Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ติดเชื้อเอชไอวี  

บทนำ

โรคเอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome; AIDS) คือ กลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งไวรัสเอชไอวีเป็นไวรัสชนิดรีโทรไวรัส (Retrovirus) โดยเป็นเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ (RNA) ที่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงสารพันธุ กรรมจากอาร์เอ็นเอไปเป็นดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อให้สามารถอาศัยในโครโมโซม (Chromosome) ของเซลล์เจ้าบ้านที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอ (หมายถึงมนุษย์) ได้ เมื่อเชื้อไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายลดต่ำลง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆได้ง่ายขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญของความเจ็บป่วยและการเสียชีวิต (ตาย) ของผู้ป่วย

เป้าหมายของการรักษาโรคเอดส์ด้วยยาต้านรีโทรไวรัสคือ

  1. 1.ลดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือดให้ได้มากที่สุดจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจ วัดได้ และให้คงระดับนั้นไว้ให้ได้นานที่สุด
  2. 2.ลดอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์
  3. 3.ทำให้ผู้ป่วยที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
  4. 4.ฟื้นฟูและรักษาสภาพการทำงานของระดับภูมิคุ้มกันฯของผู้ป่วยให้กลับคืนมาทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ
  5. 5.ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวี

ดังนั้นเพื่อให้เป้าหมายของการรักษาโรคเอดส์ประสบความสำเร็จการรักษาด้วยยาต้านรีโทรไวรัสจึงเป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี

ยาต้านรีโทรไวรัสคือยาอะไร?

ยาต้านรีโทรไวรัส

ยาต้านรีโทรไวรัส หรือยาต้านเอชไอวี หมายถึง ยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันมียาต้านรีโทรไวรัสที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศ สหรัฐอเมริกา และนำมาใช้ทางคลินิกทั้งหมดมากกว่า 30 ชนิดขึ้นไป รวมถึงยาต้านรีโทรไวรัสที่มีจำหน่ายในประเทศไทย โดยยาต้านรีโทรไวรัสมีกลไกการออกฤทธิ์หลักที่ 4 ตำแหน่งดังนี้

  1. ยับยั้งการเกาะจับและเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย (Entry and Fusion Inhibitors) ซึ่ง เซลล์เป้าหมาย ณ ที่นี้หมายถึง เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4/CD4/ Cluster of differentia tion 4 ของเจ้าบ้าน/ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยกลไกของยากลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยาจะยับยั้งการเชื่อมรวมระหว่างเปลือกหุ้มของไวรัสเอชไอวีกับผนังเซลล์ของเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 ได้ ทำให้เชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดี-4 ได้เช่น ยา Enfavirtide
  2. ยับยั้งกระบวนการรีเวิร์สทรานสคริปเทส (Reverse Transcriptase Inhibitors) ซึ่งแบ่งยาเป็น 2 กลุ่มคือ
    1. Nucleoside/Nucleotide Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs, กลไกของยากลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยาจะยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ชื่อ รีเวิร์สทรานสคริปเตส (Reverse Transcriptase enzyme: เอนไซม์ที่ช่วยสร้างดีเอ็นเอให้แก่ไวรัสเอชไอวีเพื่อให้สามารถเพิ่มจำนวนและอาศัยในดีเอ็นเอของมนุษย์ได้) ของเชื้อไวรัสเอชไอวี จึงส่งผลทำให้ การเชื่อมต่อดีเอ็นเอของไวรัสหยุดชะงัก เชื้อไวรัสจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ในร่างกายมนุษย์ เช่น ยา Zidovudine, Didanosine, Stavudine, Lamivudine, Abacavir, Emtricitabine
    2. Non-Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NNRTIs, กลไกของยากลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ยาจะยับยั้งการทํางานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส 2 Reverse Transcriptase enzyme ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับยากลุ่ม NRTIs ดังข้อ 2.1 ) เช่น ยา Nevira pine, Efavirenz, Delavudine, Etravirine, Rilpivirine
  3. ยับยั้งกระบวนการอินทีเกรชั่น (Integrase inhibitor, INSTs, กลไกของยากลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วยาจะทำรบกวนการทำงานของเอนไซม์อินทีเกรซของเชื้อไวรัสเอชไอวี ป้อง กันไม่ให้ proviral DNA ของเอชไอวีเข้าเชื่อมต่อกับสายดีเอ็นเอของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 ของมนุษย์ ช่วยเพิ่มเติม function ย่อๆของยากลุ่มนี้) เช่น ยา Raltegravir
  4. ยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส (Protease Inhibitors, PIs, กลไกของยากลุ่มนี้เมื่อเข้าสู่ร่าง กายแล้ว ยาจะทำการยับยั้งเอนไซม์โปรติเอสของเชื้อไวรัสเอชไอวี ทำให้การสร้างส่วนประกอบโปรตีนของไวรัสเอชไอวีไม่สมบูรณ์/Immature virion จึงทำให้ไม่สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวีรอบใหม่ได้) เช่น ยา Sequinavir, Ritonavir, Indinavir, Nelfinavir, Fosampre navir, Lopinavir, Atazanavir, Tipranavir, Darunavir

ยาต้านรีโทรไวรัสมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาต้านรีโทรไวรัสในประเทศไทย มีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ดังนี้ คือ ยาเม็ด, ยาแคปซูล, ยาชนิดน้ำบรรจุขวดแบบใช้ได้หลายครั้ง ทั้งนี้มียาต้านรีโทรไวรัสทั้งในรูปยาชนิดเดี่ยว หรือยาสูตรผสมระหว่างยาต้านรีโทรไวรัส 2 – 3 ชนิดในยาเม็ดเดียวหรือในยาน้ำขวดเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อการรับประทาน โดยยาต้านรีโทรไวรัสจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ จึงมีจำหน่ายเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น

ยาต้านรีโทรไวรัสมีขนาดการใช้ยาอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาต้านรีโทรไวรัสในประเทศไทย มีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ดังนี้ คือ ยาเม็ด, ยาแคปซูล, ยาชนิดน้ำบรรจุขวดแบบใช้ได้หลายครั้ง ทั้งนี้มียาต้านรีโทรไวรัสทั้งในรูปยาชนิดเดี่ยว หรือยาสูตรผสมระหว่างยาต้านรีโทรไวรัส 2 – 3 ชนิดในยาเม็ดเดียวหรือในยาน้ำขวดเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อการรับประทาน โดยยาต้านรีโทรไวรัสจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ จึงมีจำหน่ายเฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาล/เภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดที่รวมถึงยาต้านรีโทรไวรัส ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรเกี่ยวกับ

  • ประวัติแพ้ยา/แพ้อาหาร/แพ้สารเคมีทุกชนิด
  • มีโรคประจำตัวต่างๆ รวมทั้งยาที่กำลังได้รับอยู่ ณ ขณะนั้น
  • หากเป็นสุภาพสตรีควรแจ้งว่าอยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  • แจ้งบุคลากรทางการแพทย์ หากช่วงที่ผ่านมาลืมกินยา/ไม่ได้รับยา หรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถรับประทานยาได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันได้

มีหลักการบริหารยา/ใช้ยาต้านรีโทรไวรัสอย่างไร?

สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาต้านรีโทรไวรัสให้ตรง เวลาอย่างเคร่งครัด อาหารมีผลต่อการดูดซึมยาต้านรีโทรไวรัสบางชนิด ดังนั้นการบริหารยา/การ ใช้ยาต้านรีโทรไวรัสจึงควรศึกษาวิธีการรับประทานยาก่อน

  • กรณีที่อาหารมีผลต่อการดูดซึมยา แพทย์/เภสัชกรจะแนะนำให้รับประทานยาขณะท้องว่างคือ ก่อนมื้ออาหาร 1 ชั่วโมงหรือรับประ ทานยาหลังมื้ออาหารไปแล้วอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
  • กรณีอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยา ผู้ป่วยสามารถเลือกรับประทานยาได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร แต่จำเป็นต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาตามคำแนะนำของแพทย์/เภสัชกร

ความถี่ในการรับประทานยาต้านรีโทรไวรัสมีทั้งรับประทานยาวันละ 1 ครั้งและวันละ 2 ครั้ง

  • กรณีรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง แนะนำให้รับประทานยาเวลาเดียวกันของทุกวัน
  • กรณีรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง แนะนำให้รับประทานยาห่างกัน 12 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด

กรณีลืมรับประทานยาที่มีวิธีการรับประทานยาเพียงวันละ 1 ครั้ง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลยโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

กรณีลืมรับประทานยาและมีวิธีการรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ (หากห่างไม่เกิน 6 ชั่วโมงจากเวลารับประทานปกติ) แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (เกินกว่า 6 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) ให้รับประ ทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติ ข้ามมื้อยาที่ลืมไป จากนั้นรับประทานยาในขนาดปกติต่อไป (ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าหรือนำยามื้อที่ลืมไปมารับประทานด้วย) และรับประทานยาในมื้อถัดๆไปในขนาดยาปกติ

ผู้ป่วยควรตระหนักเสมอว่า การกินยากลุ่มนี้ไม่สม่ำเสมอจะทำให้ระดับยาในเลือดอยู่ในระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งช่วงที่ระดับยามีขนาดต่ำก็จะเป็นเหมือนการกระตุ้นให้เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ เป็นสาเหตุของการดื้อยาในเวลาต่อม

อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาต้านรีโทรไวรัสเป็นอย่างไร?

