Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อื่นๆ  ทั่วตัว  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคเอดส์ 

บทนำ

ยาต้านรีโทรไวรัส(Antiretroviral drug หรือ Antiretroviral agent) หรือยาต้านเอชไอวี(HIV) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งหรือต้านการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสเอชไอวีหรืออีกชื่อคือ รีโทรไวรัส/Retrovirus ปัจจุบันมียาต้านรีโทรไวรัสที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา และนำมาใช้ทางคลินิกทั้งหมดมากกว่า 30 ชนิดขึ้นไป โดยยาต้านรีโทรไวรัสแบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ได้ เป็น 4 กลุ่มหลัก(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ยาต้านรีโทรไวรัส) ซึ่งหนึ่งในกลุ่มยาต้านไวรัสที่ถูกนำมาใช้ในสูตรหลักของยาต้านไวรัสในปัจจุบัน คือ ยากลุ่ม “Non-Nucleoside Analog Reverse Transcriptase Inhibitors เรียกสั้นๆ/ย่อว่า ต้านรีโทรไวรัสเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ(NNRTIs) หรือ ยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอยาในกลุ่มนี้ เช่นยา เนวิราปีน (Nevirapine), เอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz), ดีลาวูดีน (Delavudine), เออทาไวรีน (Etravirine), ริวพิไวรีน (Rilpivirine)

เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้รับยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มNNRTIเข้าสู่ร่างกาย ยานี้จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย แล้วส่งผลยับยั้งเอนไซม์ชื่อ รีเวิร์สทรานสคริปเตส(Reverse transcriptase,เอนไซม์มีหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างดีเอ็นเอ)ของรีโทรไวรัส/ไวรัสเอชไอวี มีผลทำให้การเชื่อมต่อสายพันธุกรรมดีเอ็นเอ(DNA)ของไวรัสเอชไอวีหยุดชะงัก เชื้อไวรัสเอชไอวี จึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายผู้ป่วยได้อีก

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีสรรพคุณ(คุณสมบัติ) อย่างไร?

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ

ยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ เช่นยา เนวิราปีน (Nevirapine), เอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz), ดีลาวูดีน (Delavudine), เออทาไวรีน (Etravirine), ริวพิไวรีน (Rilpivirine) มีข้อบ่งใช้สำหรับต้านรีโทรไวรัส ซึ่งหมายถึงไวรัสเอชไอวี โดยสูตรยาที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีจะประกอบด้วยยาต้านรีโทรไวรัสจำนวน 3 ชนิด เรียกว่า HAART (Highly Active Antiretroviral Therapy) โดยในสูตรยาจะมีการใช้ยาในกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ 1 ชนิด ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มอื่นๆอีก 2 ชนิด เช่น กลุ่มเอ็นอาร์ทีไอ (NRTIs: Nucleoside Analog Reverse-Transcriptase Inhibitors) และกลุ่มโปรติเอส อินฮิบิเตอร์ (PI: Protease inhibitor) เพื่อให้สูตรยาต้านรีโทรไวรัส มีประสิทธิภาพสูงสุด

ยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 รุ่น คือ

  • รุ่นแรก (First-generation): เช่นยา เนวิราปีน (Nevirapine), ดีลาวูดีน (Delavudine), เอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz), และ
  • รุ่นที่ 2 (Second-generation): เช่นยา เออทาไวรีน (Etravirine), ริวพิไวรีน (Rilpivirine) โดยยารุ่นที่ 2 นี้ สามารถทนต่อการดื้อยา(Higher genetic barrier)ของเชื้อรีโทรไวรัสได้ดีกว่ายาในรุ่นแรก

นอกจากนั้น ปัจจุบัน ยังคงอยู่ในช่วงศึกษาและพัฒนายากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอรุ่นต่อไป ที่มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น

อนึ่ง การดื้อยา NNRTIs อาจพบได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับยากลุ่มนี้มาก่อน แล้วไม่สามารถรักษาวินัยในการรับประทานยานี้ให้ถูกต้องสม่ำเสมอได้

กลไกหลักของเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาNNRTIs คือ การกลายพันธุ์ที่ยีน/จึน/Gene ในส่วนที่เรียกว่า Hydrophobic pocket-like binding site ของเอนไซม์ Reverse transcriptase ของไวรัสเอชไอวี ซึ่งจะทำให้ยา NNRTIs ไม่สามารถเข้ามาจับกับเอนไซม์ Reverse transcriptase ได้ ซึ่งการดื้อยาNNRTIs นี้เป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจาก ยากลุ่มนี้เป็นยาหลักในการสร้างสูตรยาต้านไวรัสเอชไอวี/รีโทรไวรัส และยา NNRTIs ยังเป็นกลุ่มยาที่มีการดื้อยาแบบข้ามชนิดยา(คือข้ามไปดื้อยาต้านเอชไอวีตัวอื่นๆได้) เช่น การดื้อ ยาเนวิราปีน, ยาเอฟฟาไวเรนซ์ อย่างไรก็ตาม กรณีที่แพทย์พบว่า การรักษาโรคเอชไอวีล้มเหลวด้วยยาNNRTIsรุ่นแรกจากเชื้อดื้อยา แพทย์สามารถพิจารณาใช้ยา NNRTIs รุ่นที่ 2 เป็นทางเลือกได้

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาต้านรีโทรไวรัส กลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ/NNRTIs มีกลไกการออกฤทธิ์โดยตัวยาจะยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ของไวรัสเอชไอวี/รีโทรไวรัส ที่ชื่อว่า รีเวิร์สทรานสคริปเตส(Reverse transcriptase enzyme)ที่มีหน้าที่ช่วยสร้างสายพันธุกรรมดีเอ็นเอ (DNA)จากสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ (RNA)เพื่อให้ไวรัสนี้มีสายดีเอ็นเอ (DNA) สำหรับเพิ่มจำนวนไวรัสในเซลล์ร่างกายของมนุษย์ที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอ (DNA)ได้ ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยเอชไอวีได้รับยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มนี้เข้าสู่ร่างกาย ยานี้จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย และส่งผลยับยั้งเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตสของรีโทรไวรัส มีผลทำให้การเชื่อมต่อสายพันธุกรรมดีเอ็นเอของไวรัสนี้ หยุดชะงัก ส่งผลทำให้เชื้อไวรัสนี้ ไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายผู้ป่วยได้

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอในประเทศไทย มีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ เป็นยาเม็ด นอกจากนี้ยังมียาเม็ดสูตรผสมระหว่างยาในกลุ่มนี้กับยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มอื่นอีกด้วย เช่น ยา Atripla ที่มีส่วนผสมของยา Efavirenz + Emtricitabine +Tenofovir

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีวิธีใช้ยาอย่างไร?

ในการใช้ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยานี้ให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

ความถี่ในการรับประทานยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ มีทั้งรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง และ วันละ 2 ครั้ง กรณีรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง แนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน กรณีรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง แนะนำให้รับประทานยาห่างกัน 12 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด

กรณีลืมรับประทานยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ ที่มีวิธีการรับประทานยานี้เพียงวันละ 1 ครั้ง: ให้รับประทานยานี้ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป(วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

กรณีลืมรับประทานยานี้ที่มีวิธีการรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง: ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ (หากห่างไม่เกิน 6 ชั่วโมง จากเวลารับประทานปกติ) และรับประทานยาครั้งต่อไปในเวลาและในขนาดยาปกติ แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป(เกินกว่า 6 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) ให้รับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติ ข้ามมื้อยาที่ลืมรับประทานไป จากนั้นรับประทานยา ในขนาดปกติต่อไป (ไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า หรือนำยามื้อที่ลืมไปมารับประทานด้วย) และรับประทานยาในมื้อถัดๆไปในขนาดปกติ

ขนาดยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอที่ผู้ป่วยควรได้รับ จะขึ้นอยู่กับ อายุผู้ป่วย น้ำหนักตัว ปฏิกิริยาระหว่างยาอื่นๆที่ใช้ร่วมกับยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ สภาวะการทำงานของไต และของตับ โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้กำหนดขนาดยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วยเป็นกรณีๆไป

ผู้ป่วยควรตระหนักเสมอว่า การกินยาเอ็นเอ็นอร์าทีไอ ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ระดับยานี้ในเลือดอยู่ในระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งช่วงที่ระดับยามีขนาดต่ำก็จะเป็นเหมือนการกระตุ้นให้เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์และเป็นสาเหตุของการดื้อยานี้ในเวลาต่อม

เมื่อมีการสั่งยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาล และเภสัชกร ดังนี้

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

ผลไม่พึงประสงค์(ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์)ของยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอที่พบได้บ่อย ได้แก่ เกิดผื่นตามร่างกาย โดยอาการทางผิวหนังอาจพัฒนาความรุนแรงจนเกิดการแพ้ยาชนิดรุนแรงชนิด สตีเวนจอห์นสัน ซินโดรม (Stevens-Johnson Syndrome) และหากอาการทางผิวหนังยายตัวเป็นบริเวณกว้างอาจรุนแรงจนเรียกว่า เทนส์ (Toxic Epidermal Necrosis, TENs) ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรสังเกตอาการทางผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผื่นคันขึ้นตาผิวหนัง หรือมีตุ่มน้ำขึ้นตามร่างกาย ร่วมกับมีไข้ มีอาการเจ็บปาก เจ็บคอ เจ็บบริเวณเยื่อเมือกในช่องปาก เจ็บบริเวณช่องคลอด เจ็บรอบทวารหนัก เจ็บที่อวัยวะเพศ เจ็บรอบตา นัยน์ตาแดงอักเสบ ซึ่งมีอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากเกิดอาการดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องกลับไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน และหยุดใช้ยาตัวที่สงสัยว่าทำให้เกิดอาการและอาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ในการเลือกใช้ยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นแทน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้ยาต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงการแพ้ยาในยากลุ่มเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน, เบื่ออาหาร, ปวดศีรษะ, สับสน, ฝันร้าย, นอนไม่หลับ, ภาวะตับอักเสบ, โดยผลตรวจการตรวจเลือดดูการทำงานของตับจะพบมีความผิดปกติ โดยมีการเพิ่มสูงขึ้นของค่าสารต่างๆที่บอกการทำงานของตับ เช่น AST(Aspartate transaminase), ALT(Alanine aminotransferase), Alkaline phosphatase, Total bilirubin, การเกิดดีซ่าน ซึ่งมีรายงานการเกิดผลพิษต่อตับรุนแรง รวมทั้งการเกิดภาวะตับอักเสบที่รุนแรงถึงเสียชีวิต โดยมักเกิดในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการรักษา แต่อย่างไรก็ตาม อาจพบภาวะตับอักเสบเกิดหลังจากนั้นก็ได้

มีข้อควรระวังการใช้ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไออย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ ดังนี้ เช่น

อนึ่ง ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึง ยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ) ยาแผนโบราญทุกชนิด อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพร ต่างๆเสมอ เพราะ ยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิด ควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ปฏิกิริยาระหว่างยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ/NNRTIs กับยาอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เนื่องจาก ยาในกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอถูกขจัดออกจากร่างกายผ่านทางเอนไซม์ที่มีชื่อว่า CYP(Cytochrome) ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการขจัดยาหลายชนิดออกจากร่างกาย ดังนั้นยาที่นำมาใช้ร่วมกับยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆที่นำมาใช้ร่วมได้ ซึ่งอาจมีผลต่อระดับยาชนิดใดชนิดหนึ่งทำให้ระดับยานั้นๆเพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกิดเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ หรือส่งผลลดระดับยานั้นๆจนขาดประสิทธิภาพในการรักษา

ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาดังต่อไปนี้ร่วมกับยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอ เพื่อลดโอกาสเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา

1. ยาลดกรดกลุ่ม Proton pump inhibitor หรือ กลุ่ม H2 blocker/ H2 antagonist: เพราะยาดังกล่าว จะลดระดับยาริวพิไวรีน(Rilpivirine)ในเลือดได้

2. ยาวาร์ฟาริน (Warfarin:ยาต้านการแข็งตัวของเลือด): เมื่อใช้ยากลุ่ม NNRTIs ร่วมด้วย จะมีผลเพิ่มระดับหรือลดระดับยาวาร์ฟารินในเลือดก็ได้ ในการใช้ยาร่วมกันจำเป็นต้องติดตามค่า INR (International Normalized Ratio, ค่าที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด)และพิจารณาปฏิกิริยาระหว่างยาของยาNNRTIs แต่ละตัวต่อยาวาร์ฟารินว่าจะเกิดในลักษณะอย่างไร และมีประโยชน์มากกว่าโทษในการใช้ร่วมกัน

3. ยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine: ยากันชัก): เมื่อใช้ร่วมกับยา กลุ่ม NNRTIs ระดับยาคาร์บามาซีปีนในเลือดจะลดลง

4. ยาฟีนีทอย(Phenytoin: ยากันชัก): เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่ม NNRTIs อาจทำให้ระดับยาฟีนีทอยในเลือดลดลง

5. ยาคาร์ลิโทรไมซิน (Clarithromycin: ยาปฏิชีวนะ): เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่ม NNRTIs อาจทำให้ระดับยาคาร์ลิโทรไมซินในเลือดลดลง

6. ยาไรแฟมปิซิน (Rifampicin: ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, ยาต้านวัณโรค): เมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่ม NNRTIs อาจทำให้ระดับยากลุ่ม NNRTIs ในเลือดลดลง

7. ยาซิมวาสสะตาติน (Simvastatin: ยาลดไขมันในเลือด): เมื่อใช้ยากลุ่มNNRTIs ร่วมด้วย อาจทำให้ระดับยาซิมวาสตาตินในเลือดลดลง

8. ยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone: ยาสเตรอยด์/ยาแก้อักเสบ): เมื่อใช้ยากลุ่มNNRTIs ร่วมด้วย อาจทำให้ระดับยากลุ่ม NNRTIs ในเลือดลดลง

9. ยาErgot derivetives: เช่น Erogatamine (เออโกตามีน: ยารักษา ไมเกรน), Ergonovine (เออร์โกโนวีน: ยาบีบมดลูก ), Methylergonovine (เมททิวเออร์โกโนวีน: ยาบีบมดลูก) ไม่แนะนำให้ใช้ร่วมกับยากลุ่ม NNRTIs เด็ดขาด เพราะ อาจทำให้เกิดภาวะ Ergotism ซึ่งเป็นภาวะที่มีอันตราย ถึงแก่ชีวิต โดยจะมีอาการ คือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ, อาการเซื่องซึมยาวนาน, ระบบการหายใจถูกกด/หายใจเบา ช้า ตื้น จนถึงหยุดหายใจ, เส้นเลือดหดตัวรุนแรงจนอาจทำให้เกิดเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายตายจากขาดเลือดได้

ควรเก็บรักษายากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไออย่างไร?

แนะนำเก็บยาต้านรีโทรไวรัสกลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอที่อุณหภูมิห้อง ไม่เก็บยาในที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส(Celsius) หรือเก็บยาในห้องที่ร้อนจัด หรือมีความชื้นมาก เช่น ห้องที่ถูกแสงแดดส่องถึงทั้งวัน ในรถยนต์ ห้องครัว หรือห้องน้ำ นอกจากนี้ยังควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิมและเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาให้พ้นจากแสงแดด หรือบริเวณที่มีแสงสว่างส่องถึงตัวยาตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อรักษาคุณภาพของยาให้มีประสิทธิภาพตลอดถึงวันสิ้นอายุของยา หากยาเกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพ เช่น สีเปลี่ยนไป, ลักษณะเม็ดยาแตกหัก ควรทิ้งยาไป

ยากลุ่มเอ็นเอ็นอาร์ทีไอมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาเอนเอนอาร์ทีไอที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้า และบริษัทผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย เช่น

บรรณานุกรม

  1. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp; 2011-12.
  2. Micromedex Healthcare Series, Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado
  3. Usach I et al. Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors: a review on pharmacokinetics, pharmacodynamics, safety and tolerability. Journal of the International AIDS society, 2013.
  4. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica ;2013
  5. ชาญกิจ พุฒิเลอพงศ์. Anti-retroviral drug induced disorder: basic and practical issue for patient management. Advanced in Adverse Drug Reactions: Common Drug-induced Organ Disorder. สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom