Frame Top

พัฒนาเด็กไทยปฐมวัยให้ “ดียกกำลังสาม” (ตอนที่ 2)

โดย ปฐมา ลอออรรถพงศ์
23 มีนาคม 2012

นายแพทย์ ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สธ. ได้ดำเนินการสนองนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยเริ่มดูแลตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา ในทางการแพทย์ การให้กำเนิดทารกในช่วงระหว่างสัปดาห์ที่ 37 และ 42 หลังการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย (Last normal menstrual period: LNMP) ถือว่าทารกอยู่ในครรภ์ครบกำหนด โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) อยู่ที่ 8–9 วัน

หากคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 เป็นการคลอดก่อนกำหนด (Pre-mature) และหากคลอดหลังสัปดาห์ที่ 42 ถือเป็นการคลอดเกินกำหนด (Post-mature) ในกรณีหลังมักมีความเสี่ยงต่อทั้งมารดาและทารกอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในกรณีแรก ทารกจะมีความเสี่ยงจากการที่อวัยวะหลายส่วนยังไม่เจริญเต็มที่ เช่น ปอด สมอง และตับ นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อเพราะการพัฒนาของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคก็ยังไม่เ ต็มที่

กำหนดคลอดที่แม่นยำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะได้รับการนำไปใช้ในการคำนวณผลทดสอบก่อนคลอด (Pre-natal test) หลายอย่าง ในกรณีที่คำนวณพบว่าเกินกำหนดแล้ว แพทย์อาจตัดสินใจทำคลอด ส่วนการผ่าคลอดทางหน้าท้อง (Caesarean section) อาจมีผลแทรกซ้อน (Complications) มากกว่าการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ

แต่หาก LNMP และการทำอุลตราซาวนด์ (Ultrasound) ให้ผลกำหนดคลอดที่ต่างกัน แพทย์ก็จะเลือกผลของการทำอุลตราซาวนด์ เพราะใกล้เคียงภาวะปัจจุบันของทารกมากที่สุด แต่เด็กทารกในครรภ์อาจพัฒนาช้าและต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด หอดูแลทารกแรกเกิด (Neonatal intensive care unit) ตาโรงพยาบาลจะดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ปัจจุบันอายุของทารกในครรภ์ (หลังจากเป็นตัวอ่อนแล้ว) ลดลงเรื่อยๆ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ ในบางประเทศลดลง จนถึง 23 สัปดาห์ หรือ 22 สัปดาห์จากที่เคยเป็น 28 สัปดาห์ในอดีต “ช่วงหลังแรกเกิด” (Postnatal Period) เริ่มต้นทันทีหลังคลอด จนถึง 6 สัปดาห์ เป็นช่วงการฟื้นฟูของมารดากลับเข้าสู่สภาพปรกติก่อนตั้งครรภ์

มีผลการศึกษาว่าการสัมผัสกันของแม่ลูกทันทีที่ลูกเกิดนั้นส่ง ผลดีให้กับทั้งแม่และลูก องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) พบว่าการสัมผัสนี้ช่วยลดการร้องไห้ของเด็ก ช่วยให้แม่ลูกผูกพัน และช่วยให้แม่ป้อนนมลูกได้ง่ายขึ้น การสัมผัสดังกล่าวควรมีขึ้นใน “ช่วงหลังแรกเกิด” ซึ่งเป็นช่วงที่มารดามีการปรับฮอร์โมนในร่างกาย รวมทั้งการหดตัวของขนาดมดลูก

ในด้านโภชนาการ มีคำแนะนำให้ผู้คาดว่าจะตั้งครรภ์กิน Vitamin B9 เพื่อป้องกันความผิดปรกติของระบบประสาทของทารกที่มักพัฒนาในช่วง 28 วันหลังการปฏิสนธิ รวมถึงการผิดรูปของกระดูกสันหลังของทารก (Spina bifida) ที่เป็นสาเหตุใหญ่ของการตั้งครรภ์ไม่สำเร็จ

ในช่วงตั้งครรภ์ มารดาควรรับประทานอาหารให้ครบทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน (เช่นไข่) รวมถึงผักใบเขียว และผลไม้รสเปรี้ยวที่หลากหลาย จึงแนะนำว่าหากมารดาจำกัดอาหารจากเรื่องสุขภาพ ความเชื่อทางศาสนา หรือจารีตประเพณีใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงกับสถา นการณ์ของตน

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึง DHA omega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่เป็นโครงสร้างของสมองและจอประสาทตา ทารกไม่สามารถผลิต DHA ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยตนเอง จำเป็นจะต้องได้รับผ่านสายรกเมื่ออยู่ในครรภ์และจากน้ำนมเมื่อคลอดแล้ว ดังนั้นมารดาจึงควรรับประทานอาหารซึ่งมีสาร DHA (เช่นน้ำมันตับปลาทะเล) ให้มากพอระหว่าง ตั้งครรภ์

ยังมีโภชนาหารที่สำคัญและจำเป็นหลายชนิดที่ช่วยพัฒนาเด็กทารกในครรภ์ เช่น Vitamin D และ Calcium ที่อาจต้องให้เป็นอาหารเสริม มีผลการศึกษาวิจัยในปี พ.ศ. 2554 พบว่าเด็กที่ได้รับ Vitamin D ในปริมาณต่ำมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอดสูง ในขวบปีแรก

แหล่งข้อมูล:

  1. สธ.ประกาศปฏิญญาร่วมพัฒนาเด็กปฐมวัย http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000034171 [2012, March 22].
  2. Early Childhood. http://en.wikipedia.org/wiki/Early_childhood [2012, March 22].
  3. Pregnancy. http://en.wikipedia.org/wiki/Pregnancy [2012, March 22].
Blog

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom