Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ตั้งครรภ์ 

มดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์คืออะไร? มีอันตรายมากน้อยเพียงใด?

มดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์ (Uterine rupture in pregnancy) หมายถึงมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อมดลูกตลอดความหนาของกล้ามเนื้อมดลูก มดลูกแตกขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม มีอันตรายมากทั้งต่อมารดาและต่อทารกในครรภ์เพราะทำให้เกิดการเสียเลือดมากของมารดา เกิดเลือดออกในช่องท้องมาก จึงอาจทำให้ทั้งมารดาและทารกในครรภ์เสียชีวิตได้

มดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์พบได้บ่อยหรือไม่?

มดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์

อุบัติการณ์มดลูกแตกขณะตั้งครรภ์พบได้น้อยคือประมาณ 0.07% ของการคลอดทั้งหมด ซึ่งในกรณีนี้ไม่ได้นับรวมถึงการปริแยกของแผลที่เคยผ่าตัดมดลูกคลอดบุตรที่ยังมีเนื้อเยื่อบุช่อง ท้องคลุมปกปิดแผลนั้นอยู่

ใครที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมดลูกแตกขณะตั้งครรภ์?

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อมดลูกแตกขณะตั้งครรภ์ได้แก่

1. สตรีที่เคยมีประวัติมดลูกแตกมาก่อนแล้วมีการตั้งครรภ์ใหม่อีก

2. สตรีที่เคยผ่าตัดคลอดบุตร ยิ่งผ่าตัดคลอดบุตรหลายครั้งความเสี่ยงที่จะมีมดลูกแตกยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะรอยแผลผ่าตัดที่ตัวมดลูก/กล้ามเนื้อมดลูกจะเป็นบริเวณที่อ่อนแอมากที่สุด เมื่อมดลูกขยายตัวมากจากการตั้งครรภ์จึงอาจทำให้เกิดการปริแตกได้ ทั้งนี้แผลผ่าตัดที่ตัวมดลูกแบบแนวยาว (Vertical cesarean section) มีโอกาสที่จะแตกได้มากกว่าผู้ที่ได้รับการผ่าตัดที่ตัวมดลูกแบบแนวขวาง (Low transverse cesarean section)

3. สตรีที่มีการผ่าตัดที่กล้ามเนื้อมดลูกเช่น สตรีที่มีเนื้องอกมดลูกและมีการผ่าตัดเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกจึงทำให้กล้ามเนื้อมดลูกอ่อนแอ เมื่อมดลูกมีการขยายตัวขณะตั้งครรภ์จึงทำให้มดลูกมีโอกาสปริแตกได้

4. สตรีที่มีมดลูกผิดปกติแต่กำเนิดทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบางส่วนอ่อนแอ เมื่อมีการขยายตัวมากจากตั้งครรภ์และโดยเฉพาะหากได้รับยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อช่วยการคลอดบุตร จะเกิดมดลูกปริแตกได้ง่าย

5. การที่ทารกในครรภ์อยู่ในท่าผิดปกติเช่นท่าขวาง เมื่อมดลูกบีบตัวมากทารกไม่สามารถคลอดออกมาได้จึงมีโอกาสทำให้มดลูกแตกมากขึ้น

6. สตรีที่เคยมีการขูดมดลูกหลายๆครั้งก่อนการตั้งครรภ์ครั้งนี้ ทำให้ผนังมดลูกบางจึงมีโอกาสเกิดมดลูกแตกได้เมื่อตั้งครรภ์

7. สตรีที่มีบุตรหลายคนเพราะเป็นสาเหตุให้กล้ามเนื้อมดลูกไม่แข็งแรง

8. สตรีที่มดลูกขยายตัวมากผิดปกติ กล้ามเนื้อมดลูกจึงอ่อนแอเช่น ตั้งครรภ์แฝด, การตั้งครรภ์ พร้อมมีเนื้องอกมดลูก

9. ทารกในครรภ์ตัวโตทำให้เกิดการผิดสัดส่วนกับช่องเชิงกราน มดลูกจึงบีบตัวมากขณะคลอด จึงทำให้มดลูกมีโอกาสแตกได้

10. สตรีที่ต้องใช้เครื่องมือช่วยคลอดหรือทำหัตถการช่วยคลอดเช่น ใช้คีมช่วยคลอด หรือมีหัตถการเพื่อการหมุนเปลี่ยนท่าเด็กในครรภ์

11. สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อเร่งคลอดอย่างรุนแรงและยาวนาน

12. สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับอุบัติเหตุจนทำให้มีการกระทบกระแทกอย่างรุนแรงที่มดลูก

อาการของมดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์มีอย่างไรบ้าง?

อาการของมดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นระหว่างมีการคลอดบุตร โดยอาการจะขึ้นกับความรุนแรงของการแตกของมดลูก หากเป็นการปริแตกที่บริเวณของแผลที่เคยผ่าตัดเช่น เคยผ่าตัดคลอดบุตร ปริมาณเลือดที่ออกมักค่อยๆออกทีละน้อย อาการอาจไม่รุนแรงเท่ากับที่มีการแตกของมดลูกที่ไม่เคยมีแผลมาก่อน และหากมดลูกแตกเป็นรอยกว้าง เลือดจะออกมากจากแผลนั้น ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยอย่างมากอย่างเฉียบพลัน ความดันโลหิตต่ำ/ตกอย่างรวดเร็ว รู้สึกหน้ามืดจะเป็นลม ช็อก และเสียชีวิตได้ทั้งมารดาและทารกในครรภ์

แพทย์วินิจฉัยมดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยมดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์ได้โดย

ก. ประวัติทางการแพทย์: คือประวัติที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ “ปัจจัย เสี่ยงฯ” หรือในกรณีที่แพทย์ให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อเร่งการเจ็บครรภ์คลอด และต่อ มาผู้ป่วยมีอาการปวดท้องน้อยอย่างมากมักร่วมกับเปลือกตา/เยื่อตาขาวซีด

ข. การตรวจร่างกาย:

ค. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: การตรวจช่องท้องและช่องท้องน้อยด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ จะช่วยในการวินิจฉัยโรคในกรณีที่อาการมารดาและทารกไม่ชัดเจน อาการมารดายังไม่ทรุดมากทั้งนี้เพื่อตรวจดูว่ามีของเหลว/เลือดในช่องท้อง/ช่องท้องน้อยหรือไม่ ตรวจดูตำแหน่งทารกและตรวจ ดูลักษณะของมดลูก

รักษามดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์อย่างไร?

การรักษามดลูกแตกขณะตั้งครรภ์ต้องเป็นการผ่าตัดโดยด่วนเพื่อช่วยชีวิตมารดาและทารก แต่ส่วนมากทารกมักเสียชีวิต

การรักษามดลูกแตกฯขึ้นกับหลายปัจจัยคือ ลักษณะของมดลูกที่แตกเช่นความกว้างและ ความลึกของแผล, ความรุนแรงของการเสียเลือดของมารดา, ความต้องการมีบุตรในอนาคต

  • ในกรณีที่มารดาเสียเลือดไม่มาก แผลแตกไม่ยาว และยังต้องการมีบุตรในอนาคต แพทย์มักทำการเย็บซ่อมมดลูกเพื่อรักษามดลูกไว้
  • แต่ในรายที่มดลูกแตกรุนแรง มีรอยแตกหลายแผล มารดาเสียเลือดมาก แพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดมดลูกออกเพื่อรักษาชีวิตของมารดาและของทารก

ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีมดลูกแตกจะมีปัญหาอะไรบ้าง?

ทารกที่คลอดจากมารดาที่มีมดลูกแตกอาจพบปัญหาเช่น

1. ในกรณีรุนแรงที่สุดคือ ทารกเสียชีวิต

2. หากทารกไม่เสียชีวิต ความผิดปกติ/ปัญหาของทารกที่อาจเกิดขึ้นจะขึ้นกับว่ามารดาเสียเลือดมากน้อยเพียงใดและสามารถช่วยเหลือทารกได้รวดเร็วเพียงใด กรณีทารกที่ขาดออกซิเจนนาน ทารกจะมีปัญหาเรื่องสมองขาดเลือดทำให้ทารกมีการพัฒนาล่าช้า แต่หากทารกไม่ขาดออกซิเจนนานการพัฒนาของทารกจะปกติเช่นทารกคลอดปกติทั่วไป

มดลูกแตกมีผลต่อมารดาอย่างไรบ้าง?

มดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์มีผล/ผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาดังนี้

1. ในกรณีการแตกของมดลูกรุนแรงให้การช่วยเหลือไม่ทันทำให้มารดาเสียชีวิตได้

2. อาจได้รับการตัดมดลูกทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์/มีบุตรได้อีก

3. ผลจากการเสียเลือดมากและได้รับการทดแทนเลือดและสารน้ำไม่เพียงพออาจทำให้มารดา เกิดภาวะไตวายได้

ป้องกันมดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์ได้อย่างไร?

