปกติ ปวดตา ไม่ค่อยมีอาการสู้แสงไม่ได้
  2. ตรวจพบเซลล์ แสดงถึงการอักเสบใน vitreous น้ำวุ้นตาขุ่น
  3. อาจพบมีเลือดออกที่จอตาหรือมีน้ำ/ของเหลวรั่วออกใต้จอตา ทำให้จอตาหลุดลอกร่วมด้วย บางรายพบจอตาส่วนกลางบวม (Cystoid macular edema) ซึ่งเป็นสาเหตุของตามัวมาก และอาจมีการบวมของขั้ว/จานประสาทตา

โรคไม่ติดเชื้อที่มักพบร่วมกับยูเวียอักเสบมีโรคอะไรบ้าง?

การอักเสบของยูเวียที่มักเกิดร่วมกับโรคทางกาย (การอักเสบของยูเวียส่วนหน้ามักพบร่วมกับโรคทางกายได้หลายโรค) ที่พบบ่อย เช่น

  1. โรค Ankylosing spondylitis (โรคกระดูกอักเสบชนิดหนึ่ง) เป็นโรคที่พบในชายมากกว่าหญิง ตรวจเลือดจะพบสารทางภูมิคุ้มกัน HLA–B27 (HLA = human leucocyte antigen) ได้ถึง 90% ของผู้ป่วย โดยมีอาการปวดหลังบริเวณเอวส่วนล่างไปถึงก้นกบ อาการมากตอนตื่นนอนเช้าและอาการดีขึ้นเมื่อเริ่มเคลื่อนไหว บางรายอาจมีอาการที่เอ็นร้อยหวาย (Achilles tendon) ถ่ายภาพเอกซเรย์กระดูกสันหลัง จะเห็นลักษณะผิดปกติที่เรียก Bamboo spine (กระดูกสันหลังลักษณะคล้ายปล้องไม้ไผ่) อาการทางตาเป็นการอักเสบของยูเวียส่วนหน้า นอกจากอาการทางข้อและทางตา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการของโรคทางหัวใจและโรคหลอดเลือด อาจมีเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ หรือแม้แต่ความผิดปกติทางปอดและไตก็อาจพบได้
  2. Reiter’s syndrome มีอาการหลัก 3 อย่าง ได้แก่ ข้ออักเสบ, ม่านตาอักเสบหรือเยื่อบุตาอักเสบ, และท่อปัสสาวะอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักตรวจเลือดพบสาร HLA-B27 เช่น กัน ภาวะม่านตาอักเสบที่พบในโรคนี้มักจะไม่ค่อยรุนแรง
  3. โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) นอกจากมีผื่นสะเก็ดเงินชัดเจน อาจมีอาการทางข้อและม่านตาอักเสบได้ อาการทางตามักจะไม่ค่อยรุนแรง โรคนี้การตรวจเลือดพบสาร HLA-B27 เช่นกัน
  4. Inflammatory bowel syndrome โดยมีอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง มีท้องเดินสลับท้องผูก บางรายมีลักษณะลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง(Ulcerative colitis) อาการอักเสบของยูเวียมักจะสัมพันธ์กับอาการทางลำไส้ อาจพบการอัก เสบของยูเวียส่วนหลังได้ และการตรวจเลือดพบสาร HLA-B27 เช่นกัน
  5. โรคข้ออักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุในเด็ก (Juvenile idiopathic arthritis - JIA) และ Juvenile rheumatoid arthritis (JRR) มีบางรายตรวจเลือดพบสาร HLA-B27 ด้วย มีทั้งที่ปวดบางข้อและปวดหลายข้อ มักมีอาการทางตาหลังปวดข้อหลายปี แต่บางรายอาจเกิดก่อนอาการทางข้อก็ได้ เด็กภาวะ JIA หรือ JRA จึงควรรับการตรวจตาดูภาวะการอัก เสบของยูเวียด้วย
  6. Sarcoidosis เป็นภาวะที่เกิดการอักเสบในร่างกายหลายระบบ อาการเริ่มต้นคือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด พบความผิดปกติที่ปอด (Interstitial lung disease) มีตุ่มที่ผิวหนัง อาจมีอาการทางหัวใจ ความผิดปกติของระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ไต โรคเลือด ปวดข้อ และโรคทางตา มักพบม่านตาอักเสบ ตาแห้ง สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ทราบชัดเจน บางการศึกษา เชื่อว่าน่าจะเป็นจากภูมิคุ้มกันตัวเองผิดปกติ บางการศึกษาเชื่อว่ามีการติดเชื้อในร่างกาย และมีพันธุกรรมผิดปกติที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
  7. Behcet’s เชื่อว่าเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคออโตอิมมูน มีลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ มีแผลที่ปาก (Aphthous) แผลที่อวัยวะเพศ มีตุ่มที่ผิวหนัง และโรคทางตา คือมียูเวียอักเสบส่วนหน้าหรือส่วนหลัง รวมทั้งการอักเสบของจอตาและขั้วประสาทตาได้ อาการอื่นที่อาจพบได้ ได้แก่ ปวดศีรษะ ข้ออักเสบ ปวดท้อง ระบบขับถ่ายผิดปกติ

