Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไต  ระบบทางเดินปัสสาวะ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปัสสาวะเป็นเลือด 

บทนำ

นิ่วในไต (Kidney stone) คือโรคที่เกิดจากสารเคมีต่างๆในปัสสาวะ ตกตะกอน แข็งตัว และสะสมจนเป็นก้อน ที่เรียกว่า ‘นิ่ว หรือ ก้อนนิ่ว(Stone)’ โดยเกิดภายในไตส่วนที่เรียกว่า ‘กรวยไต’ ซึ่งเป็นส่วนเก็บกักน้ำปัสสาวะที่กรองออกมาจากเนื้อเยื่อไต ก่อนที่จะปล่อยลงใน’ท่อไต’ ทั่วไป สารที่ตกตะกอนมักเป็น สารเคมีที่อยู่ในรูปของเกลือของแร่ธาตุต่างๆที่ปนอยู่ในน้ำปัสสาวะ ซึ่งการเกิดก้อนนิ่วในไตจะส่งผลให้มีการสะสมของแบคทีเรียในนิ่ว/ในกรวยไต ส่งผลต่อเนื่องให้กรวยไตอักเสบติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงก้อนนิ่วจะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ จนในที่สุดส่งผลให้เซลล์เนื่อเยื่อไตบาดเจ็บเสียหายเรื้อรังจนสูญเสียการทำงาน และเกิดเป็นไตวายในที่สุด

อนึ่ง นิ่วในไต มีชื่อภาษาอังกฤษได้หลายชื่อ ได้แก่ Kidney calculi, Renal stone, Renal calculi, Nephrolithiasis, Renal lithiasis, Kidney stone disease

นิ่วในไต เป็นโรคพบทั่วโลกรวมทั้งในบ้านเรา ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้วพบโรคนี้ได้ประมาณ 0.2% ของประชากร ในเอเซียพบได้ประมาณ 2 - 5% ประมาณ 20%ของประชา กรในซาอุดิอาราเบีย และประมาณ 50% ของคนเป็นนิ่วในไตภายใน 10 ปีมีโอกาสเกิดนิ่วในไตซ้ำได้อีกหลังรักษาหายแล้วและจะสูงเป็น 75% ภายใน 20 ปี

นิ่วในไตพบได้ทุกอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้สูงกว่าในช่วงอายุ 30 - 40 ปี โดยพบในผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงประมาณ 2 - 3 เท่า

นิ่วในไต อาจเกิดกับไตเพียงข้างเดียว โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันทั้งไตซ้ายและขวา หรือเกิดนิ่วพร้อมกันทั้งสองไต แต่ความรุนแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันขึ้นกับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว

นิ่วในไตมีได้หลายชนิด ที่พบบ่อยมี 4 ชนิดคือ

  • ชนิดเกิดจากแคลเซียม
  • ชนิดเกิดจากการติดเชื้อในไต
  • ชนิดเกิดจากกรดยูริค (Uric acid) และ
  • ชนิดเกิดจากสารซีสตีน (Cystine/กรดอะมิโนชนิดหนึ่งมีมากในอาหารโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ นม เป็ด ไก่) ซึ่งในคนคนเดียวกันอาจมีนิ่วได้หลายชนิดปะปนกันอยู่

ก. นิ่วชนิดเกิดจากแคลเซียม: พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 75 - 85% ของนิ่วในไตทั้งหมด ซึ่งชนิดพบบ่อยคือ แคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate, สาร oxalate เป็นสารพบในพืช โดยเฉพาะผัก ยอดผักต่างๆ และถั่ว) เป็นนิ่วชนิดพบบ่อยในผู้ชาย เป็นนิ่วที่ตรวจเห็นภาพได้จากการเอกซเรย์ภาพไต