ป้องกันมดลูกแตกในสตรีตั้งครรภ์ได้โดย

1. จำกัดจำนวนครั้งของการตั้งครรภ์หากเคยได้รับการผ่าตัดคลอดบุตร การผ่าตัดคลอดที่มากกว่า 2 ครั้งจะเพิ่มความเสี่ยงของมดลูกแตก

2. หลังจากผ่าตัดคลอดบุตรแล้วควรเว้นระยะมีบุตรคนต่อไปให้นานมากกว่า 1 - 2 ปีขึ้นไปเพื่อช่วยให้แผลผ่าตัดมดลูกหายได้ดี

3. ต้องแจ้งสูติแพทย์เสมอหากเคยได้รับการผ่าตัดผ่านกล้ามเนื้อมดลูกเช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก

หากเกิดภาวะมดลูกแตกเมื่อรักษาหายแล้วสามารถตั้งครรภ์ครั้งใหม่ได้หรือไม่?

หากไม่ได้ตัดมดลูก หลังจากเย็บซ่อมแผลไปแล้วควรต้องรอให้แผลหายดีอย่างน้อยนาน 1 - 2 ปีขึ้นไปจึงวางแผนตั้งครรภ์ครั้งใหม่ได้ แต่ความเสี่ยงที่มดลูกจะแตกจะเพิ่มมากกว่าเดิมอีก แพทย์ต้องนัดผ่าตัดคลอดก่อนที่จะมีการเจ็บครรภ์

นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นที่สามารถเกิดได้จากการที่มีแผลที่โพรงมดลูกด้วยเช่น ภาวะรกเกาะลึก/รกงอกติดในบริเวณที่เป็นรอยแผลแตกที่เย็บซ่อมไว้หรือภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งล้วนแต่ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นในการตั้งครรภ์ครั้งต่อๆไป (แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง “รกงอกติด” และเรื่อง “รกเกาะต่ำ”)

ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดมดลูกแตกอีกมีมากน้อยเพียงใด?

มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆที่จะเกิดภาวะมดลูกแตกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป แต่ยังไม่มีรายงานสถิติเกิดที่แน่ชัดของมดลูกแตกกรณีเกิดจากสาเหตุนี้

สตรีที่มีมดลูกแตกเมื่อรักษาหายแล้วควรดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองของสตรีที่มีมดลูกแตกหลังการรักษาหายแล้วคือ ควรต้องดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์พยาบาลซึ่งโดยทั่วไปเช่น การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ) การกินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ และการออกกำลังกายทุกวันตามควรกับสุขภาพ เนื่องจากผ่านการเสียเลือดมามากและผ่านการผ่าตัด และผู้ป่วยอาจต้องได้รับยาจำพวก ธาตุเหล็ก (แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com 2 บทความคือ บทความเรื่อง “ภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก” และเรื่อง “ภาวะขาดธาตุเหล็ก”) เพื่อแก้ไขภาวะซีดไปสักระยะจนกว่าร่างกายจะกลับปกติ

ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้รับการผ่าตัดเอามดลูกออกและได้รับการทำหมัน (การทำหมันหญิง) ไปพร้อมกับการผ่าตัดเย็บซ่อมมดลูกก็สามารถตัดปัญหาการตั้งครรภ์ในอนาคตได้

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้ผ่าตัดเอามดลูกออกและไม่ได้ทำหมัน ต้องทำการคุมกำเนิดไปก่อนอย่างน้อย 1 - 2 ปีขึ้นไป (ควรต้องปรึกษาสูติแพทย์ถึงวิธีการในการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวผู้ป่วย) เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ไว้ก่อน และหากวางแผนจะตั้งครรภ์หลังจากผ่านพ้นช่วงคุมกำเนิดไปแล้ว ควรต้องปรึกษาสูติแพทย์ก่อนการตั้งครรภ์เพื่อปรึกษาถึงความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดมดลูกแตกอีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป หรือหากต้องไปฝากครรภ์กับสูติแพทย์คนใหม่ ต้องบอกสูติแพทย์ผู้ดูแลว่าเคยมีประวัติมดลูกแตกขณะตั้งครรภ์มาแล้ว เพื่อสูติแพทย์จะได้เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์เช่น รกเกาะต่ำ รกเกาะลึก/รกงอกติด และเพื่อวางแผนผ่าตัดคลอดในระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป

อนึ่งสำหรับการเป็นประจำเดือนหลังคลอดก็จะเป็นไปตามปกติ จึงดูแลในเรื่องเหล่านี้ตามปกติ

บรรณานุกรม

  1. http://reference.medscape.com/article/275854-overview [2016,May21]
  2. http://www.uptodate.com/contents/rupture-of-the-unscarred-uterus? [2016,May21]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน sirikul ploypn0708 aw248
Frame Bottom