โรคติดเชื้ออะไรที่มักพบเป็นสาเหตุยูเวียอักเสบ?

ยูเวียอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ มักพบในการอักเสบของยูเวียส่วนหลัง และเชื้อที่เป็นสาเหตุและโรคที่พบร่วมด้วยที่พบบ่อย ได้แก่

  1. วัณโรค อาจทำให้เกิดการอักเสบในลูกตาจากเชื้อโดยตรง หรือจากปฏิกิริยาภูมิ คุ้มกันของร่างกายต่อเชื้อวัณโรคที่เกิดบริเวณอื่นในร่างกายก็ได้ เป็นได้ทั้งการอักเสบของยูเวียส่วนหน้าและส่วนหลัง บางรายมีอาการทางตาหลังจากเป็นวัณโรคที่ปอด หรือบางรายเกิดอา การทางตาหลังจากวัณโรคที่ปอดหายดีแล้ว การเอกซเรย์ภาพปอดอย่างเดียวจึงวินิจฉัยวัณโรคไม่ได้ จำเป็นต้องตรวจอย่างอื่น เช่น ทำ Tuberculin test, การตรวจเชื้อเสมหะ, การตรวจย้อมเชื้อจากเสมหะ และอาจต้องตรวจทางพันธุกรรมจากสารน้ำในลูกตาด้วยเทคนิคที่เรียกว่า PCR (Polymerase chain reaction)
  2. ซิฟิลิส อาการทางตาจะมีอาการคล้ายจากการติดเชื้อวัณโรค การวินิจฉัยส่วนใหญ่ได้จากการตรวจเลือดดูสารภูมิต้านทานโรคนี้
  3. Toxoplasma เป็นเชื้อปรสิตในแมว คนเราอาจติดเชื้อจากกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อนี้จากอุจจาระสัตว์หรือในน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือผ่านทางรกจากมารดาสู่บุตร (Congenital toxoplasma) การอักเสบภายในตา ซึ่งจะเป็นมากที่จอตาและที่น้ำวุ้นตา
  4. ติดเชื้อไวรัส เช่น เริม (Herpes), หัดเยอรมัน , เชื้ออีวีบี (โรคติดเชื้อ อีบีวี)
  5. ติดเชื้อรา เช่น Candida, Histoplasmosis, Aspergillous, Coccidioidomycosis
  6. เชื้อปรสิต เช่น Toxocara, Cysticercosis/ตืดหมู, Giardia lambia เป็นต้น

โรคทางภูมิคุ้มกันอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุยูเวียอักเสบ?

การอักเสบของยูเวีย ที่การศึกษาเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันหรือที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น

  1. Vogt - Koyanagi - Harada (VKH) การศึกษาเชื่อว่าเป็นโรคจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ เป็นเหตุให้เกิดโรคในร่างกายหลายระบบ เช่น มีไข้ คอแข็งคล้ายไข้สมองอักเสบ (บางรายอาจมีอาการเหล่านี้น้อยมาก) การสูญเสียการได้ยิน มีอาการทางตาคือมีการอักเสบของยู เวียได้ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง
  2. Synpathetic ophthalmia เป็นภาวะที่มีการอักเสบของยูเวียได้ทุกชั้นในตา 2 ข้าง ในกรณีที่ตาได้รับอุบัติเหตุข้างหนึ่ง โดยอุบัติเหตุนั้นรุนแรงจนมีเนื้อเยื่อชั้นยูเวียทะลุออก มาข้างนอกลูกตา เป็นเหตุที่ในสมัยก่อน หากผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุตาข้างหนึ่งรุนแรงมากจนไม่มีสายตาเหลืออยู่ หมอมักแนะนำให้เอาตาข้างได้รับอุบัติเหตุออกเพื่อป้องกันตาดี กล่าวกันว่าเป็น เพราะเนื้อเยื่อของยูเวียเข้าไปในกระแสเลือด ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในตาดีที่ออกมาในรูปการอัก เสบของยูเวียทั้ง 2 ตา การตัดวงจรนี้ออกยิ่งเร็ว การเสี่ยงต่อภาวะนี้ยิ่งน้อยลง ในปัจจุบันภาวะนี้พบน้อยลงด้วยกระบวนการรักษาที่ดีขึ้น เก็บเนื้อเยื่อยูเวียที่ออกมาข้างนอก เย็บซ่อมแผลได้ดีขึ้นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ รวมทั้งมีการใช้ยากดภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติที่เป็นยาที่ดีกว่าในอดีต
  3. ยังมีภาวะการอักเสบของยูเวียส่วนหลังร่วมกับจอตาที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น โรค Serpigenous choroiditis, Birdshot retinochoroiditis เป็นต้น
  4. Lens induced uveitis ในผู้ป่วยโรคต้อกระจกบางรายที่ละเลยไม่รับการผ่าตัด จนต้อสุก จนมีโปรตีนในแก้วตารั่วออกมาข้างนอกแก้วตา ก่อให้เกิดภาวะยูเวียอักเสบได้ ซึ่งจำ เป็นต้องแก้ไขรักษาโดยผ่าตัดเอาต้อกระจกออก

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

โดยทั่วไป ภาวะอักเสบของยูเวียมักจะเรื้อรัง มีตาพร่ามัว ตาแดง เมื่อมีอาการเหล่านี้ ควรต้องพบแพทย์/จักษุแพทย์ทันที เพราะภาวะยูเวียอักเสบนี้อาจทำให้ตามัวลงและทำให้ตาบอดได้ หากไม่แก้ไขรักษาอย่างทันท่วงที

แพทย์วินิจฉัยยูเวียอักเสบอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นยุเวียอักเสบและหาสาเหตุของการอักเสบ ได้จาก ประวัติอาการ ประ วัติทางการแพทย์ต่างๆ (เช่น โรคประจำตัว อุบัติเหตุ) การตรวจร่างกาย การตรวจตา และการตรวจสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ เช่น

  1. ตรวจเลือดหาสารภูมิคุ้มกัน/สารภูมิต้านทาน และ/หรือ สารก่อภูมิต้านทานต่างๆตาโรคที่แพทย์สงสัยว่าเป็นสาเหตุ เช่น ซิฟิลิส
  2. ตรวจเลือดดูค่าสาร HLA
  3. ตรวจเลือดเพื่อการวินิจฉัยโรคซิฟิลิส
  4. เอกซเรย์ภาพปอด
  5. เอกซเรย์ภาพกระดูกสันหลังส่วนที่มีอาการปวดหลัง
  6. การตรวจสารทางพันธุกรรมด้วยเทคนิคที่เรียกว่า PCR (Polymerase chain reaction)
  7. และอื่นๆตามดุลพินิจของแพทย์และอาการของผู้ป่วย เพื่อตรวจหาโรคต่างๆที่อาจพบร่วมกับการอักเสบของยูเวีย

รักษายูเวียอักเสบอย่างไร?

การรักษายูเวียอักเสบ ประกอบด้วยการรักษาโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุหรือที่เกิดร่วมกับการอักเสบของยูเวีย ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อเรื่อง โรคต่างๆที่พบร่วมกับยูเวียอักเสบ เช่น การรักษาโรคซิฟิลิส การรักษาวัณโรค การรักษาตืดหมู และร่วมกับการรักษาภาวะยูเวียอักเสบ

การรักษาการอักเสบของยูเวียประกอบด้วยยาในกลุ่ม

  1. Corticosteroid (ยาสเตียรอยด์) ทั้งในรูปแบบ ยาหยอดตา ยารับประทาน ตลอดจนยาฉีด
  2. Cyto toxic agent (ยาในกลุ่มยาเคมีบำบัด) เช่น Methotrexate, Cyclophospha mide, Chlorambucil

ยูเวียอักเสบก่อผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากยูเวียอักเสบ เช่น

  1. ต้อกระจก การอักเสบของยูเวียส่วนหน้า ซึ่งจะนำมาซึ่งต้อกระจกชนิด Posterior subcapsular
  2. ต้อหิน เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เซลล์ในช่องด้านหน้าของลูกตาไปอุดช่อง ทางที่เรียกว่า Trabecular meshwork จึงขัดขวางการไหลเวียนของสารน้ำในลูกตา และการอัก เสบเรื้อรังของยูเวียทำให้เกิดพังผืด (Synechias) ในบางรายอาจร่วมกับการอักเสบของ Trabe cular meshwork (Trabeculitis)
  3. มีการหลุดลอกของ Choroid ทำให้ความดันตาลดลง (Hypotony) ส่งผลให้การมองเห็นภาพผิดปกติ
  4. อาจมีผังพืดในช่องด้านหน้าลูกตา เช่น Iiris pupillary หรือ Cyclitic mem brane ส่งผลให้การมองเห็นภาพผิดปกติ
  5. อาจเกิดภาวะจอตาบวม (Retina edema) จอตาหลุดลอก หรือ ภาวะ optic neuri tis ส่งผลให้ตามัวอาจถึงตาบอดได้
  6. ผลแทรกซ้อนจากยาที่รักษา เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ ส่งผลให้ติดเชื้อได้ง่ายทั้งในลูกตาและในร่างกายส่วนต่างๆ รวมไปถึงการเกิดต้อหิน

ยูเวียอักเสบมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

ยูเวียอักเสบมีความรุนแรงของโรค/การพยากรณ์โรคต่างๆกัน บางคนเป็นน้อยและหาสา เหตุพบ โรคมักจะหายขาดหลังการรักษา แต่บางคนหาสาเหตุไม่ได้ หรือเป็นร่วมกับโรคทางกาย ที่เรื้อรัง มักจะต้องรักษาต่อเนื่องและมีแนวโน้มสูญเสียสายตาไปเรื่อยๆ การหมั้นตรวจรักษาและพบแพทย์/จักษุแพทย์สม่ำเสมอ จะช่วยชะลอไม่ให้มีการสูญเสียสายตาได้

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นยูเวียอักเสบคือ

  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ ทั้งแพทย์ พยาบาลที่ดูแลโรคต่างๆ และจักษุแพทย์ พยาบาลที่ดูแลอาการทางตา
  • กินยาต่างๆที่แพทย์ทุกท่านสั่งให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • ควบคุม รักษาโรคที่เป็นสาเหตุอย่างจริงจัง
  • พบแพทย์ทุกๆท่านตามนัดเสมอ
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอ เมื่ออาการต่างๆเลวลงรวมถึงอาการจากโรคต่าง ๆ และ/หรืออาการทางตา, มีอาการใหม่เกิดขึ้น, และ/หรือเมื่อกังวลในอาการ

ป้องกันยูเวียอักเสบอย่างไร?

การป้องกันยูเวียอักเสบที่ป้องกันได้คือ เรื่องของการติดเชื้อ ส่วนสาเหตุอื่นยังไม่มีวิธีป้องกัน

การป้องกันการติดเชื้อจะเช่นเดียวกับการติดเชื้อจากทุกๆโรค ซึ่งที่สำคัญ คือ

บรรณานุกรม

Tsang,K. et al. (2014). http://emedicine.medscape.com/article/798323-overview#showall [2014,Aug2]



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom