Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อวัยวะสืบพันธ์เพศหญิง  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

มีไข้หลังคลอด 

ภาวะติดเชื้อหลังคลอดคืออะไร?

ภาวะติดเชื้อหลังคลอด หรือการติดเชื้อหลังคลอด(Postpartum infection) เป็นการอักเสบติดเชื้อภายหลังจากการคลอดทางช่องคลอด หรือการผ่าตัดคลอด(ผ่าท้องคลอดบุตร) ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยมักมีไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส(Celsius)ขึ้นไปหลังจาก 24 ชั่วโมงของการคลอดบุตร จนถึงประมาณ 10 วันหลังคลอด ทั้งผู้ที่คลอดทางช่องคลอดหรือผ่าตัดคลอด

ภาวะติดเชื้อหลังคลอดมีความหมายค่อนข้างกว้าง ได้แก่ การอักเสบติดเชื้อในโพรงมดลูก(เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ) ซึ่งพบได้มากที่สุด และ/หรือการอักเสบติดเชื้อบริเวณแผลฝีเย็บในกรณีที่คลอดทางช่องคลอด และ/หรือการอักเสบติดเชื้อของแผลผ่าตัดคลอดกรณีผ่าท้องคลอด และ/หรือการอักเสบติดเชื้อของเต้านมของมารดาที่ให้นมบุตร และ/หรือการติดเชื้อ/โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

ภาวะติดเชื้อหลังคลอดพบได้บ่อยไหม?

ภาวะติดเชื้อหลังคลอด

เป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะบอกอุบัติการณ์การติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อหลังคลอดที่ชัดเจน และน่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการติดเชื้อหลังคลอดส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากผู้คลอดกลับไปอยู่บ้านแล้ว หากเกิดปัญหาขึ้น ผู้คลอดอาจไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน คลินิก หรือโรงพยาบาลอื่น ซึ่งมีข้อมูลของสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ. 2544 มีการสำรวจภาวะติดเชื้อหลังคลอด โดยการส่งจดหมายไปติดตามสตรีหลังคลอดทั้งผ่าตัดคลอดและคลอดทางช่องคลอด พบว่าอุบัติการณ์การติดเชื้อโดยรวมเป็น 6 %ของผู้คลอดทั้งหมด โดยหากผ่าตัดคลอดพบอุบัติการณ์ได้ประมาณ 7.4% หากคลอดทางช่องคลอดพบอุบัติการณ์ได้ประมาณ 5.5%

ภาวะติดเชื้อหลังคลอดมีอันตรายอย่างไร?

ภาวะติดเชื้อหลังคลอดมีอันตราย/มีการพยากรณ์โรค ดังนี้

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะติดเชื้อหลังคลอด?

ปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะติดเชื้อหลังคลอด ได้แก่

1. มีการผ่าตัดคลอดบุตร

2. มีถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอดอยู่นาน

3. มีการตรวจภายในช่วงดำเนินการคลอดมากเกินไป

4. มีการติดเชื้อในช่องคลอดอยู่ก่อนหน้าแล้ว เช่น การติดเชื้อสเตรปโตคอกคัสกรุ๊ปบีระหว่างตั้งครรภ์

5. มีภาวะซีด

6. ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

7. ผู้ป่วยอ้วน

ภาวะติดเชื้อหลังคลอดมีอาการอย่างไร?

