Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ลำไส้ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดท้อง  ท้องเสียเรื้อรัง 

บทนำ

โรคสตรองจิลอยดิอาซิส (Strongyloidiasis) หรือโรคติดเชื้อพยาธิสตรองจิลอยดิส(Strongyloides) หรือโรคพยาธิสตรองจิลอยด์ หรือโรคสตรองจิลอยด์ เป็นโรคพยาธิลำไส้ที่เกิดจากคนติดเชื้อพยาธิในสกุล/Genus ชื่อ Strongyloides ที่มีหลากหลายชนิด/Species โดยชนิดที่พบบ่อยที่สุดและเป็นเกือบท้งหมดที่ก่อโรคในคนคือ ชนิด Stercoralis (Strongy loides stercoralis หรือ S. stercoralis)

พยาธิสตรองจิลอยดิส (Strongyloides) หรือเรียกว่า พยาธิ์สตรองจิลอยด์ เป็นพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ตัวเมียที่เป็นตัวเต็มวัย/ตัวแก่ (Adult) มีความยาวประมาณ 2 -3 มิลลิเมตร (มม.) กว้างประมาณ 0.05 มม. ในขณะที่ตัวผู้ตัวเล็กกว่าประมาณเท่าตัว เมื่อพยาธิตัวผู้และตัวเมียผสมพันธุ์ จะได้ไข่มีรูปร่างกลมรีมีขนาดเล็กมากขนาดประมาณ 0.035 x 0.050 มม. มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งไข่จะเจริญเป็นตัวอ่อน (Larva, L) ระยะต่างๆ 3 ระยะ (L1, L2, L3)

  • ที่ระยะ L1, L2 เรียกว่า Rhabditiform larva มีขนาดประมาณ 0.25 X 0.015 มม.
  • ส่วนตัวอ่อนระยะ L3/ตัวอ่อนระยะติดต่อ/Infective stage larva เรียกว่า Filariform larva มีขนาดประมาณ 0.5 X 0.015 มม. ที่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

อนึ่ง เนื่องจากพยาธิสตรองจิลอยดิสนี้มีขนาดเล็กมากและลำตัวเป็นคล้ายเส้นด้าย จึงเรียกได้อีกชื่อว่า พยาธิเส้นด้าย (Threadworm) ซึ่งชื่อจะไปพ้องกับพยาธิเส้นด้าย/พยาธิเข็มหมุดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Enterobius vermicularis” ที่ทำให้เกิดพยาธิทางเดินอาหารเช่น กันที่เรียกว่า โรคติดเชื้อพยาธิเส้นด้าย หรือโรคติดเชื้อพยาธิเข็มหมุด (Enterobiasis)

พยาธิสตรองจิลอยดิสมีแหล่งรังโรคคือ ดินที่เปียกชื้น (พยาธิจะตายในสิ่งแวดล้อมที่แห้งแล้ง ขาดความชื้น) และมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่น สุนัข แมว รวมถึงคนเป็นโฮสต์จำเพาะ(Definitive host, โฮสต์ที่พยาธิอยู่อาศัยจนเป็นตัวแก่ สืบพันธุ์ และออกไข่) เป็นพยาธิที่พบได้ทั่วโลก แต่พบได้สูงในพื้นที่ทำเกษตรกรรมโดยเฉพาะเขตร้อนชื้นเช่น อเมริกากลางและเอ เซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งพบได้บ่อยขึ้นในประเทศที่ยังไม่พัฒนาที่ยังใช้อุจจาระเป็นปุ๋ย และ/หรือยังมีการสาธารณสุขไม่ดีในเรื่องของน้ำบริโภค ส้วม และการกำจัดอุจจาระ

โรคสตรองจิลอยดิอาซิสพบได้ทั่วโลกประมาณ 100 - 200 ล้านคน ในประเทศไทย พบโรคนี้ได้บ่อยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีรายงานจากการตรวจอุจจาระผู้ ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช โดยไม่แยกว่ามาจากภาคใดของประเทศทั้งหมด 6,022 รายพบพยาธิสตรองจิลอยดิสได้ 2.47% และมีรายงานพบพยาธินี้ในอุจจาระคนเชียงใหม่ 15.9 -38.8% และในคนภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 23.5%

โรคสตรองจิลอยดิอาซิสนี้พบได้ในคนทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบในเด็กและในวัยทำงานสูงกว่าวัยอื่น อาจเพราะมีโอกาสสัมผัสพยาธิที่อยู่ในดินได้สูงกว่าวัยอื่น และพบโรคในผู้ชายสูงกว่าในผู้หญิงซึ่งอาจเพราะผู้ชายมีโอกาสสัมผัสพยาธิในดินสูงกว่าในผู้หญิง เช่นกัน

โรคสตรองจิลอยดิอาซิสเกิดได้อย่างไร?

พยาธิสตรองจิลอยด์

โรคสตรองจิลอยดิอาซิสเกิดจากเมื่อคนย่ำดินที่เป็นแหล่งรังโรคของพยาธินี้ ตัวอ่อนระยะ ติดต่อ Filariform ในดินจะไชเข้าผิวหนังที่เท้า โดยไชเข้าผิวหนังและเยื่อเมือก (เช่น ช่องปาก ตา) ได้ทุกส่วนที่สัมผัสพยาธิ ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นที่เท้าถึงแม้จะไม่มีบาดแผลที่ผิวหนังก็ตาม ซึ่งเมื่อไชเข้าผิวหนังแล้ว/เข้าสู่ร่างกาย ตัวอ่อนนี้จะเข้าสู่กระแสน้ำเหลือง เข้าสู่กระแสเลือด และเข้าสู่ปอดโดยเข้าไปอยู่ในถุงลม จากถุงลมตัวอ่อนพยาธิจะเคลื่อนผ่านหรือถูกขย้อนผ่านเข้าคอหอย จึงถูกกลืนเข้าสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ โดยในลำไส้เล็กพยาธิตัวอ่อนจะเจริญเป็นตัวแก่ตัวเมียและตัวผู้ ซึ่งเมื่อผสมพันธุ์กัน ตัวเมียจะออกไข่ และไข่จะเจริญเป็นตัวอ่อนระยะ Rhabditi form ที่จะปนออกมากับอุจจาระ ลงสู่ดินและเจริญในดินเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ Filariform เมื่อคนย่ำดิน ตัวอ่อนระยะติดต่อนี้ก็จะไชเข้าเท้า วนเวียนเป็นวงจรชีวิตของพยาธินี้ (เรียกวงจรนี้ว่า Parasitic cycle, วงจรชีวิตแบบปรสิต) และก่อให้เกิดการติดเชื้อในคนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้พยาธิตัวผู้ตัวแก่จะตายหลังผสมพันธุ์และซากจะปนมาในอุจจาระ ส่วนตัวแก่ตัวเมียจะออกไข่อยู่ได้อีกนาน 2 - 3 เดือน แต่มีรายงานนานได้ถึง 5 ปี อนึ่งระยะเวลานับจากพยาธิตัวอ่อน Filariform ไชเข้าเท้าไปจนถึงตรวจพบพยาธิตัวอ่อน Rhabditiform ในอุจจาระใช้เวลาประมาณ 3 - 4 สัปดาห์

นอกจากวงจรชีวิตแบบปรสิตดังกล่าวแล้ว พยาธิสตรองจิลอยดิสยังมีวงจรชีวิตได้อีกแบบที่เกิดวนเวียนอยู่ในดินเรียกว่า Free - living cycle (วงจรชีวิตอิสระ) คือ พยาธิตัวอ่อน Rhabdi tiform ที่ปนในอุจจาระในดิน นอกจากเจริญเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ Filariform แล้วยังเจริญเป็นตัวแก่ตัวเมียและตัวผู้ได้ด้วย ซึ่งจะผสมพันธุ์กันและออกไข่ เจริญเป็นตัวอ่อน Rhabditiform และตัวอ่อนระยะติดต่อ Filariform ตามลำดับ ซึ่งตัวอ่อนระยะติดต่อนี้จะไชเข้าเท้าคน เกิดเป็นวงจรชีวิตแบบปรสิตได้ หรือเจริญไปเป็นตัวแก่เป็นวงจรชีวิตแบบอิสระก็ได้ ซึ่งวงจรชีวิตแบบ อิสระและวงจรชีวิตแบบปรสิตจะเกิดคู่กันไป

นอกจากวงจรชีวิตของพยาธิสตรองจิลอยดิสทั้ง 2 แบบแล้ว พยาธินี้ยังสามารถเจริญเติบ โตในคนหรือมีวงจรชีวิตในคนได้อีกแบบเรียกว่า “Autoinfection” กล่าวคือ พยาธิตัวอ่อน Rhab ditiform ในคนเมื่อเคลื่อนมาอยู่ในลำไส้ใหญ่จะสามารถเจริญเป็นพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อ Filari form ได้ ซึ่งพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อนี้จะไชเข้าผนังลำไส้และเข้าผิวหนังรอบๆปากทวารหนักเข้าสู่กระแสน้ำเหลือง และกระแสเลือด เข้าสู่ปอด เคลื่อนออกมาอยู่ที่คอหอย ถูกกลืนและไปเจริญเป็นตัวแก่ วนเวียนได้เป็นอีกแบบของวงจรชีวิต ซึ่งวงชีวิตแบบ Autoinfection นี้จะทำให้มีพยาธิสตรองจิลอยดิสอยู่ในคนได้นานตลอดชีวิตของคนๆนั้นถ้าไม่มีการรักษา

อนึ่ง โรคสตรองจิลอยดิอาซิสไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คนหรือสัตว์สู่คน ไม่ติดต่อทางการสัมผัส คลุกคลี หายใจ ไอ จาม หรือกินอาหารร่วมกัน แต่คนติดโรคจากตัวอ่อนระยะติดต่อไชเข้าผิวหนังและ/หรือเยื่อเมือก และจากการติดเชื้อแบบ Autoinfection

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคสตรองจิลอยดิอาซิส?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคสตรองจิลอยดิอาซิสได้แก่

  • ย่ำดินด้วยเท้าเปล่า
  • สัมผ้สกับอุจจาระคนเสมอบ่อยๆเช่น เกษตรกรที่ใช้อุจจาระเป็นปุ๋ย แหล่งอยู่อาศัยที่แออัด ค่ายอพยพ ค่ายทหาร
  • อาศัยในแหล่งขาดสาธารณสุขพื้นฐานโดยเฉพาะในเรื่องส้วมและการกำจัดอุจจาระ
  • ผู้ท่องเที่ยวเดินทางในแหล่งที่โรคนี้เป็นโรคประจำถิ่นซึ่งมักเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนา หรือกำลังพัฒนา
  • ผู้ติดเชื้อไวรัส HTLV 1 (Human T-cell Lymphotropic virus 1) ที่เป็นสาเหตุของโรค มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งในคนกลุ่มนี้ ถ้าติดพยาธินี้อาการจะรุนแรงมากจนอาจถึงเสียชีวิต (ตาย) ได้ ถึงแม้จะได้รับการรักษาตั้งแต่ในระยะเริ่มมีอาการ

โรคสตรองจิลอยดิอาซิสมีอาการอย่างไร?

ในคนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคปกติ การติดพยาธิสตรองจิลอยดิสมักไม่ก่ออาการ ยกเว้นเมื่อมีพยาธิจำนวนมากหรือร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ต่ำกว่าปกติ ทั้งนี้ยังไม่ทราบถึงระยะฟักตัวที่แน่นอนของโรคนี้

เมื่อโรคก่ออาการจะพบอาการได้ 3 แบบหลักคือ

  1. อาการจากการติดพยาธิเฉียบพลัน (Acute Strongyloidiasis): เมื่อพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อไชเข้าสู่ผิวหนัง ตรงตำแหน่งที่พยาธิไชเข้าไปอาจมีผื่นแดง อาจคันและเจ็บ ต่อมาอาจมีอาการระคายคอ ไอ จากพยาธิเข้าสู่ปอดและคอหอย และประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา ผู้ป่วยอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร/ช่องท้องเช่น ท้องเสียเป็นน้ำ บางคนอาจท้องผูก ปวดท้องทั่วๆไปไม่เฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง อาจคลื่นไส้และมักเบื่ออาหาร ซึ่งอาการต่างๆมักดีขึ้นเองจากการดูแลตนเองตามอาการภายใน 3 - 4 วัน
  2. อาการจากติดพยาธิเรื้อรัง (Chronic strongyloidiasis): ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นๆหายๆเรื้อรังได้ตลอดระยะเวลาที่มีพยาธินี้อยู่ในร่างกายดังนี้

อนึ่ง อาการทั้งในข้อ ก และ ข จะเป็นอาการไม่รุนแรง อาการหายได้เองด้วยการดูแลตน เองในระยะเวลาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์

  • Hyperinfection syndrome and disseminated strongyloidiasis: เป็นอาการจากการติดพยาธิสตรองจิลอยดิสที่รุนแรง มักมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงร่วมด้วย เป็นอาการที่มักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาโอกาสเสียชิวิต(ตาย) สูงได้ถึงประมาณ 90% แต่ถ้ารักษาโอกาสเสียชีวิตจะลดลงกว่าไม่มีการรักษา แต่ก็ยังจัดว่าสูง โดยจะขึ้นกับการตอบสนองต่อยาที่รักษา รวมไปถึงสภาพร่างกายผู้ป่วย และโรคที่เป็นเหตุให้ภูมิคุ้มกันฯต่ำด้วย
  • Hyperinfection syndrome จะเกิดจากมีพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อจำนวนมากที่พบเฉพาะในปอดและในลำไส้ จึงก่ออาการที่ปอดและที่ลำไส้อย่างรุนแรง เป็นอาการที่มักพบในคนที่ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานานเช่น ในผู้ป่วยโรคหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

    Disseminated strongyloidiasis เป็นอาการเกิดจากมีพยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อไชกระ จายทุกอวัยวะทั่วร่างกายรวมทั้งที่สมอง เป็นอาการที่มักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ในผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายอวัยวะและกินยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค

    ทั้งนี้ อาการที่พบได้เช่น

    ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง?

    ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคสตรองจิลอยดิอาซิสที่รุนแรงได้แก่

    เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

    เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้ออาการควรพบแพทย์เสมอ ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะติดพยาธิ ควรพบแพทย์เพื่อขอรับการตรวจอุจจาระ ซึ่งมักต้องตรวจหลายครั้ง (มีรายงานถึง 7 ครั้ง) ถึงจะพบตัวอ่อนพยาธิสตรองจิลอยดิส

    แพทย์วินิจฉัยโรคสตรองจิลอยดิอาซิสได้อย่างไร?

    แพทย์วินิจฉัยโรคสตรองจิลอยดิอาซิสได้จาก ประวัติอาการ ประวัติอาชีพ การท่องเที่ยว การตรวจร่างกาย การตรวจอุจจาระ ซึ่งต้องตรวจหลายครั้งติดต่อกัน (อาจถึงประมาณ 7 ครั้ง) การตรวจเลือด ซีบีซี/CBC (ดูค่าเม็ดเลือดขาว Eosinophil ที่จะขึ้นสูงมาก) การตรวจเลือดดูค่าสารภูมิต้านทานและสารก่อภูมิต้านทานสำหรับพยาธิชนิดนี้ การส่องกล้องปอดและ/หรือลำไส้เล็กเพื่อนำสารคัดหลั่งและ/หรือน้ำย่อยเพื่อการตรวจหาตัวพยาธิตัวอ่อน บางครั้งอาจต้องตัดชิ้นเนื้อจากปอดและ/หรือลำไส้เล็กเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยาดูตัวพยาธิตัวอ่อน

    รักษาโรคสตรองจิลอยดิอาซิสได้อย่างไร?

