Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

สมอง  ระบบประสาทวิทยา  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

เป็นที่ทราบกันดีว่า อาการปวดศีรษะเป็นอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่พบบ่อยที่สุด สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากปวดศีรษะไมเกรน (Migraine) และปวดศีรษะจากความเครียด (Tension typed headache) ผู้ป่วยปวดศีรษะส่วนน้อยมีสาเหตุจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุที่อันตราย ถ้าให้การวินิจฉัยหรือรักษาล่าช้า ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตหรือมีผลข้างเคียง (ภาวะแทรกซ้อน) ได้ เราจึงควรต้องทราบว่าตนเองมีอาการปวดศีรษะจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือไม่

เยื่อหุ้มสมองอักเสบคืออะไร?

ปวดศีรษะเหตุเยื้อหุ้มสมองอักเสบ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) คือ โรคที่มีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง โดยอาจมีสา เหตุทั้งจากภาวะติดเชื้อ (Infectious meningitis หรือ Septic meningitis) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมีเพียงส่วนน้อยเกิดจากภาวะไม่ติดเชื้อ (Aseptic meningitis)

เยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบติดเชื้อ หรือ เยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ มีสาเหตุจากอะไร?

เยื่อหุ้มสมองอักเสบติดเชื้อมีสาเหตุพบบ่อยที่ควรทราบ คือ

1. ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อพยาธิ (Eosinophilic meningitis)

ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อพยาธิ คือ ภาวะที่เยื่อหุ้มสมองมีการติดเชื้อพยาธิ โดยเชื้อพยาธิที่พบบ่อยที่สุด คือ เชื้อพยาธิปอดหนู (Angiostrongylus cantonensis) จากผู้ป่วยทานหอยน้ำจืด ซึ่งมีตัวอ่อนของพยาธิอาศัยอยู่

อาการของผู้ป่วย คือ มีอาการปวดศีรษะแบบเฉียบพลัน คือ ปวดศีรษะร้ายแรงภาย ใน 1-7 วัน ส่วนใหญ่ไม่มีไข้ ซึ่งอาการอื่นๆที่อาจพบร่วมด้วย เช่น อาเจียน ตาพร่ามองเห็นไม่ชัด มองเห็นภาพซ้อน ปวดตึงต้นคอ ก้มคอไม่ลง/คอแข็ง

แพทย์ตรวจร่างกาย จะพบผู้ป่วยมี คอแข็งตึง ไม่มีไข้ (95%) จานประสาทตาบวม (Papilledema) เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 อัมพาต/ตาเหล่ (Cranial nerve 6 palsy)

แพทย์จะตรวจสืบค้นเพิ่มเติมโดยการเจาะหลัง เพื่อตรวจน้ำหล่อเลี้ยงสมองไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid:CSF) ซึ่งจะพบ

การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันนี้คือ การระบาย CSF ออกเพื่อลดความดันในโพรงกะโหลกศีรษะ บางการศึกษาพบว่า การให้ยาสเตียรอยด์ก็สามารถลดอาการปวดศีรษะลงได้ แต่ยังไม่มีตัวยาที่ฆ่าพยาธินี้ได้ นอกจากนั้น คือ การรักษาประคับประคองตามอาการ

2. ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial meningitis)

ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อแบคทีเรีย คือ ภาวะที่เยื่อหุ้มสมองเกิดการติดเชื้อแบคที เรีย ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องแยกการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ ออกจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดวัณโรค เพราะลักษณะการดำเนินโรค อาการ วิธีวินิจฉัย และการรักษาแตกต่างกัน

เชื้อแบคทีเรียอื่นๆที่ไม่ใช่วัณโรค จะมีการดำเนินโรคแบบรวดเร็ว อันตรายสูงมาก ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ช้า อาจเสียชีวิตได้

การติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆที่ไม่ใช่วัณโรค จะเกิดจากการติดเชื้อโดยตรงที่เยื่อหุ้มสมอง หรือมีการติดเชื้อในเลือด/ในกระแสโลหิต (ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ) แล้วเชื้อกระจายไปที่เยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง (ปวดศีรษะร้ายแรง) ภายใน 1-7 วัน ส่วนใหญ่ภายใน 1-3 วัน ร่วมกับมีไข้สูง ร่วมกับ อาเจียน ตาพร่ามัว ปวดตึงต้นคอ/คอแข็ง และอาจซึมลง

