Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ช็อกรุนแรงขณะคลอด 

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดคืออะไร?

น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด หรือน้ำคร่ำหลุดเข้ากระแสเลือด หรือน้ำคร่ำอุดกั้นปอด (Amniotic fluid embolism) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมพบได้น้อยแต่มีอันตรายสูงมาก ภาวะนี้เกิดจากการที่มีน้ำคร่ำ หรือชิ้นส่วนเล็กๆของทารก หรือเส้นผมทารก หลุดเข้าไปในกระแสเลือดของมารดาแล้วไปอุดตันในเส้นเลือด/หลอดเลือดต่างๆและ/หรือในปอด ทำให้ระบบหมุนเวียนเลือด /โลหิตและระบบหายใจของมารดาล้มเหลวและทำให้มารดาถึงแก่ชีวิต (ตาย) ได้

กลไกการเกิดภาวะนี้จริงๆยังไม่ทราบแน่ชัด บางทฤษฎีเชื่อว่าเป็นปฏิกิริยาการแพ้ที่รุนแรง (Anaphylactic reaction/Anaphylaxis) ต่อชิ้นส่วนของทารกแล้วทำให้เกิดผล/ภาวะผิดปกติต่างๆตามมา

อนึ่ง มีรายงานเกิดภาวะนี้ได้ประมาณ 1 - 12 รายต่อการคลอด 100,000 ราย

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดสำคัญอย่างไร? มีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือด

การพยากรณ์โรค/ความสำคัญของภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดเป็นภาวะที่อันตรายสูงมาก อัตราการเสียชีวิต (ตาย) ของมารดาสูงมากถึง 80% หากรักษาไม่ทันท่วงที ส่วนมากเสียชีวิตใน 1 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการจากภาวะนี้

นอกจากนี้ผลจากการที่มีน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดจะทำให้มีปัญหา/ผลข้างเคียงที่ติดตามมาในเรื่องเลือดออกมากผิดปกติจากกระบวนการแข็งตัวของเลือดเสียไป (Disseminated intra vascular coagulation, DIC) และมดลูกหดรัดตัวไม่ดีที่ยิ่งทำให้เสียเลือดมากขึ้น และยังมีภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ที่รุนแรงหากมารดาสามารถรอดชีวิตมาได้เช่น อาจมีการสูญเสียของระบบประสาทจนมีความพิการทางสมองได้

อนึ่ง อัตราตายของทารกในครรภ์ก็สูงเช่นกัน หากแพทย์ไม่สามารถผ่าตัดคลอดช่วยชีวิตทารกในครรภ์ได้ทันท่วงทีหลังจากมารดาเสียชีวิตแล้ว ทารกมักเสียชีวิตในครรภ์ด้วย

ใครมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือด?

สตรีตั้งครรภ์ทุกครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะน้ำคร่ำอุดตันหลอดเลือดได้ แต่ภาวะนี้พบได้น้อยมาก (ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ บทนำ) ปัจจัยเสี่ยงที่มักพบ ได้แก่

1. สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก

2. สตรีตั้งครรภ์ที่มีบุตรหลายคน

3. สตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับภยันตรายบริเวณท้อง

4. สตรีตั้งครรภ์ที่มีรกเกาะต่ำ

5. สตรีตั้งครรภ์ที่รกลอกตัวก่อนกำหนด

6. สตรีตั้งครรภ์ที่เคยได้รับการขูดมดลูก

อาการของภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดเป็นอย่างไร?

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดเป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และป้องกันไม่ได้เช่นกัน ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้ อาการจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสตรีตั้งครรภ์จะเสียชีวิต (ตาย) อย่างรวดเร็ว อาการของโรคนี้พบบ่อยในช่วงที่สตรีกำลังเจ็บครรภ์คลอด สามารถเกิดได้ในช่วงเวลาอื่นเช่นกันแต่น้อยกว่าได้แก่ ช่วงผ่าตัดคลอด/ผ่าท้องคลอด ช่วงระยะหลังคลอดไม่นาน หรือระหว่างการขูดมดลูกจากการแท้งบุตร

อาการแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ

ระยะแรก สตรีตั้งครรภ์จะมีอาการอึดอัด/หายใจลำบาก ไอ มีอาการชัก ต่อมาจะตัวเขียว (อาการเขียวคล้ำ) อย่างรวดเร็ว เนื่องจากปอดทำงานแลกเปลี่ยนก๊าช/อากาศไม่ได้ ความดันโลหิตต่ำ และเสียชีวิต หากช่วงนี้แพทย์สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน การดำเนินของโรค/ของภาวะนี้จะเข้าสู่

ระยะที่ 2 คือ เลือดออกมากจากตัวมดลูก (เลือดออกทางช่องคลอด) เนื่องจากกระบวนการแข็งตัวของเลือดทั่วร่างกายจะเสียไป เลือดออกจากช่องคลอดมากขึ้นเนื่องจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี ต่อไปก็จะมีเลือดออกตามส่วนอื่นๆของร่างกายได้ทุกส่วน และเสียชีวิตในที่สุดหากให้เลือดทดแทนไม่ทัน

แพทย์วินิจฉัยภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดอย่างไร?

