Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หู  ระบบหูคอจมูก 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

อาการผิดปกติทางหูรุนแรงเฉียบพลัน 

บทนำ

ภาวะเร่งด่วนทางหู (Ear emergencies) คือโรคหรือภาวะผิดปกติทางหูที่ก่อให้เกิดอาการผิดปกติรุนแรงฉับพลัน/เฉียบพลันที่ควรต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างรีบด่วนทันที ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงภาวะเร่งด่วนทางหูในเรื่องของ

ใบหูฉีกขาด (Pinna laceration):

ภาวะเร่งด่วนทางหู

ใบหูฉีกขาดปฐมพยาบาลอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร? มีแนวทางรักษาอย่างไร?

ใบหูฉีกขาดมักเกิดจากของมีคมบาด ฟัน หรืออุบัติเหตุเช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การปฐมพยาบาล การพบแพทย์ และแนวทางการรักษา ได้แก่

  • ล้างแผลให้ทั่วและให้สะอาดด้วยน้ำเกลือ 0.9% (Normal saline) หรือน้ำประปาสะอาด และใส่ยาปฏิชีวนะแบบครีมหรือขี้ผึ้ง (Antibiotic ointment) เสร็จแล้วปิดด้วยผ้าก๊อซสะอาดหลังจากนั้นรีบพบแพทย์ฉุกเฉิน
  • ถ้าใบหูฉีกขาดไม่มากแพทย์จะเย็บแผลให้เลยเช่น บริเวณที่ขาดหรือหายไปน้อยกว่า 2 เซนติเมตร แต่ถ้ามากกว่า 3 เซนติเมตรอาจต้องเอาเนื้อเยื่อที่อื่นมาเย็บซ่อม
  • ถ้าใบหูหลุดออกมาให้ล้างให้สะอาดด้วยน้ำเกลือ 0.9% ถ้าเป็นน้ำเกลือที่แช่เย็นยิ่งดี และถ้าหาได้ควรแช่ใบหูในภาชนะที่บรรจุสารน้ำริงเกอร์ที่ผสมเฮปพาริน (Heparinized Ringer’s lactate solution) และผสมยาปฏิชีวนะเช่นยา Penicillin เป็นต้น แล้วพบแพทย์เป็นการ ฉุกเฉินพร้อมหูที่หลุดออกมา ถ้าไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ การรักษาจะมีประสิทธิภาพกว่า เพราะมีทีมแพทย์ผ่าตัดประจำ

ถ้าหาน้ำยาไม่ได้ ควรห่อใบหูที่ล้างแล้วด้วยผ้าเปียกสะอาด ใส่ในภาชนะสะอาด ปิดมิดชิด แล้วแช่ภาชนะนั้นในน้ำแข็ง แล้วรีบพบแพทย์ฉุกเฉินเพื่อนำมาให้แพทย์เย็บต่อใบหู

สิ่งแปลกปลอมเข้าหู (Ear foreign body):

สิ่งแปลกปลอมเข้าหูปฐมพยาบาลอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ผู้ป่วยที่มาด้วยประวัติมีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู จะมีอาการหูอื้อปวดหู บางครั้งมีเลือดออกจากหูด้วย สิ่งแปลกปลอมแบ่งเป็น

  • สิ่งที่มีชีวิต
  • สิ่งที่ไม่มีชีวิตที่พบบ่อยคือ เมล็ดพืช

ถ้าเป็นสิ่งที่มีชีวิต ควรทำให้เสียชีวิตก่อนด้วยยาหยอดหูหรือน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืชที่สะอาด เสร็จแล้วรีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน

ถ้าเป็นเมล็ดพืชเล็กๆควรรีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉินแต่แรก เพราะการพยายามเอาเมล็ดพืชออกจะก่ออาการบาดเจ็บต่อหูและอาจถึงขั้นแก้วหูทะลุได้ ซึ่งเมื่อแพทย์วินิจฉัยได้จากการตรวจหูด้วยเครื่องตรวจหู แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้กระบอกฉีดยาติดท่อดูดของเหลวแล้วค่อยๆฉีดของเหลวเข้าในรูหูเพื่อดันเมล็ดพืชให้หลุดออกมา