อาการจากภาวะติดเชื้อหลังคลอด ได้แก่

ก. กรณีจากมีการอักเสบในโพรงมดลูก/เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ: ทั้งจากการคลอดทางช่องคลอด และการผ่าตัดคลอดบุตร อาการที่พบได้ เช่น

1. น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น

2. น้ำคาวปลาไหลนานกว่าปกติ หรือน้ำคาวปลาหยุดไปแล้วแต่กลับมามีน้ำคาวปลาอีก หรือน้ำคาวปลาที่สีแดงจางลงแล้ว แต่กลับมีสีแดงมากขึ้น/มีเลือดออกนานขึ้น

3. มีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอย

4. มีอาการปวดท้องน้อย/ ปวดบริเวณมดลูก/ ปวดในอุ้งเชิงกรานทั่วๆ ไป

5. มีไข้

6. มดลูกเข้าอู่ช้า(มดลูกหดตัวช้า ยังคลำมดลูกได้จากการคลำทางหน้าท้อง) หรือลดขนาดลงช้า โดยทั่วไป หลังคลอด มดลูกจะหดรัดตัวดี ขนาดมดลูกจะลดลงเรื่อยๆ และ หลังคลอดประมาณ 2 สัปดาห์ จะคลำไม่พบมดลูกทางหน้าท้อง แต่ในกรณีที่มีการอักเสบในโพรงมดลูก มดลูกจะหดตัวช้า ทำให้แพทย์สามารถคลำมดลูกทางหน้าท้องได้

ข.ในกรณีที่มีการอักเสบที่แผลฝีเย็บ: สตรีหลังคลอดจะมีอาการปวดบริเวณแผลฝีเย็บ ปวดปากช่องคลอด ปวดก้น รู้สึกนั่งลำบาก อาจคลำได้ก้อนบริเวณปากช่องคลอด ที่เกิดจากการบวมของแผลและมีก้อนหนอง หรือ มีฝี

ค. ในกรณีมีการอักเสบที่แผลผ่าตัดคลอดที่หน้าท้อง: มีอาการปวดที่แผลผ่าตัดมากกว่าปกติ โดยทั่วไปสตรีหลังคลอดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน หลังผ่าตัดคลอดจะสุขสบายขึ้นเรื่อยๆ อาการปวดแผลผ่าตัดคลอดจะน้อยลงเรื่อยๆ หากมีอาการปวดแผลมากกว่าปกติ ต้องคิดถึงการอักเสบของแผล อาจร่วมกับมีแผลผ่าตัดบวม แผลผ่าตัดแยก แผลไม่ติด ซึ่งส่วนมากจะมีอาการให้เห็นชัดเจนประมาณ วันที่ 5 หลังผ่าตัดคลอด

ง.ในกรณีที่มีการอักเสบที่เต้านม: จะมีอาการปวดที่เต้านมมากกว่าปกติ เต้านม บวม แดง กดเจ็บมาก อาจร่วมกับมีอาการคัดตึงเต้านม และเต้านมขยายใหญ่ขึ้น

เมื่อไหร่ควรมาพบแพทย์

ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง ผู้ป่วยมักจะมีอาการที่แพทย์ตรวจพบตั้งแต่อยู่ในโรงพยาบาลและให้การรักษา เช่น แผลผ่าตัดคลอดเป็นหนอง การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แผลฝีเย็บเป็นหนอง แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อมักเกิดหลังจากผู้คลอดกลับไปอยู่ที่บ้านแล้ว คือมีการอักเสบติดเชื้อตั้งแต่นอนโรงพยาบาลแต่อาการไม่ชัดเจน และประกอบด้วยผู้ที่คลอดทางช่องคลอด แพทย์มักให้กลับบ้านได้ 2-3 วันหลังคลอด ส่วนผ่าตัดคลอดก็มักได้กลับไปอยู่บ้านประมาณ 3-4 วันหลังผ่าตัดคลอดหากไม่มีอาการแสดงของกการติดเชื้อชัดเจน ดังนั้นผู้คลอดต้องมีการสังเกตอาการตนเองว่ามีอะไรที่ผิดปกติตามที่แพทย์แนะนำก่อนกลับจากโรงพยาบาลหรือไม่ หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรกลับไปพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนวันนัดตรวจหลังคลลอด เช่น

แพทย์วินิจฉัยภาวะติดเชื้อหลังคลอดได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะติดเชื้อหลังคลอดได้โดย

ก. ประวัติทางการแพทย์: แพทย์จะสอบถามผู้ป่วยถึงอาการต่างๆที่ผิดปกติตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ”อาการ” เช่น ถามประวัติเกี่ยวกับการคลอด ความยาวนานของการคลอด ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนคลอดนานเพียงใด หัตถการที่แพทย์ทำเพื่อช่วยคลอด การใช้ยาปฎิชีวนะ การผ่าตัดคลอด

ข. การตรวจร่างกาย: แพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไป และพยายามตรวจหาบริเวณที่มีการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้บริเวณติดเชื้อนั้นๆมีอาการปวดมากผิดปกติ เช่น ตรวจเต้านมว่ามีสิ่งผิดปกติหรือ ตรวจแผลฝีเย็บ การตรวจภายในประเมินสภาพภายในอุ้งเชิงกรานว่าผิดปกติหรือไม่ ตรวจแผลผ่าตัดว่ามีการอักเสบหรือไม่ นอกจากนั้น อาจจะมีการตรวจเชื้อ และ/หรือ การเพาะเชื้อ จากแผลที่มีหนองเพื่อให้ได้ทราบสาเหตุที่ชัดเจน

ค. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีลักษณะบ่งลอกว่ามีลักษณะการติดเชื้อหรือไม่ การตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะหรือไม่ อาจมีการตรวจอัลตราซาวด์มดลูกเพื่อดูว่ามีเศษเยื่อหุ้มทารกหรือเศษรกค้างอยู่ในโพรงมดลูกหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในโพรงมดลูกได้

รักษาภาวะติดเชื้อหลังคลอดอย่างไร?

แนวทางรักษาภาวะติดเชื้อหลังคลอด ได้แก่

1. เนื่องจากภาวะนี้เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่สามารถรักษาโดยการให้ยาปฏิชีวะ ในกรณีที่อาการติดเชื้อไม่มาก ไม่มีไข้ สามารถรับประทานยาปฎิชีวนะที่บ้านได้ แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรง มีไข้สูง แพทย์ต้องให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และให้ยาปฎิชีวนะทางหลอดเลือดดำ จนอาการดีขึ้นระดับหนึ่ง จึงจะเปลี่ยนมาเป็นยาปฎิชีวะนะชนิดรับประทาน ซึ่งผู้ป่วยต้องรับประทายยาปฏิชีวนะให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์

2. ในกรณีที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรง รักษาด้วยยาปฎิชีวนะแล้วอาการไม่ดีขึ้น มีไข้สูง หรือมีการติดเชื้อในกระแสเลือด(ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ)ที่เกิดจากการติดเชื้อในโพรงมดลูก แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดมดลูกออก เพื่อรักษาชีวิตผู้ป่วย

3. ในกรณีที่มีเศษรกหรือเยื่อหุ้มทารกค้างอยู่ในโพรงมดลูก และเป็นต้นเหตุให้เกิดการติดเชื้อหลังคลอด ต้องมีการขูดมดลูกเพื่อเอาส่วนเศษรก/เศษเยื่อหุ้มทารกที่ค้างออกมา พร้อมกับการให้ยาปฎิชีวนะร่วมด้วย

4. ในกรณีที่มีเต้านมอักเสบ แพทย์จะให้ยาปฎิชีวนะ ยาแก้ปวด การประคบอุ่นที่เต้านม ในกรณีที่อาการอักเสบรุนแรงขึ้นจนพัฒนาเป็นหนองที่เต้านม (Breast abscess) แพทย์อาจต้องใช้เข็มดูดหนองที่เตานมออก หรืออาจจำเป็นต้องผ่าเอาหนองออก

5. ในกรณีที่แผลผ่าตัดคลอดอักเสบ แพทย์จะให้ยาปฎิชีวนะ ยาแก้ปวด และหากมีหนอง แพทย์ต้องทำการเปิดแผลผ่าตัดนั้น เพื่อให้หนองออกมาได้และต้องทำแผลต่อทุกวันจนกว่าแผลจะหาย โดยหากแผลไม่ใหญ่ แพทย์จะรอให้แผลค่อยๆติดเอง แต่หากแผลใหญ่มาก แพทย์อาจเป็นต้องเย็บแผลใหม่อีกครั้ง

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะติดเชื้อหลังคลอดมีอะไรบ้าง?

