Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบทางเดินหายใจ  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคภูมิแพ้ 

บทนำ

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีความไว (การตอบสนองมากเกินปกติ) ต่อสิ่งแปลกปลอมที่มากระตุ้นอย่างผิดปกติซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค (ภูมิคุ้มกันฯ) ของร่างกาย โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมภายนอกหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สารก่อภูมิแพ้/แอลเลอร์เจน (Allergen) หรือสารก่อภูมิต้านทาน/แอนติเจน (Antigen) โดยส่วนมากจะกล่าวถึงเชื้อโรค สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะทำการสร้างที่เรียกว่าสารภูมิต้านทาน/แอนติบอดี (Antibodies) เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอม แต่ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันฯมีความไวอย่างผิดปกติ แม้แต่สิ่งแปลกปลอมที่ในคนทั่วไปไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้เช่น ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ฝุ่นซากแมลงสาบ เกสรดอกไม้ หญ้า อาหาร ยา หรือสารเคมีบางชนิด ร่างกายของผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็จะสร้างสารภูมิต้านทานมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวด้วย

ผลจากการสร้างสารภูมิต้านทานของร่างกายจะทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมนำมาซึ่งอาการแสดงต่างๆเช่น การเพิ่มสารคัดหลั่งตาเยื่อบุจมูก เยื่อบุตา ลำคอ ทำให้เกิดอาการอักเสบ เกิดการบวม หรือมีสารเมือกออกมามากกว่าปกติเช่น น้ำมูกไหล อาการคันตามผิว หนังหรือจมูก หายใจไม่สะดวก หรือเกิดเป็นโรคหืด ซึ่งในรายที่เป็นรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิต

โรคภูมิแพ้มีหลายประเภทเช่น โรคหืด (Asthma) โรคแพ้อากาศ/โรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) โรคผื่นภูมิแพ้ผิว หนัง (Atopic Eczema หรือ Atopic dermatitis) รวมไปถึงโรคที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น แพ้อาหาร (Food Allergy) เช่น แพ้นมวัว, แพ้ยา (Drug Allergy) บางชนิดเช่น แพ้ยา Penicillin หรือแพ้สารเคมี (Chemical Allergy) บางชนิดเช่น แพ้ผงซักฟอก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า และปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายรวมถึงพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมียาที่ใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นยาในกลุ่มยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน หรือกลุ่มยาแอนตีฮีสตามีน (Antihistamines) ยาเสตียรอยด์ทั้งชนิดรับประทานและชนิดสูดพ่น/ยาพ่นจมูก อย่างไรก็ดีการรักษาด้วยยาในรูปแบบดังกล่าวเป็นการรักษาเพื่อควบคุมอาการไม่ให้เกิดการกำเริบเท่านั้น

ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความเข้าใจในหลักการการเกิดโรคต่างๆมากขึ้นรวมถึงโรคภูมิแพ้ จึงนำไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษาโรค หนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้คือ การรักษาด้วย “ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)” โดยการให้ผู้ป่วยได้รับสารก่อภูมิแพ้หรือให้สิ่งแปลกปลอม (Allergen) ที่ร่างกายแพ้อยู่ทีละน้อยๆ เพื่อลดความไวของระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้/สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวซึ่งเรียกการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดในโรคภูมิแพ้ว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ (Allergen immunotherapy)”

ปัจจุบันมีวิธีการบริหารยา/ใช้ยาหรือสารภูมิคุ้มกันบำบัดในโรคภูมิแพ้ใน 2 ทางคือ

  • การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) หรืออีกชื่อคือ อัลเลอร์จีช็อต (Allergy Shots) และ
  • การอมยาไว้ใต้ลิ้น/ยาอมใต้ลิ้น (Sublingual)

นอกจากนั้นที่ยังอยู่ในการศึกษาทางคลินิกคือ ชนิดรับประทาน (Oral) ทั้งนี้การจะเลือกใช้ยานี้วิธี ใดขึ้นอยู่กับสภาวะของโรค สิ่งที่แพ้/ชนิดของสารก่อภูมิแพ้ สภาวะของผู้ป่วย และวิจารณญาณของ แพทย์ผู้รักษา

ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคใดบ้าง?

ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้

ปัจจุบันมีการนำวิธีทางภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้มาใช้การรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ดังนี้

1. การแพ้จากแมลงต่อย (Insect Bites and Stings): โดยทั่วไปเมื่อถูกแมลงต่อยคนส่วนมากจะเกิดอาการอักเสบ บวม แดง บริเวณที่ถูกต่อย แต่ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการแพ้จากสารพิษ/สารก่อภูมิแพ้ของแมลงนั้นๆเมื่อถูกแมลงนั้นๆต่อย จึงมีการนำสารพิษที่แมลงปล่อยเวลาต่อยมาใช้ในการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้โดยการให้สารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นทีละน้อยๆเรียกวิธีรักษานี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารพิษ (Venom Immunotherapy; VIT)” ปัจจุบันมีการนำสารพิษจากแมลง 5 ชนิดมาใช้ในการรักษาด้วยวีธีการนี้ได้แก่ ผึ่ง (Honeybees), ตัวต่อชนิด Yellow Jackets, แตน (Hornets), ต่อหัวเสือ (Paper wasps) และมดคันไฟ (Fire ants)

2. โรคแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) จากสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งแปลกปลอม บางชนิด: สารก่อภูมิแพ้ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันได้แก่ พืช หรือเกสรดอก ไม้บางชนิด หญ้า ไรฝุ่น สะเก็ดผิวหนังสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัขและแมว เชื้อราบางชนิด และซากไรฝุ่นแมลงสาบ ซึ่งบางครั้งสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหืด (Asthma) ได้ด้วย ดังนั้นผู้ป่วยโรคหืดจากสิ่งกระตุ้นเหล่านี้จึงสามารถใช้วิธีทางภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้นี้ในการรักษาได้ด้วย

3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Eczema): เช่นเดียวกับโรคแพ้อากาศ สารก่อภูมิแพ้บางชนิดเช่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น ดอกหญ้า อาจก่อให้เกิดอาการผื่นภูมิแพ้ฯได้ การใช้วิธีภูมิคุ้มกันบำบัดฯในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ แพทย์จะทำการค้นหาและระบุสารที่ผู้ป่วยแพ้ว่าแพ้อะไร แล้วจะให้สารก่อภูมิแพ้ดังกล่าวเช่นเดียวกับในการรักษาโรคแพ้อากาศ อย่างไรก็ดีการใช้วิธีภูมิคุ้มกันบำบัดฯเพื่อรักษาโรคนี้ยังมีการศึกษาในวงจำกัด การเลือกใช้วิธีการภูมิคุมกันบำบัดฯในโรคนี้จึงอยู่ภายใต้ดุลยวินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษา

ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้มีกลไกการทำงานอย่างไร?

ระบบภูมิคุ้มกันฯ (Immune System) เป็นระบบที่มีความซับซ้อน เพื่อให้เข้าใจหลักการหรือ กลไกของภูมิคุ้มกันบำบัดนั้นจำเป็นต้องมีความเข้าใจระบบภูมิคุ้มกันฯพื้นฐานของร่างกายเสียก่อน

ระบบภูมิคุ้มกันประกอบไปด้วยอวัยวะ เซลล์ และสารภูมิต้านทานต่างๆที่ช่วยปกป้องร่างกาย จากการติดเชื้อโรคหรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอม/สิ่งกระตุ้นที่เข้าสู่ร่างกาย เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันฯจะไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายและทำการกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมด้วยวิธีการต่างๆ โดยระบบภูมิคุ้มกันฯจะผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกันฯขึ้นเพื่อตอบสนองเมื่อได้รับการกระตุ้นโดยสิ่งแปลกปลอม หนึ่งในนั้นคือการสร้างสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี (Antibody Immunity) ซึ่งเป็นสารโปรตีนที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันร่างกาย สารภูมิต้านทานมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อิมมิวโนโกลบูลิน (Immunoglobulin; Ig) มี 5 ชนิด ได้แก่ IgA, IgD, IgE, IgG และ IgM แต่ชนิดที่สำคัญและมีบทบาททำให้เกิดอาการแพ้คือชนิดอี (IgE)