ข. นิ่วชนิดเกิดจากการติดเชื้อในไต: เรียกว่าชนิด Struvive stone ซึ่งเป็นสารประกอบของ แอมโมเนียม แมกนีเซียม และฟอสเฟต (Ammonium, magnesium, phosphate) พบนิ่วชนิดนี้ได้ประมาณ 10 - 15% ของนิ่วในไตทั้งหมด เป็นนิ่วพบบ่อยในผู้หญิงและในคนที่มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย เช่น ใส่สายสวนปัสสาวะเป็นประจำ (เป็นอัมพาต) จัดเป็นนิ่วที่อันตรายเพราะโตได้เร็ว มีก้อนขนาดใหญ่ เป็นรูปเขากวาง ซอกซอนไปตามรูปร่างของกรวยไต และมักก่อให้เกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ นิ่วชนิดนี้ตรวจพบเห็นได้โดยการเอกซเรย์ไตเช่นกัน

ค.นิ่วชนิดเกิดจากกรดยูริค (Uric acid): พบได้ประมาณ 5 - 10% ของนิ่วในไตทั้งหมด พบเกิดในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง มักเกิดร่วมกับโรคเกาต์ (โรคที่มีกรดยูริคในร่างกายสูง) เป็นนิ่วที่ตรวจไม่เห็นโดยการเอกซเรย์ไต ต้องใช้การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ภาพไต

ง. นิ่วชนิดเกิดจากสารซีสตีน(Cystine): พบได้ประมาณ 1% ของนิ่วในไตทั้งหมด มักเกิดจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายขับสารซีสตีนออกในปัสสาวะสูงขึ้น พบได้เท่ากันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย และเป็นชนิดตรวจไม่เห็นจากการเอกซเรย์ไต ตรวจพบจากอัลตราซาวด์ภาพไตเช่นกัน

นิ่วในไตเกิดได้อย่างไร?

นิ่วในไต

นิ่วในไต เกิดได้จากมีการตกตะกอนของสารต่างๆในไตมากกว่าปกติ เมื่อนานเข้าจึงรวม ตัวกันเป็นก้อนซึ่งคือ ‘นิ่ว’ นั่นเอง ดังนั้นก้อนนิ่วจึงสามารถโตขึ้นได้เรื่อยๆเมื่อยังไม่มีการรักษา หรือเกิดได้ซ้ำอีกหลังการรักษา ถ้าดูแลรักษาควบคุมปัจจัยเสี่ยง/สาเหตุได้ไม่ดีพอ ซึ่งโดยทั่ว ไป การตกตะกอนมักเกิดในกรวยไตเพราะเป็นตำแหน่งเก็บกักปัสสาวะจากไตก่อนปล่อยลงสู่ท่อไต แต่บางครั้งอาจเกิดในตัวเนื้อเยื่อไตได้ ซึ่งการตกตะกอนมากเกินปกติของสารดังกล่าวในปัสสาวะมีสาเหตุได้จาก

  • มีสารที่ก่อนิ่วเข้มข้นในน้ำปัสสาวะ เช่น อาจจากบริโภคสารนั้นๆในปริมาณมากต่อเนื่อง และ/หรือดื่มน้ำน้อย
  • มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ เช่น มีก้อนเนื้อหรือทางเดินปัสสาวะตีบแคบจากสาเหตุต่างๆ เช่น จากการอักเสบ หรือจากความผิดปกติแต่กำเนิด ปัสสาวะจึงกักคั่งค้างในไต สารต่างๆดัง กล่าวจึงตกตะกอนจับตัวกันเป็นก้อนนิ่วได้ง่าย
  • จากการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อไตและ/หรือของกรวยไต ส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์และแบคทีเรีย ซึ่งจะสะสมเป็นแกนให้สารดังกล่าวตกตะกอนต่อเนื่องจึงเกิดเป็นก้อนนิ่วขึ้น

อะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต คือ

นิ่วในไตมีอาการอย่างไร?

อาการที่พบได้บ่อยของนิ่วในไตคือ ไม่มีอาการ แต่จะมีอาการเมื่อมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน และ/หรือเมื่อก้อนนิ่วอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ

ซึ่งเมื่อมีอาการ อาการที่พบได้คือ

แพทย์วินิจฉัยนิ่วในไตได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยนิ่วในไตได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจปัสสาวะ การตรวจภาพไตด้วยเอกซเรย์ และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์ เช่น ตรวจอัลตราซวาด์ภาพไต/ช่องท้อง

รักษานิ่วในไตอย่างไร?

แนวทางการรักษานิ่วในไตคือ การกำจัดนิ่วออกจากไต รักษาสาเหตุ และรักษาประคับ ประคองตามอาการ

ก. การเอานิ่วออกจากไต: ขึ้นกับขนาดก้อนนิ่ว เช่น

ก. การเอานิ่วออกจากไต: ขึ้นกับขนาดก้อนนิ่ว เช่น

1. ถ้าก้อนนิ่วขนาดเล็ก เช่น เล็กกว่า 5 มิลลิเมตร หรือ ไม่เกิน 1 ซม.

  • นิ่วมักหลุดออกได้เองจากดื่มน้ำมากๆตามแพทย์แนะนำโดยเฉพาะกรณีนิ่วขนาดไม่เกิน5มม. และ/หรือ
  • อาจร่วมกับยาละลายนิ่ว(Stone dissolving drugs)ซึ่งจะต้องขึ้นกับชนิดและขนาดของนิ่ว เช่น การใช้ยา Allopurinol ร่วมกับยาSodium bicarbonate ในกรณีที่นิ่วเกิดจากกรดยูริค เป็นต้น และ/หรือ
  • อาจร่วมกับยาขับนิ่ว(Stone expulsion drugs) เช่น ยาในกลุ่ม Alpha blocker เพื่อช่วยให้ไต/ท่อไตบีบตัวสูงขึ้น นิ่วจึงหลุดออกมาเองได้เร็วขึ้น

อนึ่ง วิธีการเหล่านี้จะขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์เป็นแต่ละกรณีผู้ป่วย เพราะยาแต่ละชนิดจะมีข้อจำกัด/ข้อห้ามใช้ในผู้ป่วยหลายได้หลากหลาย เช่น กรณีมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย เป็นต้น ทั่วไป ยาต่างๆเหล่านี้จะใช้เฉพาะตามคำสั่งแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อยามาใช้เอง

2. การสลายนิ่วด้วยหัตการทางการแพทย์ ที่รวมถึง

ข. การรักษาสาเหตุ: เมื่อทราบสาเหตุของโรคนิ่ว เช่น

ค. การรักษาประคับประคองตามอาการ: เช่น ยาบรรเทาปวด/ยาแก้ปวด เมื่อมีอาการปวดท้อง/ปวดหลัง เป็นต้น

นิ่วในไตมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากนิ่วในไตคือ

นิ่วในไตรุนแรงไหม?

นิ่วในไตเมื่อขนาดก้อนนิ่วยังเล็ก เป็นโรคไม่รุนแรงรักษาได้ แต่เมื่อก้อนนิ่วใหญ่จนก่อการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ อักเสบติดเชื้อและ/หรือเกิดโรคไตเรื้อรัง จัดเป็นโรครุนแรง เป็นสา เหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีนิ่วในไต? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและเพื่อป้องกันนิ่วย้อนกลับเป็นซ้ำหลังรักษานิ่วหายแล้ว และการพบแพทย์ได้แก่

ป้องกันนิ่วในไตได้อย่างไร?

วิธีป้องกันนิ่วในไตเช่นเดียวกับการป้องกันนิ่วย้อนกลับเป็นซ้ำ เช่น

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill. [2018,Sept22]
  2. Pietrow, P. and Karellas, M. (2006). Medical management of common urinary calculi. Am Fam Physician. 74, 86-94. [2018,Sept22]
  3. Portis, A., and Sundaram, C. (2001). Diagnosis and initial management of kidney stones. Am Fam Physician. 63, 1329-1338. [2018,Sept22]
  4. http://emedicine.medscape.com/article/437096-overview#showall [2018,Sept22]
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Kidney_stone_disease [2018,Sept22]
  6. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmedhealth/PMH0085157/ [2018,Sept22]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน sirikul FfM2131
Frame Bottom