ภาวะแทรกซ้อน(ผลข้างเคียง)ของภาวะติดเชื้อหลังคลอด เช่น

ก. กรณีที่มีการอักเสบในโพรงมดลูก:

1. การอักเสบในอุ้งเชิงกราน

2. การติดเชื้อในกระแสเลือด(ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ)

3. เสียชีวิต ที่มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อในกระแสเลือด

1. ปวดท้องน้อยเรื้อรัง

2. มีพังผืดในช่องท้อง อาจมีผลทำให้มีบุตรยากในภายหน้า หรือมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์/ท้องนอกมดลูกมากขึ้น

3. มีประจำเดือนผิดปกติ ประจำเดือนมากระปริดกระปรอย หรือไม่มีประจำเดือน ซึ่งอาจพบได้ในกรณีเกิดพังผืดในโพรงมดลูก(Uterine synechia) ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบในโพรงมดลูก(เยื่อบุมดลูกอักเสบ) หรือเป็นผลจากการขูดมดลูก

ข. กรณีฝีเย็บอักเสบติดเชื้อ: ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้ เช่น แผลฝีเย็บแยก ต้องทำแผลทุกวัน แผลอาจติดไม่สวย หรืออาจจำเป็นต้องเย็บแผลใหม่

ค. กรณีแผลผ่าตัดอักเสบติดเชื้อ: ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้ เช่น แผลผ่าตัดแยก ต้องทำแผลทุกวัน แผลอาจติดไม่สวย หรืออาจจำเป็นต้องเย็บแผลใหม่ หรืออาจมีการอักเสบลามเข้าที่ชั้น Rectus sheath(ชั้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง) ที่ต้องใช้การรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อน อาจต้องมีการผ่าตัดแผลหน้าท้องใหม่

ง. กรณีเต้านมอักเสบติดเชื้อ: ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจพบได้ เช่น เป็น ฝีที่เต้านม (Breast abscess)

หลังจากมีภาวะติดเชื้อหลังคลอดแล้วอีกนานแค่ไหนจึงจะสามารถตั้งครรภ์ครั้งใหม่ได้

เมื่อมีภาวะติดเชื้อหลังคลอดที่เกิดจากการติดเชื้อในโพรงมดลูกและได้รับการรักษาแล้ว หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ควรคุมกำเนิดไปประมาณ 2 ปี เพื่อมีเวลาเลี้ยงดูบุตรเต็มที่ ส่วนการอักอักเสบที่แผลฝีฝีเย็บ แผลหน้าท้อง รวมเต้านมอักเสบด้วย ไม่มีปัญหาส่งถึงการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรปรึกษาสูติแพทย์ก่อนเสมอในเรื่องการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

กรณีมีเต้านมอักเสบจะให้นมบุตรได้เมื่อไหร่?

โดยทั่วไป หากเกิดเต้านมอักเสบ ยังสามารถให้นมบุตรได้ คือให้ลูกดูดนมได้ ถ้ามารดาไม่ปวดมากจนทนการดูดของทารกไม่ได้ อย่างไรก็ตามในกรณีเช่นนี้ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์เป็นกรณีๆไป

กรณีมีเต้านมอักเสบถ้าให้นมบุตรไม่ได้ควรทำอย่างไร?

กรณีเต้านมอักเสบ หากมารดาปวดเต้านมมากจนไม่สามารถให้ลูกดูดนมได้ โดยในระหว่างนี้ต้องมีการบีบน้ำนมทิ้งด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างน้ำนมรอให้มารดาอาการดีขึ้น เพื่อให้ทารกมาดูดต่อไป เพราะหากไม่บีบน้ำนมทิ้ง จะไม่มีการกระตุ้นการน้ำนมใหม่ น้ำนมจะแห้งไป

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีภาวะติดเชื้อหลังคลอด?

โดยทั่วไป การดูแลตนเองเมื่อมีภาวะติดเชื้อหลังคลอดได้แก่

  • ปฏิบัติตาม แพทย์ พยาบาล แนะนำ
  • รับประทานยาปฎิชีวะนะตามคำแนะนำของแพทย์ให้ครบถ้วน ไม่หยุดยาเองแม้อาการจะหายแล้ว
  • รับประทานอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนทุกมื้ออาหาร ไม่ควรงดรับประทานตามความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • พบแพทย์/มาโรงพยาบาลตามแพทย์นัดเสมอ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ในระยะหลังคลอด เมื่อแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว หากมีอาการผิดปกติต่างๆตามที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อ”อาการฯ” เช่นปวดแผลผ่าตัดมากกว่าปกติ ปวดแผลฝีเย็บมากกกว่าปกติ น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น มีไข้ ควรต้องรีบกลับมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลโดยเร็ว ไม่ต้องรอถึงวันนัด

หากมีภาวะติดเชื้อหลังคลอดและได้รับการรักษาในโรงพยาบาลจนแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลตนเองที่บ้าน ควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลก่อนนัด เมื่อ

ควรมีเพศสัมพันธ์เมื่อไหร่ และควรปฏิบัติอย่างไร?

โดยทั่วไปหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ควรมีแพทย์สัมพันธ์หลังคลอดประมาณ 6 สัปดาห์และหลังจากที่ได้รับการคุมกำเนิดแล้ว แต่หากมีภาวะอักเสบติดเชื้อในโพรงมดลูก ต้องรอให้อาการติดเชื้อดีขึ้นก่อน โดยในระยะแรกควรใช้ถุงยางอนามัยชายร่วมด้วย เพื่อลดโอกาสติดเชื้อซ้ำในโพรงมดลูกอีก

ต้องคุมกำเนิดหรือไม่ ใช้วิธีอย่างไร?

หากไม่ต้องการมีบุตร ควรคุมกำเนิดตามปกติ คือตั้งแต่ 6 สัปดาห์หลังคลอด ในระยะแรกควรใช้ถุงยางอนามัยชายร่วมด้วยเพื่อลดโอกาสติดเชื้อซ้ำในโพรงมดลูกอีก

การคลอดครั้งหน้าจะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อหลังคลอดอีกหรือไม่?

ผู้ป่วยภาวะติดเชื้อหลังคลอด หากยังมีปัจจัยเสี่ยงตามที่กล่าวมาข้างต้นในหัวข้อ “ปัจจัยเสี่ยงฯ” ก็มีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อหลังคลอดได้อีก

ป้องกันภาวะติดเชื้อหลังคลอดอย่างไร?

วิธีป้องกันภาวะติดเชื้อหลังคลอด ได้แก่

1. ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัดคลอดบุตร หากไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ

2. ขณะตั้งครรภ์ หากมีภาวะถุงน้ำคร่ำแตก (น้ำเดิน/มีน้ำคล้ายปัสสาวะไหลออกทางช่องคลอด) ควรรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์คลอด ไม่จำเป็นต้องรอการเจ็บครรภ์คลอด

3. สตรีตั้งครรภ์ควรต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและดูแลสุขอนามัยตามสูติแพทย์ และพยาบาล แนะนำ ที่รวมถึงการรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน(สุขบัญญัติแห่งชาติ)

บรรณานุกรม

  1. http://emedicine.medscape.com/article/796892-overview [2016,Nov26]
  2. https://en.wikipedia.org/wiki/Postpartum_infections [2016,Nov26]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 7 คน sirikul padungchob19 Nongbeer eurokungza a1v4d PPaapp Panupol
Frame Bottom