แพทย์ผู้ดูแลสตรีตั้งครรภ์จะวินิจฉัยภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดจากอาการที่กล่าวมาแล้ว ที่พบว่าสตรีที่กำลังรอคลอดหรือเจ็บครรภ์คลอด เกิดมีอาการหายใจลำบาก ตัวเขียว ความดันโลหิตต่ำอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุอื่นได้ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ มดลูกไม่บีบรัดตัว มีจุดจ้ำเลือดตามตัว มีเลือดออกตามไรฟัน

การตรวจทางห้องปฎิบัติการที่อาจพอช่วยวินิจฉัยภาวะนี้ได้เช่น การเอกซ์เรย์ภาพปอด การทำสแกนปอด (Lung scan, การตรวจภาพปอดด้วยวิธีการทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์) การตรวจเลือดดูค่าเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ

การวินิจฉัยโรค/ภาวะนี้ที่แน่นอนคือการตรวจพบเศษชิ้นส่วน ขน ผม ของทารกในหัวใจมารดาห้องล่างขวาจากการผ่าศพตรวจพิสูจน์หลังจากผู้ป่วย/มารดาเสียชีวิต

รักษาภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดอย่างไร?

การดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดต้องช่วยกันดูแลรักษาเป็นทีม มักต้องดูแลรักษาผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU, Intensive care unit) ซึ่งการรักษาจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ไม่มีวิธีการเฉพาะ สิ่งสำคัญที่สุดต้องให้การรักษาอย่างรวดเร็ว ใส่ท่อช่วยหายใจให้ทันเวลาร่วมกับต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ต้องสามารถหาสารน้ำผลิตภัณฑ์ของเลือด/ส่วนประกอบของเลือด (เช่น เกล็ดเลือด) และเลือดมาทดแทนให้แก่ผู้ป่วยให้เพียงพอ รักษาภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ต่างๆที่ตามมาหากมีชีวิตรอดเช่น ภาวะไตวายจากการเสียเลือดมาก รักษาความผิดปกติทางสมองหรือสมองพิการจากการเสียเลือด ชัก หมดสติ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นไปชั่วขณะ และสมองขาดออกซิเจนที่รุนแรง

นอกจากนี้ แพทย์ต้องรีบพิจารณาผ่าตัดคลอด/ผ่าท้องคลอดเพื่อช่วยทารกในครรภ์ให้มีชีวิตรอดหากมารดาเสียชีวิต (ตาย) แล้ว

มีวิธีป้องกันภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดหรือไม่?

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดเป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และป้องกันไม่ได้

ถ้ารอดจากภาวะนี้มารดาจะดูแลตนเองอย่างไร? และดูแลทารกอย่างไร?

เมื่อเกิดภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดแล้วถ้าสตรีผู้มาคลอด (มารดา) ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที สามารถใส่ท่อช่วยหายใจได้ทัน มีเครื่องช่วยหายใจช่วยในภาวะวิกฤต แพทย์สามารถหาเลือดให้ทันกับการเสียเลือด สตรีผู้คลอดโชคดีสามารถมีชีวิตรอดได้อย่างปลอดภัย แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่รอดมักมีภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ตามมาหลายอย่าง หากขาดออกซิเจนไปนาน หรือเสียเลือดมากจนช็อก จะมีปัญหาเรื่องสมองขาดออกซิเจนส่งผลมีปัญหาเรื่องสูญเสียการรู้สึกตัว/ไม่รู้สึกตัวหรือแขนขาอ่อนแรง หากไตขาดเลือดมากจะเกิดภาวะไตวายอาจจำเป็นต้องมีการล้างไต เหตุการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสุขภาพเป็นเวลานานและผลการฟื้นฟูอาจไม่กลับมาเป็นปกติ

สำหรับทารกหากสามารถช่วยได้ทันและมีชีวิตรอด สภาพร่างกายและสติปัญญาขึ้นกับว่า ทารกขาดออกซิเจนจากมารดานานแค่ไหน หากขาดออกซิเจนน้อยมากการเจริญเติบโตก็เหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่หากขาดออกซิเจนนานก็จะส่งผลถึงสมองและการพัฒนาทางร่างกาย ภาวะเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสุขภาพเป็นเวลานานเช่นกันและผลการฟื้นฟูอาจไม่กลับมาเป็นปกติเช่นกัน

บรรณานุกรม

  1. http://emedicine.medscape.com/article/253068-overview#showall [2015,Sept26]
  2. http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2823093 [2015,Sept26]
  3. http://www.uptodate.com/contents/amniotic-fluid-embolism-syndrome [2015,Sept26]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 6 คน sirikul saksinichatnantaporn Sertthaphong a1v4d PPaapp Panupol
Frame Bottom