โดยปกติร่างกายจะสร้างอิมมิวโนโกลบูลินอี (IgE) ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเช่น เชื้อโรคหรือสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นระบบภูมิคุมกันฯจะมีความไวมากกว่าปกติกล่าวคือ มีการสร้างอิมมิวโนโกลบูลินอีต่อต้านสารที่โดยทั่วไปไม่ได้ก่ออันตรายแก่ร่างกาย เช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ซากฝุ่นจากแมลงสาบ หรือสารเคมีบางชนิด ทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิ แพ้ขึ้นเมื่อได้รับสารนั้นๆ

สารก่อภูมิแพ้เมื่อเข้าจับกับอิมมิวโนโกลบูลินอีบนเม็ดเลือดขาว จะทำให้เกิดการแตกของเซลล์ภูมิคุ้มกันและเกิดการหลั่งสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้โดยกระตุ้นเยื่อบุต่างๆเช่น ในจมูก ตา ลำคอ ทำให้เกิดอาการอักเสบ บวม หรือมีสารเมือกออกมามากกว่าปกติ ก่อให้เกิดอาการน้ำมูกไหล คันตาผิวหนัง และ/หรือคันจมูก หายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก มีอาการหอบหืด เป็นต้น

วิธีทางภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้นั้นเป็นการให้ยาที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายแพ้อยู่จากปริมาณน้อยๆและเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆอย่างช้าๆเพื่อลดความไวของระบบภูมิคุ้มกันฯของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆลง โดยจะมีการวัดการตอบสนองของอิมมิวโนโกลบูลินอีเป็นช่วงๆประกอบไปด้วย 2 ช่วงคือ

1. ช่วงแรก (Build-up Phase) เป็นการให้สารก่อภูมิแพ้เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ระยะเวลาใช้ยาในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับความถี่การบริหารและการตอบสนองของผู้ป่วย โดยส่วนมากจะอยู่ในช่วง 3 - 6 สัปดาห์

2. ช่วงประคับประคอง (Maintenance Phase) โดยเริ่มช่วงนี้เมื่อมีการให้ยาสารก่อภูมิแพ้เพิ่ม ขึ้นถึงขนาดที่แพทย์ต้องการ (ขนาดที่ต้องการขึ้นกับการตอบสนองของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้และการตอบสนองของร่างกายในการรักษาในช่วงแรก) ช่วงนี้ความถี่การให้ยาจะห่างขึ้น อาจบริหารยา/ให้ยาทุกๆ 2 - 4 สัปดาห์ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้กำหนด โดยปกติแล้วหากการรักษาประสบความสำเร็จช่วงประคับประคองอาจต้องรักษาต่อเนื่องนาน 3 - 5 ปี

อย่างไรก็ดีไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ประสบความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ทั้งนี้อาจมาจากหลายปัจจัยเช่น การได้รับยาสารก่อภูมิแพ้ในขนาดที่ไม่เพียงพอ การอาศัยอยู่ในที่ที่สิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้อยู่จำนวนมาก รวมไปถึงการได้รับสารอื่นที่ไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้โดยตรงในการกระตุ้นอาการแพ้เช่น การสูดควันบุหรี่ เป็นต้น

ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้มีวิธีบริหารอย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันมีรูปแบบการบริหารยา/ใช้ยาสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ในการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดโรค ภูมิแพ้ในรูปแบบต่างๆคือ

1. ชนิดฉีดยาฯเข้าใต้ผิวหนัง (Subcutaneous): การบริหารยาสารก่อภูมิแพ้ด้วยการฉีดเข้าใต้ ผิวหนัง เป็นวิธีการดั้งเดิม โดยแพทย์จะเป็นผู้กำหนดขนาดของยาสารก่อภูมิแพ้ในแต่ละครั้งการบริหารยา (หรือการฉีดยา) ต้องฉีดโดยแพทย์หรือภายใต้การควบคุมดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ดังที่กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่าในช่วงแรกผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการบริหารยาค่อยข้างถี่ ภายหลังการบริหารยาเสร็จสิ้นแล้วนั้นผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังอาการภูมิแพ้หรืออาการข้างเคียงอื่นๆอีกอย่างน้อยนานประมาณ 30 - 45 นาที ข้อเสียของวิธีนี้คือผู้ป่วยต้องเข้ารับยาในโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง

2. ชนิดอมใต้ลิ้น (Sublingual): ข้อดีอย่างหนึ่งของการใช้ยาอมใต้ลิ้นคือผู้ป่วยไม่ต้องรับการฉีดยา และการนัดหมายกับแพทย์เพื่อติดตามอาการจะไม่ถี่เหมือนในวิธีการแรกที่ต้องมารับการบริหารยาที่สถานพยาบาล และวิธีนี้มีอาการข้างเคียง (ผลข้างเคียง) น้อยกว่า อย่างไรก็ดีการใช้วิธีการนี้ ขนาดสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้อาจต้องใช้มากกว่าเมื่อเทียบกับการฉีดเข้าใต้ผิวหนังทำให้มีราคาค่ารักษาที่สูงกว่า และการศึกษารูปแบบการให้แบบอมใต้ลิ้นยังอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง จึงไม่เป็นรูปแบบที่นิยมอย่างกว้างขวางในการรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ในปัจจุบัน

การบริหารยาโดยส่วนใหญ่เป็นการบริหารในช่วงเช้าก่อนการรับประทานอาหาร โดยอมยาใต้ลิ้นหรือหยดยาใต้ลิ้นตามปริมาณที่แพทย์สั่งและอมไว้ห้ามกลืนเป็นเวลาประมาณ 2 นาที และให้กลืนได้หลังจากนั้น อย่างไรก็ตามผู้ป่วยอาจได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารหลังการบริหารยาไปแล้วอย่างน้อยประมาณ 15 นาที

3. ชนิดรับประทาน (Oral): เป็นรูปแบบที่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา อาจนำรูปแบบนี้มาใช้ในการรักษาโรคแพ้อาหารบางชนิดเช่น ถั่ว นม ไข่ เป็นต้น แต่ขณะนี้ยังไม่มีการนำรูปแบบการบริหารยานี้มาใช้ในทางคลินิกในปัจจุบัน

ควรสอบถามอะไรบ้างจากแพทย์ก่อนเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีการภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้?

หากแพทย์แนะนำการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยควรสอบถามแพทย์ถึงรูปแบบและ กระบวนการรักษาเพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาอย่างครบถ้วนเช่น

เมื่อเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ควรแจ้งแพทย์พยาบาลและเภสัชกร อย่างไร?

เมื่อจะเริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ ควรแจ้งแพทย์พยาบาลและเภสัชกร เช่น

หากลืมเข้ารับการบริหารยา/สารภูมิต้านทานตามกำหนดเวลาต้องทำอย่างไร?

หากลืมเข้ารับการบริหารยา/ใช้ยาหรือสารภูมิต้านทานที่ใช้ในภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ตามกำหนดนั้น ให้แจ้งให้แพทย์/พยาบาลผู้ทำการรักษาทราบโดยทันที โดยอาจติดต่อไปยังสถานพยาบาลที่ท่านกำลังเข้ารับการรักษาอยู่และทำการนัดหมายวันได้รับยาโดยเร็วที่สุด

การรักษาโดยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้อาจก่ออาการไม่พึงประสงค์อย่างไร?

การรักษาโดยวิธีการภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) บางประการเช่น

อนึ่งหากเกิดอาการแพ้ยาขึ้นหลังการได้รับยาสารก่อภูมิแพ้เช่น มีผื่นคันเกิดขึ้นตาผิวหนัง มีอาการบวมตามริมฝีปาก เปลือกตา ใบหน้า หรือมีอาการหายใจไม่สะดวก ให้รีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรตระหนักว่า การที่แพทย์สั่งใช้ยานี้เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่า ยานี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าโทษหรือมากกว่าการได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้ส่วนมากมีพบว่าเกิดอาการไม่พีงประสงค์ชนิดรุนแรง ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นและรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลหากเกิดอาการรุนแรงดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

อาการไม่พึงประสงค์ที่กล่าวไปในข้างต้นเป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นโดยทั่วไปจากการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้ แต่ยาหรือสารเคมี/สารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ในกระบวนการนี้มีความหลากหลายละเอียดอ่อนและแตกต่างกันไป ผู้ป่วยจึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรถึงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและสิ่งที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังในระหว่างการได้รับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ตัวผู้ป่วยเอง

ข้อควรระวังในการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้มีอะไรบ้าง?

ข้อควรระวังในการรักษาด้วยวิธี/ยาภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้เช่น

ข้อปฏิบัติในการรับสารก่อภูมิแพ้ในการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดมีอะไรบ้าง?

ข้อควรปฏิบัติในการรับยา/สารก่อภูมิแพ้ในการรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดโรคภูมิแพ้เช่น

  • เข้ารับยาสารก่อภูมิแพ้ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด หากมีความจำเป็นต้องเลื่อนวันนัดหมายควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า ไม่หยุดการรักษาด้วยตนเอง หากไม่ประสงค์ที่จะทำการรักษาต่อเนื่องก็ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเช่นกัน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หากต้องการซื้อยาหรือใช้ยาอื่นใดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างน้อยประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนและหลังการรับยาสารก่อภูมิแพ้ เนื่องจากอาจส่งผลให้ยาสารภูมิแพ้ที่ได้รับนั้นเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วเกินไป
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาสารก่อภูมิแพ้ด้วยวิธีการฉีด ส่วนใหญ่รอยบวมแดงตามบริเวณที่ฉีดยาจะหายไปภายใน 4 - 8 ชั่วโมง หากอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมงหรือเลวลงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ /พบแพทย์/ไปโรงพยาบาล
  • ผู้ป่วยที่ทราบว่าตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ใด ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีสารก่อภูมิแพ้นั้น หากเป็นสารก่อภูมิแพ้ภายในบ้านควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หากแพ้สารจำพวกไรฝุ่น ห้องนอนควรหลีกเลี่ยงการใช้พรมในการตกแต่งหรือการเก็บตุ๊กตาหรือหนังสือในห้องนอนเนื่องจากเป็นสิ่งสะสมฝุ่น นอกจากนั้นควรเลิกบุหรี่และควรทำความสะอาดบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ

บรรณานุกรม

  1. Australia Society of Clinical Immunology and Allergy (ASCIA). Allergen Immunotherapy. 2014.
  2. American Academy of Allergy Asthma & Immunology. Allergy Shots (Immunotherapy) https://www.aaaai.org/conditions-and-treatments/treatments/allergy-shots-(immunotherapy) [2016,June11]
  3. Akdis M, Akdis CA. Mechanisms of allergen-specific immunotherapy. J Allergy Clin Immunol. Feb 2007.
  4. Allergy Shots. Mayo Clinic.http://www.mayoclinic.org/tests-procedures/allergy-shot [2016,June11]
  5. Bousquet PJ et. Sub-Lingual Immunotherapy - World Allergy Organisation Position Paper 2009. WAO Journal Nov 2009: 233-281
  6. Peter S Creticos, et al. Subcutaneous Immunotherapy for allergic disease: Indication and Efficacy. Uptodate. 2016.
  7. Uyenphuong HL, Burks AW. Oral and sublingual immunotherapy for food allergy. World Allergy Organization Journal. 2014; 7 (1): 35.
  8. Ulf Darsow. Allergen-specific Immunotherapy for Atopic Eczema http://www.medscape.com/viewarticle/773582 [2016,June11]
  9. Immunotherapy for Allergies to Insect Stings. WebMD http://www.webmd.com/allergies/immunotherapy-for-allergies-to-insect-stings [2016,June11]
  10. ปรีดา สง่าเจริญกิจ. ภูมิแพ้. โรพยาบาลพญาไท http://www.phyathai.com/medicalcenterdetail_article/24/260/PYT2/th [2016,June11]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน OOOkdOOO Apple0049
Frame Bottom