เมื่อแพทย์ตรวจร่างกาย จะพบไข้สูง คอแข็งตึง เจาะตรวจ CSF (เจาะหลัง) จะพบ -เม็ดเลือดขาวสูงหลายร้อยถึงพันเซลล์ เม็ดเลือดขาวส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่เรียกว่านิวโทรฟิล (Neutrophil, เม็ดเลือดขาวที่บอกการติดเชื้อแบคทีเรีย)

เชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ที่ก่อให้เกิดเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumonia, Klebsiella pneumonia และในผู้สูงอายุ หรือ ผู้ดื่มสุราเรื้อรังมานาน เชื้อที่พบ เช่น Listeria monocytogenase เป็นต้น

การรักษาเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช่วัณโรค คือ การให้ยาต้านจุลชีพนาน 2-3 สัปดาห์ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ

3. ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อวัณโรค (Tuberculous meningitis)

ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อวัณโรค คือ ภาวะที่เยื่อหุ้มสมองมีการติดเชื้อแบคทีเรียวัณโรค โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง (ปวดศีรษะร้ายแรง) แบบกึ่งเฉียบพลัน (คือปวดศีรษะต่อเนื่องนานประมาณ 1-3 สัปดาห์) หรือแบบเรื้อรัง (คือปวดศีรษะต่อเนื่องมากกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป) ร่วมกับมีไข้ (ไข้มักไม่สูงมาก) อ่อนเพลีย อาเจียน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน อาจพบจานประสาทตาบวม อาจพบมีอัมพาตของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 (ตาเหล่)

การสืบค้น ด้วยการเจาะตรวจ CSF (เจาะหลัง) จะพบ

การรักษา คือ การให้ยาต้านวัณโรคนาน 6-9 เดือน ร่วมกับการรักษาประคับประ คองตามอาการ

4. ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อรา (Cryptococcal meningitis)

ภาวะเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อรา คือ ภาวะที่เยื่อหุ้มสมองมีการติดเชื้อรา ที่พบบ่อยคือ จากเชื้อ Cryptococcus neoformans โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์หลังจากเริ่มมีอาการปวดศีรษะต่อเนื่องนานประมาณ 3 สัปดาห์ขึ้นไป มีอาการปวดศีรษะร่วมกับมีไข้ (ไข้มักไม่สูงมาก) อาเจียน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน พบจานประสาทตาบวมได้บ่อย และมีอัมพาตของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 (ตาเหล่)

การสืบค้นด้วยการเจาะตรวจ CSF (เจาะหลัง) พบ

เยื่อหุ้มสมองติดเชื้อรา พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัด และผู้ป่วยโรคมะเร็ง

การรักษาคือ การให้ยาต้านเชื้อรานานประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคเอดส์ต้องได้รับยาป้องกันการเกิดเป็นซ้ำไปตลอดชีวิต และร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ

ปวดศีรษะแบบใดที่ควรสงสัยเป็นเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ?

ลักษณะสำคัญของปวดศีรษะจากเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ คือ

 

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ?

ผู้ที่มีโอกาสเกิดการติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองได้สูง คือ

 

ผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ รักษาหายเป็นปกติหรือไม่?

ผลการรักษาผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อนั้น ส่วนใหญ่การรักษาได้ผลดี และกรณีผู้ ป่วยมาพบแพทย์เร็ว ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทันเวลา ก็จะหายดีเป็นปกติ ยกเว้นผู้ป่วยโรคเอดส์ติดเชื้อรานั้น ต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปตลอดชีวิต

รักษาเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ ต้องนอนโรงพยาบาลนานเท่าไหร่?

การนอนรักษาในโรงพยาบาลนั้นขึ้นกับชนิดของเชื้อ เช่น

 

เยื่อหุ้มสมองติดเชื้อมีผลข้างเคียงอย่างไร?

การรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อนั้น ส่วนใหญ่ได้ผลดี แต่ถ้าการรักษานั้นล่าช้า เพราะผู้ป่วยมาช้า หรือได้รับการวินิจฉัยล่าช้าเพราะอาการไม่ชัดเจน ก็ส่งผลต่อโอกาสการหาย นอกจากนี้ คือโรคประจำตัว และในผู้สูงอายุ ถ้าผู้ป่วยสูงอายุ มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ตับวาย ไตวาย โรคมะเร็ง โรคเอดส์ และ/หรือ ได้รับยาสเตียรอยด์ และ/หรือยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรค และ/หรือกรณีที่มีความผิดปกติทางระบบประสาทร่วมกับอาการปวดศีรษะรุนแรง (ปวดศีรษะร้ายแรง) ร่วมกับ อาการ ชัก ซึม และ/หรือ มีแขน-ขาอ่อนแรง ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ก็ส่งผลต่อการรักษาให้ได้รับผลไม่ดี อาจหายแต่ไม่เป็นปกติ เช่น ยังมีปากเบี้ยว หรือ แขน-ขาอาจยังอ่อนแรงอยู่

เยื่อหุ้มสมองติดเชื้อ กลับเป็นซ้ำได้ไหม?