ก. ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงที่อาจมีผลต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) จากการใช้ยาต้านรีโทรไวรัสได้แก่

ข. อาการไม่พึงประสงค์ของยาต้านรีโทรไวรัส: อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการ ข้างเคียง) ของยาต้านรีโทรไวรัสจะแตกต่างกันไปในยาแต่ละกลุ่ม และมักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนหรือหยุดยา เกิดความไม่ร่วมมือในการกินยาที่นำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด ดังนั้นเพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด ผู้ป่วยต้องพบแพทย์สม่ำเสมอตามแพทย์นัดเพื่อได้รับการประเมินผลการรักษา ติดตามอาการไม่พึงประสงค์และปรับการใช้ยา

ปฏิกิริยาระหว่างยาของยาต้านรีโทรไวรัสเป็นอย่างไร?

ยาที่นำมาใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มต่างๆอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาต้านรีโทรไวรัสที่กำลังใช้อยู่หรือกับยาอื่นที่นำมาใช้ร่วม ซึ่งอาจมีผลทำให้ระดับยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกิดความเป็นพิษหรือเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ หรือระดับยาตัวใดตัวหนึ่งลดลงจนขาดประสิทธิภาพในการรักษาได้ ตัวอย่างเช่น

มีข้อควรระวังการใช้ยาต้านรีโทรไวรัสอย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาต้านรีโทรไวรัสดังนี้เช่น

  1. พิจารณาอาการแพ้ยา/อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ที่รุนแรงของผู้ป่วย หากผู้ ป่วยเคยมีประวัติการใช้ยาต้านรีโทรไวรัสมาก่อน โดยห้ามใช้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประ กอบของยานั้นๆ หรือระวังการใช้ยาในกลุ่มเดียวกับที่ผู้ป่วยแพ้
  2. ปรึกษาแพทย์ผู้รักษาหากท่านกำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  3. หากท่านมีภาวะการทำงานของไตบกพร่อง, ตับบกพร่อง หรือมีโรคประจำตัวอื่นๆเช่น วัณโรค ไวรัสตับอักเสบ โปรดแจ้งแพทย์ที่ดูแลท่านเสมอ เพราะอาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านรีโทรไวรัสตามค่าการทำงานของไตและตับ หรืออาจต้องทำการรักษาโรคประจำตัวเดิมของท่านก่อนการเริ่มใช้ยาต้านรีโทรไวรัส
  4. ยาต้านรีโทรไวรัสบางตัวมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาชนิดอื่นๆ ดังนั้นแจ้งแพทย์และเภสัชกรเสมอว่า ท่านมียาใดบ้างที่กำลังรับประทานอยู่ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาสมุนไพร
  5. ปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่าน หากท่านจำเป็นต้องหยุดยาต้านรีโทรไวรัสเช่น ผู้ป่วยที่มีอา การพิษจากยาที่รุนแรง หรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรับประทานยาเช่น ช่วงถือศีลอด, ต้องเข้ารับการผ่าตัด, เดินทางไปต่างประเทศที่มีเวลาไม่ตรงกับประเทศไทย หรือหยุดยาแล้วกำลังจะเริ่มใช้ยาใหม่อีกครั้ง
  6. ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  7. ไม่ใช้ยาหมดอายุ
  8. ไม่เก็บยาหมดอายุ

*****อนึ่ง ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมยาต้านรีโทรไวรัสด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกครั้งควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ความล้มเหลวจากยาต้านรีโทรไวรัสเกิดอย่างไร?

การพิจารณาเริ่มการรักษาด้วยยาต้านรีโทรไวรัสเพื่อรักษาเอชไอวี ต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมอย่างแท้จริงทั้งในด้านจิตใจ ความตั้งใจจริง ค่ารักษา จึงจะประสบความสำเร็จในการรักษา มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาความล้มเหลวจากการรักษาด้วยยาต้านรีโทรไวรัสต่อมาได้

ความล้มเหลวจากการรักษาเอชไอวีจากยาต้านวัรัสนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ความล้มเหลวทางการควบคุมปริมาณเชื้อไวรัส (Virological failure), ความล้มเหลวทางภูมิคุ้มกันฯ (Immunological failure) และความล้มเหลวทางอาการทางคลินิก (Clinical failure)

