Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ต่อมน้ำเหลือง  ระบบโลหิตวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ต่อมน้ำเหลืองโต 

บทนำ

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ( Lymphoma) เป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับระบบน้ำเหลืองในร่างกาย ได้ แก่ ต่อมน้ำเหลือง ม้าม และต่อมทอนซิล หรือเกิดกับอวัยวะที่ไม่อยู่ในระบบน้ำเหลือง เช่น ไขกระดูก ตับ และระบบประสาท ซึ่งโรคแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin’s lymphoma) และ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin’s lymphoma)

ในบทนี้ จะกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กิน ที่เรียกในภาษาแพทย์ว่า Non-Hodgkin’s Lymphoma ชื่อย่อของโรค คือ โรคเอ็นเอชแอล (NHL) และเมื่อพูดสั้นๆว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น ก็มักจะเข้าใจกันทางการแพทย์ว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอน-ฮอดจ์กินนี่เอง ซึ่งในบทนี้ ขอเรียกชื่อโรคนี้ว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กิน

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลคืออะไร ?

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่มีต้นกำเนิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่าลิมฟ์โฟไซท์ (Lymphocyte) ที่อยู่ในระบบน้ำเหลืองของร่างกายดังกล่าวแล้ว ไม่ใช่เม็ดเลือดขาวจากไขกระดูก (ซึ่งเมื่อเป็นมะเร็งจะเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว) และในระยะรุนแรง โรคจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกายได้เช่นเดียวกับ โรคมะเร็งชนิดอื่นๆ

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลมักพบในใคร ?

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลเป็นโรคมะเร็งทางระบบโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยมักพบในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็ก พบได้มากที่สุดในช่วงอายุ 60-70 ปี และ ผู้ชายพบได้บ่อยกว่าผู้หญิง

อะไรเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล ?

ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถบอกสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้อย่างชัดเจน แต่พบปัจ จัยเสี่ยงที่มีความความสัมพันธ์กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล หลายปัจจัย ได้แก่

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลมีอาการอย่างไรบ้าง ?

อาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อยของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล ได้แก่

อนึ่งอาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล ของโพรงจมูก และ/หรือ ไซนัส นั้นมีอาการคล้ายๆกับอาการจากการติดเชื้อ หรือ จากโรคภูมิแพ้ ดังนั้นจึงมีผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่แรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วอาการต่างๆของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้นและไม่สามารถอธิบายจากสาเหตุอื่นๆได้ ก็อาจต้องทำการตรวจวินิจฉัยโดยการตัดชิ้นเนื้อจากเนื้อเยื่อในโพรงจมูก หรือ ในไซนัสเพื่อ การตรวจทางพยาธิวิทยา

แพทย์วินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลได้อย่างไร ?

แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลได้จาก

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลมีกี่ระยะ ?

การแบ่งระยะโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลนั้น จะประเมินจากจำนวนของกลุ่มต่อมน้ำเหลือง ตำแหน่งที่เป็นโรค และการกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ระยะ คือ

นอกจากนั้นยังแบ่งออกเป็นชนิด เอ (A) และชนิด บี (B) โดยชนิด บี นั้นผู้ป่วยจะมีอา การไข้สูง น้ำหนักลด และเหงื่ออกชุ่มตัวตอนกลางคืนร่วมด้วย แต่ในชนิด เอ จะไม่พบอาการดังกล่าว ซึ่งจะเป็นส่วนที่ช่วยในการพยากรณ์ความรุนแรงโรคด้วย โดยชนิด บี จะรุนแรงกว่าชนิด เอ

รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลอย่างไร ?

มีปัจจัยหลายอย่างที่จะเป็นตัวกำหนดวิธีรักษาของแพทย์ คือ ชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค ปัจจัยจากผู้ป่วยเอง เช่น อายุ ความสมบูรณ์แข็งแรงและโรคประจำตัวผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งวิธีรักษา สามารถแบ่งเป็น 7 วิธีดังนี้