แก้วหูทะลุจากแรงกระทบฉับพลัน (Acute perforated ear drum):

แก้วหูทะลุมีอาการอย่างไร? ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ผู้ป่วยที่มีแก้วหูทะลุจากแรงกระทบฉับพลัน/เฉียบพลับมักเกิดจากหูได้รับอุบัติเหตุเช่นแคะ/แยงหูเข้าไปลึกๆ หรือเกิดแรงอัด หรือเสียงดังรุนแรงเช่น จากแรงระเบิด

ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อทันที ปวดหู มีเลือดไหลจากหู ซึ่งโดยทั่วไปรูทะลุจะปิดเองได้ภาย ใน 3 เดือน แนวทางการรักษาคือ การอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ ให้ยาแก้ปวดกินตามอาการ ห้ามหยอดยาหรือสารใดๆเข้าไปในช่องหูเพราะจะเพิ่มโอกาสติดเชื้อของหูชั้นกลาง

เมื่อได้รับบาดเจ็บที่หูทันทีและมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉิน ต่อจากนั้นปฏิบัติตามแพทย์แนะนำและพบแพทย์ตามนัดเสมอ

ทั้งนี้ระหว่างรอแก้วหูปิดเองตามธรรมชาติ เมื่อมีอาการผิดปกติเช่น มีหนองจากรูหู หูได้ยินลดลง ปวดหูและ/หรือปวดศีรษะมาก ควรรีบพบแพทย์/แพทย์หูคอจมูกก่อนนัดเสมอ

หูดับฉับพลัน (Sudden hearing loss):

หูดับฉับพลัน/เฉียบพลันหมายถึง การที่ประสาทหูชั้นในเกิดการเสื่อมทันทีทันใดส่งผลให้ไม่ได้ยินหรือได้ยินน้อยลงกว่าปกติทันที (มากกว่า 30 เดซิเบลใน 3 ความถี่คลื่นเสียงที่ติดต่อกัน) และอาการเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 3 วัน ซึ่ง 85 - 90% ไม่ทราบสาเหตุ

ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการเพียงรู้สึกได้ยินน้อยลงเล็กน้อยหรืออาจจะรู้สึกสูญเสียการได้ยินมากจนไม่ได้ยินในหูข้างที่เป็นเลยก็ได้ การสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับฟังเสียงเสียอาจเป็นเพียงชั่วคราว (เช่นได้ยินเสียงดังทำให้หูอื้อและสักพักหูจะหายอื้อ หรือจากผลข้างเคียงของยาบางชนิดเช่น ยาแอสไพริน ยาขับปัสสาวะ เมื่อยาดังกล่าวหมดฤทธิ์ อาการหูอื้อดังกล่าวก็จะหายไป) หรืออาจเป็นถาวรก็ได้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาหรือได้รับการรักษาช้าเกินไป

โรคนี้พบได้ไม่บ่อย ส่วนใหญ่มักพบในช่วงอายุ 40 - 70 ปีและมักเกิดกับหูเพียงข้างเดียว โอกาสเกิดกับข้างซ้ายและข้างขวาใกล้เคียงกัน โดยพบในเพศชายเท่ากับในเพศหญิง

ทั้งนี้เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมงหรือฉุกเฉินขึ้นกับ สาเหตุและความรุนแรงของอาการ

หูดับฉับพลันมีสาเหตุจากอะไร?

หูดับฉับพลันมีทั้งที่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุและเกิดโดยทราบสาเหตุ

1. การติดเชื้อไวรัสเช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคงูสวัด โรคคางทูม และโรคไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้มีการอักเสบของประสาทหูและเซลล์ประสาทหูทำให้อวัยวะดังกล่าวทำหน้าที่ผิดปกติไป ซึ่งเชื้อไวรัสสามารถผ่านเข้าสู่หูชั้นในทางกระแสเลือดผ่านทางน้ำไขสันหลัง หรือผ่านเข้าหูชั้นในโดยตรง (โรคหัดและไข้หวัดใหญ่มักทำให้ประสาทหูเสื่อมทั้ง 2 ข้าง ส่วนโรคคางทูมมักทำให้ประสาทหูเสื่อมเพียงข้างเดียว)

2. การอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในทำให้มีเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในลดลง ทำให้เซลล์ประสาทหูขาดเลือดและทำหน้าที่ผิดปกติไป หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในหรือเลี้ยงเซลล์ประสาทหูนั้นไม่มีแขนงจากหลอดเลือดใกล้เคียงมาช่วย เมื่อมีการอุดตันจะทำให้เซลล์ประสาทหูตายและเกิดประสาทเสื่อมได้ง่ายโดยหลอดเลือดอาจอุดตันจาก

2.1 หลอดเลือดแดงหดตัวเฉียบพลันจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย หรือ ไม่ทราบสาเหตุ

2.2.หลอดเลือดเสื่อมตามวัยแล้วมีไขมันมาเกาะตามหลอดเลือด (Arteriosclerosis) และมีโรคบางโรคที่อาจทำให้หลอดเลือดดังกล่าวตีบแคบมากขึ้นร่วมด้วยเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคเบาหวาน

2.3 เลือดข้นจากภาวะขาดน้ำและการขาดออกซิเจนเรื้อรัง

2.4 มีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือด (Embolism หรือ Thrombosis) อาจเกิดจากโรคหัวใจ หรือจากการบาดเจ็บที่อวัยวะต่างๆ

2.5 การอักเสบของหลอดเลือด (Vasculitis) จากสาเหตุต่างๆเช่น ในโรคเอสแอลอี (SLE)

3. การรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลาง (Perilymphatic fistula) ซึ่งอาจเกิดจากการเบ่ง/ การออกแรงมาก การสั่งน้ำมูกแรงๆ การไอแรงๆ หรือการที่มีความดันในสมองสูงขึ้น ทำให้ประสาท หูชั้นในเสื่อมและมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน และเสียงดังในหู/หูอื้อ

1. การบาดเจ็บ

1.1 การบาดเจ็บที่ศีรษะอาจทำให้เกิดการรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลางหรือกระดูก บริเวณกกหูหัก (Fracture of temporal bone) ทำให้มีการบาดเจ็บของเส้นประสาทหูชั้นในหรือมีเลือดออกในหูชั้นใน

1.2 การผ่าตัดโดยเฉพาะการผ่าตัดหูชั้นกลางหรือหูชั้นในเช่น การผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกโกลน (Stapedectomy) เพื่อให้การได้ยินดีขึ้น หรือการผ่าตัดเนื้องอกของหูชั้นกลาง หรือของประสาทการทรงตัว (Acoustic neuroma)

1.3 การเปลี่ยนแปลงของความกดดันของหูชั้นในเช่น การเปลี่ยนแปลงของความกดดันของบรรยากาศ (Barotrauma) เช่น ดำน้ำ ขึ้นที่สูงหรือเครื่องบิน หรือได้ยินเสียงที่ดังมากในระยะเวลาสั้นๆ (Acoustic trauma) เช่น เสียงประทัด เสียงระเบิด หรือเสียงปืน

2. เนื้องอกเช่น เนื้องอกของประสาททรงตัวที่มีการเพิ่มขนาดอย่างเฉียบพลัน (เช่นมีเลือดออกใน ก้อนเนื้องอก) จนอาจไปกดทับประสาทหูได้

3. การติดเชื้อของหูชั้นในเช่น หูชั้นในอักเสบ (Labyrinthitis) จากหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง (Acute or chronic otitis media) จากเชื้อซิฟิลิสหรือโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (เชื้อแบคทีเรียมักเข้าสู่หูชั้นในทางน้ำไขสันหลังซึ่งมักจะทำให้ประสาทหูเสื่อมทั้ง 2 ข้าง)

4. สารพิษและผลข้างเคียงจากยา ยาบางชนิดอาจทำให้หูตึงชั่วคราวได้เช่น ยาแก้ปวดที่มีส่วนประกอบของ Salicylate ยาขับปัสสาวะ ซึ่งหลังหยุดยาดังกล่าวอาการหูอื้อหรือหูตึงมักจะดีขึ้น และอาจกลับมาเป็นปกติ ยาบางชนิดอาจทำให้ประสาทหูเสื่อมอย่างถาวรได้เช่น ยาต้านจุลชีพ/ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Aminoglycosides เช่น Streptomycin, Kanamycin, Genta micin, Neomycin, และ Amikacin ประสาทหูที่เสื่อมจากยานี้อาจเกิดทันทีหลังจากใช้ยาหรือเกิดหลังจากหยุดใช้ยาไประยะหนึ่งแล้วก็ได้

5. โรคมีเนียหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere disease) โรคนี้น้ำในท่อหูชั้นในที่มีปริมาณมากอาจกดเบียดทำลายเซลล์ประสาทหูทำให้ประสาทหูเสื่อมฉับพลันได้ มักมีอาการเสียงดังในหู/หูอื้อ หรือเวียนศีรษะ บ้านหมุนร่วมด้วย

มีอาการอย่างไร?

ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อหรือการได้ยินลดลงในหูข้างที่เป็นอย่างฉับพลัน มักไม่ค่อยได้ยินเสียงเมื่อผู้พูดอยู่ไกล และมักได้ยินดีขึ้นในบรรยากาศที่เงียบสงัดปราศจากเสียงรบกวน มักเป็นกับหูข้างเดียว ถ้าเป็นทั้งสองข้างผู้ป่วยจะพูดดังกว่าปกติ อาจมีเสียงดังในหูซึ่งมักจะเป็นเสียงที่มีระดับความถี่สูงเช่น คล้ายเสียงจิ้งหรีด เสียงจักจั่น หรือเวียนศีรษะร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจกลัวเสียงดังๆหรือทนฟังเสียงดังไม่ได้ (เสียงดังจะทำให้เกิดอาการปวดหูและจับใจความไม่ได้)

แพทย์วินิจฉัยหูดับฉับพลันและหาสาเหตุได้อย่างไร?

โรคนี้อาศัยการซักประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์

การซักประวัติอาการได้แก่ การสอบถามอาการทางหูและสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่จะทำให้เกิดประสาทหูเสื่อมฉับพลัน

การตรวจหูได้แก่ การตรวจหูด้วยเครื่องตรวจหู (Otoscope) เพื่อดูพยาธิสภาพของช่องหู ของแก้วหู ของหูชั้นกลาง และตรวจบริเวณรอบหู

การตรวจร่างกายทั่วๆไปที่พยายามหาสาเหตุของประสาทหูเสื่อมชนิดฉับพลันเช่น การตรวจฟังเสียงหัวใจ เป็นต้น

การตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเช่น การตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติของสารเคมีในเลือด การตรวจปัสสาวะ การตรวจการได้ยินเพื่อยืนยันและประเมินระดับความรุนแรงของประสาทหูเสื่อมฉับพลัน การตรวจคลื่นสมองระดับก้านสมอง และการถ่ายอวัยวะที่อาจเกี่ยวข้องเช่น เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอมอาร์ไอ (MRI) สมองหรือกระดูกหลังหูในผู้ป่วยบางราย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

แพทย์รักษาหูดับฉับพลันอย่างไร?

ในรายที่ทราบสาเหตุแพทย์จะให้รักษาตามสาเหตุ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาประสาทหูที่เสื่อมให้คืนดีได้ มักเป็นการรักษาตามอาการ (เช่น อาการเวียนศีรษะ เสียงดังในหู/หูอื้อ) หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน/ผลข้างเคียงต่างๆ (เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)

ในรายที่ไม่ทราบสาเหตุมักจะมีโอกาสหายได้เองสูงถึง 60 - 70% การรักษามุ่งหวังให้มีการลดการอักเสบของประสาทหู และให้มีเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น และลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลางซึ่งอาจจากการมีการเพิ่มความดันในหูอย่างรุนแรงทันทีเช่น การยกน้ำหนักมากหรือการดำน้ำ (ถ้ามี)