ก. ความล้มเหลวทางการควบคุมปริมาณเชื้อไวรัส (Virological failure): สามารถตรวจพบได้เร็วที่สุด มีความไวมากที่สุด และเชื่อถือได้มากที่สุด ซึ่งการวินิจฉัยความล้ม เหลวจากการรักษาจะพิจารณาจาก Virological failure (ดูปริมาณเชื้อในร่างกาย) เป็นหลักซึ่งมีเกณฑ์คือ ตรวจพบปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดเพิ่มมากกว่า 400 และ 50 หน่วย/มิลลิลิตร(Copies/ml) หลังรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอนาน 6 และ 12 เดือนตามลำดับ โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับยาต้านรีโทรไวรัสมาก่อน เมื่อรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องนาน 6 เดือนแล้วควรตรวจไม่พบหรือพบเชื้อไวรัสน้อยกว่า 50 Copies/ml

กรณีผู้ป่วยที่มีปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดอยู่ในช่วงระหว่าง 51 - 1,000 Copies/ml อาจจะเป็นระยะแรกของการเกิดความล้มเหลวจากการรักษาหรือมีปริมาณไวรัสในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นชั่วคราว (Viral blip) โดยไม่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวจากการรักษา ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้ รับคำแนะนำให้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง แล้วตรวจปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดซ้ำอีกครั้งภายใน 2 - 3 เดือน

ข. ความล้มเหลวทางภูมิคุ้มกันฯ (Immunological failure): เป็นภาวะที่ระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 (CD-4) ตอบสนองต่อยาต้านเอชไอวีต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งการใช้เกณฑ์นี้จะมีความไวและความจำเพาะต่ำในการวินิจฉัยความล้มเหลวจากการรักษา เนื่องจากเมื่อตรวจพบผู้ป่วยมี Immunological failure มักจะมีการสะสมการดื้อต่อยาหลายชนิด หรือการกลายพันธุ์ของเชื้อหลายตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ตรวจไม่พบปริมาณไวรัสในกระแสเลือด แต่มีระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 ลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ ได้เกิดความล้มเหลวจากการรักษา จึงไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนยาต้านรีโทรไวรัสในการรัก ษา แต่แพทย์จะติดตามระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 ซ้ำ และประเมินความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย

ค. ความล้มเหลวทางอาการทางคลินิก (Clinical failure): เป็นความล้มเหลวจากการรักษาที่ตรวจพบได้ช้าที่สุด ซึ่งกว่าผู้ป่วยจะมี Clinical failure จะต้องเกิด Virological failure และ Immunological failure มาก่อนเป็นเวลานานหลายเดือนหรือหลายปี จนมีระดับเม็ดเลือดขาวซีดี-4 (CD-4) ต่ำลงมากและเกิดอาการทางคลินิกขึ้นในที่สุด อาการทางคลินิกอาจเกิดจากการกลับเป็นซ้ำของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่ผู้ป่วยเคยเป็นอยู่เดิมก่อนการรักษา หรือมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเกิดขึ้นใหม่ หลังจากรับประทานยาต้านรีโทรไวรัสไปแล้วนาน 6 เดือน

กลไกการดื้อยาต้านรีโทรไวรัสเป็นอย่างไร?

การตรวจหายีน/จีนดื้อยาต้านไวรัส (Genotypic resistance testing) มีข้อบ่งชี้คือ เพื่อช่วยตัดสินใจเลือกยาต้านรีโทรไวรัสซึ่งในกรณีที่การรักษาล้มเหลวจากไวรัสดื้อยา จะมีปริมาณไวรัสในเลือดมากกว่า 1,000 Copiesขณะได้รับยาต้านรีโทรไวรัส ซึ่งกลไกการดื้อยาฯพบเกิดได้จาก

ก. การดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่ม Entry inhibitor: กลไกการดื้อยาต้านรีโทรไว รัสกลุ่มนี้คือ เชื้อเอชไอวีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนของตัวเชื่อม (ที่มีชื่อว่า Glycoprotein 41) ที่ช่วยให้เปลือกหุ้มของเชื้อเอชไอวีเชื่อมกับผนังเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดี-4 เพื่อให้เชื้อเอชไอวีสามารถแทรกเข้าไปในผนังเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดี-4 ได้ ดังนั้นเมื่อเกิดเชื้อเอชไอวีที่ดื้อยา ยาต้านไวรัสจึงไม่สามารถเข้าไปยับยั้งการเชื่อมรวมระหว่างเปลือกหุ้มของไวรัส กับผนังเซลล์ของเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี-4 ได้ ทำให้เชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวซีดี-4 ได้

ข. การดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่ม Nucleoside Reverse Transcriptase Inhibitor (NRTIs): กลไกหลักของเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้คือ การทำให้ยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่ม NRTIs หรือ Nucleoside/Nucleotide ที่สังเคราะห์ขึ้นไม่สามารถจับกับดีเอ็นเอของรีโทรไวรัสได้เช่น การดื้อยาลามิวูดีน

ค. การดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่ม Non- Nucleoside Reverse Transcrip tase Inhibitor (NNRTIs): กลไกหลักของเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้คือ การกลายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้ยาในกลุ่ม NNRTIs ไม่สามารถเข้ามาจับกับเอนไซม์ Reverse transcriptase ได้ ซึ่งการดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้เป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากยา กลุ่มนี้เป็นยาหลักในการสร้างสูตรยาต้านไวรัสและเป็นกลุ่มยาที่มีการดื้อยาชนิดที่รุนแรงเช่น การดื้อยาเนวิราปีน, เอฟฟาไวเรนซ์

ง. การดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่ม Protease Inhibitor (PIs): กลไกหลักของเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้คือ การกลายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้ยาในกลุ่ม PIs ไม่สามารถจับกับเอนไซม์ Protease/เอนไซม์เกี่ยวกับการทำงานของโปรตีนได้ ซึ่งการดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้เป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากยากลุ่มนี้เป็นยาหลักในการสร้างสูตรยาต้านรีโทรไวรัสสำหรับผู้ติดเชื้อที่ผ่านการรักษาที่ล้มเหลวและมีการดื้อยาต้านรีโทรไวรัสมาแล้ว

จ. การดื้อยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่ม Integrase inhibitor (INSTs): การดื้อยา กลุ่มนี้เกิดขึ้นเมื่อไวรัสเอชไอวีเกิดการกลายพันธุ์จนทำให้กรดอะมิโนบางตัวเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ยากลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าไปทำลายการเจริญเติบโตของไวรัสได้

เก็บรักษายาต้านรีโทรไวรัสอย่างไร?

แนะนำเก็บยาต้านรีโทรไวรัสที่อุณหภูมิห้อง ไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส (Celsius) หรือเก็บยาในห้องที่ร้อนจัดหรือมีความชื้นมากเช่น ห้องที่ถูกแสงแดดส่องถึงทั้งวัน ในรถยนต์ ห้องครัว หรือห้องน้ำ นอกจากนี้ยังควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิม และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาให้พ้นจากแสงแดดหรือบริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึงตัวยาตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพของยาให้มีประสิทธิภาพตลอดถึงวันสิ้นอายุของยา หากยาเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพเช่น สี, ลักษณะเม็ดยา/สารละลายเปลี่ยนแปลงจากปกติ ควรทิ้งยาไปและควรศึกษาเอกสารกำกับยาทุกครั้งสำหรับวิธีการเก็บรักษายาแต่ละชนิด เนื่องจากยาบางชนิดอาจจำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นหรือมีวิธีการเก็บรักษาพิเศษจำเพาะ

ยาต้านรีโทรไวรัสที่จำหน่ายในประเทศไทยมีอะไรบ้าง?

ตัวอย่างยาต้านรีโทรไวรัสที่จำหน่ายในประเทศไทยและบริษัทผู้ผลิตเช่น

บรรณานุกรม

  1. 1. Taketomo CK, Hodding, JH, Kraus DM, .Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012
  2. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12.
  3. ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์. Review and Update Antiretroviral Drugs.ใน: นารัต เกษตรทัต, ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์, บรรณาธิการ. Pharmacotherapy in Infectious Diseases 2010.กรุงเทพมหานคร: Printing Place. 2553
  4. ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์.Update on 2010 Thai National Antiretroviral Therapy Guidelines for HIV-Infected Adults and Adolescents.ใน: บุษบา จินดาวิจักษณ์, ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์, ลักขณา สุวรรณน้อย, พิชญา ดิลกพัฒนมงคล, มรุพงษ์พชรโชค, ศยามล สุขขา, บรรณาธิการ. Advances in Pharmacotherapeutics and Pharmacy Practice 2010.กรุงเทพมหานคร: พิฆณี. 2553, หน้า 21-44.
  5. ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์. Anti-retroviral drug induced disorder: basic and practical issue for patient management. Advanced in Adverse Drug Reactions: Common Drug-induced Organ Disorder.สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
  6. สมนึก สังฆานุภาพ. การดื้อยาต้านเอชไอวี หลักการพื้นฐานและการใช้ทางคลินิก. กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน. 2551


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน faluk2520 Nus Nithiwat
Frame Bottom