  • การเฝ้าติดตามอาการ มักจะเลือกใช้ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล บางชนิดมีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า เช่น ชนิด บีเซลล์ที่ เจริญเติบโตมาจากม้าม โดยแพทย์จะนัดตรวจติดตามอาการเป็นระยะๆ
  • เคมีบำบัด แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหลายๆชนิดร่วมกัน ซึ่งมีทั้งเป็นยากินและยาฉีด โดยให้ทุก 3-4 สัปดาห์ต่อครั้ง เป็นเวลา 6-8 ครั้ง ซึ่งการเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค รวมไปถึงระยะของโรค ซึ่งมะเร็งต่อมน้ำ เหลืองเอ็นเอชแอลส่วนใหญ่ มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้ค่อนข้างดี
  • รังสีรักษา โดยเป็นการฉายรังสี มักใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระยะต้นๆ เช่น ระ ยะที่ 1 หรือ 2 หรือใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัด หรือใช้สำหรับรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเฉพาะที่ เช่น บริเวณสมอง ทั้งนี้ ปริมาณรังสีที่ใช้รักษา ขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรค รวมไปถึงระยะของโรค
  • การให้ยารักษาตรงเป้า (Targeted therapy) เป็นการให้ยาที่มีความจำเพาะต่อเซลล์ต่อมน้ำเหลืองชนิด บีเซลล์ โดยรักษาร่วมกับ ยาเคมีบำบัด หรือบางครั้งอาจให้ร่วม กับสารกัมมันตภาพรังสีในผู้ป่วยบางราย แต่ข้อจำกัดอยู่ที่ราคายายังแพงมหาศาลเกินว่าผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงยาได้
  • การปลูกถ่ายไขกระดูก มักใช้ในกรณี ผู้ป่วยมีโรคย้อนกลับเป็นซ้ำหลังรักษาจนหายดีแล้ว หรือเมื่อโรคดื้อต่อยาเคมีบำบัด โดยให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงมากเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งเหล่านี้ ซึ่งปริมาณยาขนาดสูงมากนี้จะทำลายไขกระดูกด้วย ดังนั้น หลังให้ยาเคมีบำบัด จึงต้องตามด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก โดยใช้ไขกระดูกของผู้ป่วยเองซึ่งแพทย์ดูดเก็บไว้จากเลือดและ/หรือจากไขกระดูกผู้ป่วยก่อนการให้ยาเคมีบำ บัด ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงพอที่จะรับการรักษาได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาวิธีนี้ ยังมีราคาสูงมหาศาลเช่นกัน
  • การใช้สารภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (แอนติบอดี/ Antibody) ร่วมกับการใช้สารกัมมันต ภาพรังสี (Radioimmunotherapy) เป็นการรักษาที่ใช้แอนติบอดี้ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง เพื่อให้สารนี้ไปจับที่เซลล์มะเร็งและใช้รังสีที่ได้จากสารกัมมันตภาพรังสีเป็นตัวทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ส่วนใหญ่การรักษาวิธีนี้ มักเลือก ใช้ในกรณีรักษาด้วยวิธีอื่นๆไม่ได้ผลแล้ว อย่างไรก็ตาม ราคายายังแพงมหาศาลเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงยาได้
  • การให้ยาในกลุ่ม Interferon (IFN) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในเลือดเรา มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคประเภทไวรัส และดูแลระบบภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกายให้เป็นปกติ ซึ่งยานี้ อาจสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ในผู้ป่วยบางราย แต่ยังมีการวิจัยศึกษาไม่มากนัก ดังนั้น วิธีนี้ยังต้องรอการพัฒนาต่อไป เพื่อให้ได้ผลรักษาที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลมีผลข้างเคียงอย่างไร ?

ผลข้างเคียง (ผลแทรกซ้อน) จากการรักษาในแต่ละวิธีนั้นจะแตกต่างกันตามแต่ละวิธีรักษา ซึ่งผลข้างเคียง อาจพบได้มากขึ้นหากผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยหลายๆวิธีร่วมกัน

อนึ่ง อาจพบผลข้างเคียงในระยะยาว (ระยะเวลาหลังครบการรักษาแล้วอย่างน้อยตั้ง แต่ 6 เดือนขึ้นไปจนตลอดชีวิตผู้ป่วย)ได้ด้วย แต่โดยทั่วไปโอกาสเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้พบได้น้อย ประมาณ 5-15% เช่น

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลเป็นโรครุนแรงไหม ?

โดยทั่วไป ในภาพรวม การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำ เหลืองเอ็นเอชแอลให้หายได้ประมาณ 40-60% โดยปัจจัยที่มีผลต่อการรักษา นอกจากชนิดของเซลล์มะเร็งแล้ว ปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการรักษา หรือ ความรุนแรงของโรค ได้แก่

  • อายุ พบว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 60 ปี มีผลการรักษาดีกว่าผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 60 ปี เพราะผู้ป่วยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและสามารถทนต่อการรักษาได้ดีกว่า
  • การแพร่กระจายของโรคออกนอกต่อมน้ำเหลือง เช่น กระจายไปที่ไขกระดูก และ/หรือ ระบบประสาท มีโอกาสรักษาได้หายลดลง
  • ระยะของโรค คือ ระยะที่ 1 และ 2 มีอัตรารอดที่ 5 ปี (ประมาณ60-80%) สูงกว่าระยะที่ 3 (ประมาณ 40-70%) และ ระยะที่ 4 (ประมาณ 0-50% ขึ้นกับแพร่กระจายไปยังอวัยวะใด ซึ่งเมื่อแพร่กระจายเข้าสมองความรุนแรงโรคสูงสุด)

มีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลไหม ? ควรพบแพทย์เมื่อไร ?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีตรวจคัดกรอง (การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง) ให้พบมะเร็งต่อมน้ำ เหลืองทุกชนิด รวมทั้งชนิด เอ็นเอชแอล ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นเมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆดังกล่าว จึงควรรีบพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่นๆ

ป้องกันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอลได้อย่างไร ?

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเอ็นเอชแอล แต่มีข้อแนะนำ เพราะอาจลดโอกาสเกิดโรคนี้ได้บ้าง คือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น การติดเชื้อโรคต่างๆ โดยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) และหลีกเลี่ยงการสัมผัส/การใช้ สารเคมีในกลุ่มของยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช

ดูแลตนเองอย่างไร? ดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งและการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง อ่านเพิ่มเติมใน การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง และการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

updated 2013, May 22


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน montreeza66666 misterT
Frame Bottom