ทั้งนี้การรักษาโดยการใช้ยาต่างๆได้แก่

  • ยาลดการอักเสบจำพวกสเตียรอยด์ (Oral prednisolone) มีจุดมุ่งหมายลดการอักเสบของประ สาทหู อาจเป็นชนิดกินหรือฉีดเข้าหูหรือทั้งสองวิธีขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์
  • ยาขยายหลอดเลือดมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้นเช่น ยา Nicotinic acid และ Betahistine
  • ยาวิตามินอาจช่วยบำรุงประสาทหูที่เสื่อมเช่น วิตามินบี
  • ยาลดอาการเวียนศีรษะ (ถ้ามีอาการ)
  • การนอนพักมีจุดประสงค์เพื่อลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าในหูชั้นกลาง (ถ้ามี) แนะนำให้ผู้ป่วย นอนพักโดยยกศีรษะสูงประมาณ 30 องศาจากพื้นราบเพื่อให้มีความดันในหูชั้นในน้อยที่สุด ไม่ควรทำงานหนักหรือออกกำลังกายที่หักโหม บางรายแพทย์อาจแนะนำให้นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1 - 2 สัปดาห์
  • อื่นๆ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะๆเพื่อประเมินผลการรักษา และอาจนัดติดตามผู้ป่วยในระยะยาวเนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่ไม่ทราบสาเหตุอาจพบสาเหตุในภายหลังได้

ควรดูแลตนเองอย่างไรเมื่อหูดับฉับพลัน?

ผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้นโดย

อนึ่งส่วนใหญ่ประสาทหูเสื่อมชนิดฉับพลันแบบไม่ทราบสาเหตุ ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์เร็วโดยเฉพาะใน 2 สัปดาห์แรกหลังเกิดอาการและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม มีโอกาสสูงที่จะมีการได้ยินกลับมาเป็นปกติได้ (ส่วนใหญ่การได้ยินมักจะดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์แรกของการสูญเสียการได้ยิน) ดังนั้นเมื่อรู้สึกว่ามีการได้ยินในหูลดน้อยลงอย่างฉับพลัน อย่านิ่งนอนใจให้รีบพบแพทย์หูคอจมูกโดยเร็วอาจภายใน 24 ชั่วโมงหรือฉุกเฉินขึ้นกับสาเหตุเพื่อลดโอกาสเกิดหูหนวกถาวร

เวียนศีรษะ (Dizziness)

อาการเวียนศีรษะเป็นอาการพบได้บ่อย เป็นความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนไปหรือรู้สึกว่าตัวผู้ป่วยเองหมุนหรือไหวไป ความรู้สึกดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการรับข้อมูลหรือการเสียสมดุลของระบบประสาททรงตัวของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยตา ประสาทสัมผัสบริเวณข้อต่อ อวัยวะควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน และระบบประสาทส่วนกลางที่ฐานสมองและที่ตัวสมองเอง ความผิดปกติดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยเข้าใจไปว่ามีการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นทั้งๆที่ความจริงไม่มี เนื่องจากอวัยวะการทรงตัวและอวัยวะการได้ยินอยู่ใกล้ชิดสัมพันธ์กันจากหูไปสู่สมอง โรคของระบบทรงตัวจึงมักสัมพันธ์กับการเสียการได้ยิน หูอื้อ และมีเสียงดังรบกวนในหูได้

เมื่อเกิดอาการเวียนศีรษะมักจะมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของลูกตา (ตากระตุกหรือ Nystagmus) การเซ การล้ม อาการคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก ร่วมด้วยได้

หมายเหตุ อ่านบทความเต็มของเรื่อง เวียนศีรษะ ได้จากบทความที่ได้เขียนแยกต่างหาก ในเว็บ haamor.com นี้

ขี้หูอุดตัน (Earwax blockage)

ขี้หู (Earwax) สร้างจากต่อมสร้างขี้หูซึ่งอยู่ในช่องหูชั้นนอก ขี้หูมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ มีสารต่อต้านเชื้อโรค และไม่ละลายน้ำ มีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังของช่องหูชั้นนอกและป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปลึกในช่องหู บางคนมีขี้หูเปียก บางคนมีขี้หูแห้ง บางคนมีขี้หูมาก บางคนมีขี้หูน้อย โดยปกติขี้หูจะมีการเคลื่อนที่จากเยื่อบุแก้วหูออกไปยังช่องหูชั้นนอกได้เอง ไม่จำเป็นต้องไปแคะออก ปัญหาของขี้หูเกิดขึ้นได้ ถ้าขี้หูมีปริมาณมากและอุดตันช่องหูชั้นนอกทำให้มีอาการหูอื้อ มีเสียงดังในหู หรือปวดหูหน่วงๆได้