    แนวทางการรักษาโรคสตรองจิลอยดิอาซิสได้แก่ การใช้ยาฆ่าพยาธิ, การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ, การรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุให้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ และการรักษาประคับประคองตามอาการ

    โรคสตรองจิลอยดิอาซิสก่อผลข้างเคียงอย่างไร?

    ผลข้างเคียงที่พบเกิดในโรคสตรองจิลอยดิอาซิสมีได้หลากหลายเช่น ภาวะทุโภชนา และการอักเสบรุนแรงของทุกเนื้อเยื่อ/อวัยวะเช่น ภาวะลำไส้อุดตัน ปอดอักเสบ มีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

    โรคสตรองจิลอยดิอาซิสมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

    ในคนทั่วไปที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคที่ปกติ โรคสตรองจิลอยดิอาซิสเป็นโรคมีการพยากรณ์โรคที่ดี รักษาได้หายเสมอ แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ โรคสตรองจิลอยดิเอซิสจะมีการพยากรณ์โรคค่อนข้างเลว โอกาสเกิดอาการรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิต(ตาย) ค่อนข้างสูงเช่น จากเยื่อบุช่องท้องอักเสบรุนแรง ระบบหายใจล้มเหลวจากปอดติดเชื้อรุนแรง และสมองอักเสบรุนแรงจากสมองติดเชื้อพยาธินี้

    อนึ่ง โรคนี้มีการติดโรคซ้ำได้เสมอถึงแม้จะรักษาในครั้งแรกได้หายแล้วก็ตาม ถ้ากลับไปสัมผัสตัวอ่อนพยาธิระยะติดต่ออีก

    ดูแลตนเองอย่างไร?

    การดูแลตนเองเมื่อทราบว่าเป็นโรคสตรองจิลอยดิอาซิสคือ

    • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
    • กินยาที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา ไม่หยุดยาเอง
    • สวมร้องเท้าและถุงมือเสมอเมื่อต้องสัมผัสกับดิน
    • ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
    • ถ่ายอุจจาระโดยใช้ส้วม และช่วยกันในชุมชนจัดให้มีสุขอนามัยเบื้องต้นโดยเฉพาะในเรื่องส้วมและการกำจัดอุจจาระ
    • ไม่นำอุจจาระมาเป็นปุ๋ย
    • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

    พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

    ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อ

    ป้องกันโรคสตรองจิลอยดิอาซิสได้อย่างไร?

    ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่ใช้ป้องกันโรคสตรองจิลอยดิอาซิส แต่มีวิธีป้องกันโรค สตรองจิลอยดิอาซิสที่มีประสิทธิภาพคือ การสวมร้องเท้าและถุงมือเมื่อต้องสัมผัสดิน นอก จากนั้นคือ

    • ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
    • ถ่ายอุจจาระโดยใช้ส้วมเสมอ และช่วยกันในชุมชนจัดให้มีการสุขอนามัยเบื้องต้นโดย เฉพาะในเรื่องส้วมและการกำจัดอุจจาระ
    • ไม่นำอุจจาระมาเป็นปุ๋ย
    • รณรงค์ให้ชุมชนเข้าใจถึงวิธีติดต่อของโรคและกลไกวงจรชีวิตของพยาธินี้เพื่อช่วยกันตัดวงจรชีวิตของพยาธินี้

    บรรณานุกรม

    1. http://emedicine.medscape.com/article/229312-overview#showall [2015,May23]
    2. http://www.cdc.gov/parasites/strongyloides/[2015,May23]
    3. http://www.cdc.gov/parasites/strongyloides/health_professionals/ [2015,May23]
    4. http://en.wikipedia.org/wiki/Strongyloides_stercoralisrel[2015,May23]
    5. http://parasite.org.au/para-site/text/strongyloides-text.html[2015,May23]
    6. http://www.who.int/neglected_diseases/diseases/strongyloidiasis/en/rel [2015,May23]


    สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน nanzaaa
    Frame Bottom