โอกาสการกลับเป็นซ้ำของเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อพบได้ไม่บ่อย แต่บางกรณี เช่น

การติดเชื้อพยาธิจากการทานอาหารดิบ ถ้าผู้ป่วยยังไม่เลิกทานอาหารดิบ ก็มีโอ กาสการกลับเป็นซ้ำได้สูง หรือ

กรณีผู้ป่วยมีความผิดปกติทางด้านภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น ได้รับยาเคมีบำบัด ยากดภูมิต้านทาน ทานยาสเตียรอยด์ หรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ก็มีโอกาสการกลับเป็นซ้ำได้สูง

ดังนั้นในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้จึงต้องปฏิบัติตนตามแพทย์-พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด และในผู้ป่วยบางราย เช่น ในผู้ป่วยโรคเอดส์ จะต้องได้รับการทานยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำของเชื้อราตลอดชีวิตเสมอ

เยื่อหุ้มสมองติดเชื้อติดต่อได้ไหม?

การติดต่อของโรคเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อนั้น การติดต่อจากคนสู่คนยังไม่มีรายงาน ถึงแม้จะเป็นจากเชื้อวัณโรคก็ตาม เพราะเชื้อที่อยู่ที่เยื่อหุ้มสมองนั้นมีปริมาณน้อยมาก และไม่สามารถติดต่อทางการสัมผัสหรือการหายใจได้

นอกจากนั้นการติดต่อไปยังอวัยวะอื่นๆก็เป็นไปได้ยาก ส่วนมากมักจะเกิดจากการติดต่อจากระบบอื่นๆของร่างกายและกระจายมาที่ระบบประสาท/ที่เยื่อหุ้มสมองมากกว่า เช่น

 

ป้องกันเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อได้อย่างไร?

การป้องกันการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมองนั้น สามารถทำได้ คือ

 

เยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่ติดเชื้อ

เยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่ติดเชื้อมีสาเหตุจากอะไร?

ภาวะ/โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่ติดเชื้อ เกิดจาก

ส่วนใหญ่แล้วภาวะนี้ ไม่มีอันตราย เมื่อให้การรักษาสาเหตุ หรือหยุดยาที่เป็นสา เหตุ อาการก็หายเป็นปกติ ในระยะเวลา 1- 2 สัปดาห์

เยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่ติดเชื้อมีผลข้างเคียงไหม?

เยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดไม่ติดเชื้อนั้น มีผลข้างเคียงจากโรคน้อยมาก มักไม่เกิด ผลข้างเคียงแทรกซ้อนทางระบบประสาทเหมือนกับกลุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เกิดจากการใช้ยา ถ้าหยุดยาชนิดนั้นๆก็ไม่มีผลต่อเนื่องใดๆ

กรณีที่เกิดจากโรคออโตอิมมูนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับโรคที่เป็นสาเหตุว่าสามารถรักษาควบคุมความรุนแรงของโรคได้ดีเพียงใด ถ้าโรคนั้นไม่สามารถควบคุมได้ ยังมีความรุนแรงของโรคสูง อาการจากเยื่อสมองอักเสบ ก็มีโอกาสที่จะรุนแรงขึ้นได้ และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการชัก อาการแขน-ขาอ่อนแรง ซึม สับสนได้ รวมทั้งอาจมีอาการกลับเป็นซ้ำได้

ป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่ติดเชื้อได้อย่างไร?

การป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากการไม่ติดเชื้อ คือ

 

เมื่อมีอาการปวดศีรษะ เมื่อไรควรต้องไปโรงพยาบาล?

อาการปดศีรษะที่ควรต้องรีบไปโรงพยาบาล หรือไปโรงพยาบาลฉุกเฉินถ้าอาการรุนแรงมาก คือ

 

ดูแลตนเองเบื้องต้นอย่างไรก่อนไปโรงพยาบาล?

เมื่อมีอาการปวดศีรษะ การดูแลตนเองเบื้องต้นก่อนไปโรงพยาบาล คือ

  • การทานยาลดไข้กรณีมีไข้ และควรบอกแพทย์ด้วยว่าเราได้ทานยาลดไข้มาก่อนแล้ว
  • ถ้ามียาที่ทานเป็นประจำหรือมีโรคประจำตัว ควรนำยาที่ทานและประวัติการรักษาประจำมาด้วย
  • ไม่ควรทานยาแก้ปวดชนิดแรงๆ เช่น มอร์ฟีน เพราะจะบดบังอาการ ทำให้มาพบแพทย์ล่าช้าไป
  • ควรสังเกตอาการว่า ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ มีอาการชักหรือความผิด ปกติทางระบบประสาทอื่นๆเพิ่มเติมหรือไม่ (เช่น ปากเบี้ยว แขน-ขาอ่อนแรง) ซึ่งถ้ามีอา การเหล่านี้ที่รุนแรง ควรแจ้งให้รถพยาบาล ไปรับตัวมาโรงพยาบาลก็ได้ เพื่อที่จะได้ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นที่เหมาะสม

*****อนึ่ง โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินเบอร์เดียวทั่วประเทศไทย คือ “โทรฯ 1669” สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรดูแลตนเองที่บ้านอย่างไร?

การดูแลตนเองที่บ้านหลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว คือ

  • การทานยาที่แพทย์ให้กลับไปรักษาที่บ้านอย่างถูกต้อง ครบถ้วน สม่ำเสมอ ไม่ขาดยา
  • หมั่นสังเกตตนเองว่ามีผลเสีย/ผลข้างเคียงจากการรักษาหรือไม่ เช่น อาการแพ้ยา อาเจียน ทานอาหารไม่ได้ รวมทั้งสังเกตว่า อาการปวดศีรษะที่มีนั้นดีขึ้นหรือไม่ หรือรุนแรงมากขึ้น มีอาการสับสน หรือซึมลงหรือไม่ ซึ่งถ้าอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือ อาการเลวลง ต้องรีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัด หรือไปโรงพยา บาลฉุกเฉินถ้าอาการรุนแรง
  • สิ่งที่ต้องระวังคือ การยกของหนัก การเบ่งถ่ายอุจจาระ/ท้องผูก หรือการออกแรงมากๆ เพราะอาจทำให้มีการเพิ่มความดันของโพรงกะโหลกศีรษะได้ และอาจทำให้มีการรั่วของ CSF ออกมาได้จากรูที่เจาะระบายไว้ในช่วงตรวจ-รักษา ทำให้มีอา การปวดศีรษะรุนแรงใหม่ได้
  • ในกรณีที่มีการรักษาอื่นๆ เช่น การฝังท่อระบาย CSF จากช่องในสมองลงสู่ช่องท้อง ก็ต้องหมั่นสังเกตว่าตนเองมี ภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) หรือไม่ เช่น อา การปวดศีรษะรุนแรงขึ้น แผลที่ผ่าตัดไว้มีน้ำหรือเลือดซึมหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องไปโรง พยาบาลก่อนนัดหริอฉุกเฉิน ตามความรุนแรงของอาการ
  • เมื่อมีอาการผิดปกติ หรืออาการเลวลง หรือมีข้อสงสัยใดๆ ต้องรีบติดต่อกลับโรง พยาบาล หรือรีบพบแพทย์ก่อนนัด หรือถ้าอาการรุนแรงก็ต้องไปโรงพยาบาลฉุก เฉิน
 

ผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อใด?

ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง (ปวดศีรษะร้ายแรง) อาเจียน ตาพร่ามัว ชัก อ่อนแรง หรือมีอาการแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ทางระบบประสาทใดๆก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์/ไปโรง พยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

นอกจากนี้ การรักษาอาจเกิดผลแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากยาที่ใช้รักษา เช่น การแพ้ยา ตับอักเสบ ทานอาหารไม่ได้ ก็ควรต้องรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด เช่นกัน รวมทั้งในภาวะผิดปกติต่างๆดังได้กล่าวในหัวข้อ การดูแลตนเองที่บ้านด้วย

สรุป

อาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อนั้นเป็นภาวะที่อันตราย อาจส่งผลให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นท่านต้องหมั่นสังเกตว่า อาการปวดศีรษะของท่านนั้น มีลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นเยื่อหุ้มสมองติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งถ้าสงสัยให้รีบพบแพทย์/ไปโรงพยา บาลทันที เพราะการให้การวินิจฉัยที่รวดเร็ว จะช่วยทำให้ผลการรักษานั้นดี มีภาวะแทรกซ้อน(ผลข้างเคียง) ต่ำ โอกาสรักษาได้หายเป็นปกติก็จะสูงขึ้น



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน fqqq montreeza66666 f21a8 misterT Maxxaoulae5
Frame Bottom