ทั้งนี้เมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์/แพทย์หูคอจมูกเพื่อหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่เหมาะสมแต่เนิ่นๆ

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้ขี้หูมีปัญหาคือ การใช้ไม้พันสำลี (Cotton bud) ทำความสะอาดช่องหูชั้นนอกโดยเฉพาะหลังอาบน้ำแล้วมีน้ำเข้าหูซึ่งทำให้รู้สึกรำคาญ การกระทำดังกล่าวจะยิ่งกระตุ้นทำให้ต่อมสร้างขี้หูทำงานมากขึ้นมีปริมาณขี้หูที่ผลิตออกมามากขึ้น และยิ่งดันขี้หูใน ช่องหูให้อัดแน่นยิ่งขึ้นทำให้ขี้หูอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น

เมื่อสงสัยว่ามีขี้หูอุดตันทำให้เกิดอาการผิดปกติของหู ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นขี้หูอุดตันจริงหรือไม่ แพทย์จะใช้เครื่องตรวจหูส่องตรวจช่องหูชั้นนอกว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติของหูเกิดจากขี้หูอุดตันหรือไม่ ถ้าเป็นขี้หูอุดตันจริง

1. แพทย์จะพยายามนำขี้หูออกให้ อาจโดยการล้างช่องหูชั้นนอกด้วยน้ำเกลือ การคีบหรือดูด หรือใช้เครื่องมือแคะขี้หูออก

2. ถ้าไม่สามารถเอาขี้หูออกได้เนื่องจากขี้หูอัดกันแน่นมากหรือเอาออกได้เพียงบางส่วน แพทย์จะสั่งยาละลายขี้หูให้ไปหยอดเช่น โซเดียมคาร์บอเนต (Sodium carbonate) ซึ่งหลังจากหยอดหูครั้งแรกจะทำให้ขี้หูในช่องหูขยายตัวและอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้นทำให้หูอื้อมากขึ้น ควรหยอดบ่อยๆยิ่งบ่อยยิ่งดี (วันละ 7 - 8 ครั้ง) จะทำให้ขี้หูอ่อนตัวมากขึ้นและเอาออกได้ง่ายขึ้น ส่วนใหญ่แพทย์จะให้ผู้ป่วยไปหยอดยาละลายขี้หูประมาณ 1 สัปดาห์แล้วนัดมาดูอีกครั้ง ผู้ป่วยไม่ควรลืมหยอดหูในวันที่แพทย์นัดเพราะอาจทำให้ขี้หูแห้งและเอาออกยาก

3. หลังจากแพทย์เอาขี้หูออกจนบรรเทาอาการผิดปกติของหูแล้ว ควรป้องกันไม่ให้ขี้หูอุดตัน อีกโดย

  • ไม่ใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดหูหรือปั่นหูอีก
  • ถ้าน้ำเข้าหูทำให้รู้สึกรำคาญจนต้องปั่นหรือเช็ดหู ควรป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูจะดีกว่า เช่น ที่อุดหูสำหรับนักดำน้ำซึ่งมีขายตามร้านกีฬามาอุดหูเวลาอาบน้ำ หรือผู้หญิงที่สวมหมวกอาบน้ำควรดึงหมวกให้มาคลุมใบหูเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู

4. อาจใช้ยาละลายขี้หูหยอดในหูเป็นประจำเพื่อทำการล้างขี้หู อาจใช้เพียงอาทิตย์ละครั้ง ถ้าไม่มีปัญหาอาจห่างออกไปเป็น 2 หรือ 3 หรือ 4 อาทิตย์หยอด 1 ครั้งก็จะช่วยลดการอุดตันของขี้หูในช่องหูชั้นนอกได้ อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้ควรปรึกษาแพทย์หูคอจมูก ก่อนเสมอ

บรรณานุกรม

  1. Christian JM. Odontogenic infections. In: Cummiongs CW, Flint PW, Haughey BH, et al. Otolaryngology: Head & Neck Surgery. 5th ed. Philadelphia, Pa: Mosby Elsevier;2010: chap 12.
  2. Scott A, Stiernberg N, Driscoll. Deep Neck Space Infections; Bailey Head & Neck Surgery– Otolaryngology. 1998, Lippincot-Raven Cap. 58: 819-35.
Updated 2016, May 7


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom