Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ท่อไต  ระบบทางเดินปัสสาวะ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดบีบสีข้างรุนแรงเฉียบพลัน 

บทนำ

นิ่วในท่อไต (Ureteric stone หรือ Ureteric calculi) คือ โรคเกิดจากมีก้อนนิ่ว ขนาดเล็กหลุดจากก้อนนิ่วในไตหล่นเข้ามาอยู่ในท่อไตซึ่งเป็นท่อยาวขนาดเล็กที่เชื่อม ต่อระหว่างไตกับกระเพาะปัสสาวะ

นิ่วในท่อไต เป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่ง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก

อนึ่ง ท่อไต(Ureter) เป็นอวัยวะมีหน้าที่นำส่งน้ำปัสสาวะจากไตเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ เป็นอวัยวะคู่เช่นเดียวกับไตคือ ท่อไตซ้ายและท่อไตขวา มีลักษณะเป็นท่อยาวขนาดเล็กขนาบอยู่ด้านข้างของกระดูกสันหลังช่วงเอวทั้งซ้ายและขวา ยาวประมาณ 25 - 30 เซนติเมตร (ซม.) เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 - 5 มิลลิเมตร (มม.) ผนังของท่อเป็นเยื่อเมือกและกล้ามเนื้อ เพื่อบีบตัวช่วยการเคลื่อนตัวของน้ำปัสสาวะจากไตสู่กระเพาะปัสสาวะ

นิ่วในท่อไตส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่า 5 มม. แต่อาจพบมีขนาดใหญ่กว่า 1 ซม.ได้ ซึ่งโดยทั่วไป นิ่วในท่อไตเมื่อมีขนาดประมาณ 1 มม. 87% จะหลุดออกมาได้เองกับน้ำปัสสาวะ, ถ้าขนาด 2 - 4 มม., 5 - 7 มม., 7 - 9 มม., และขนาดใหญ่กว่า 9 มม. ประมาณ 76%, 60%, 48%, และ 25% ตามลำดับ ที่จะหลุดได้เอง

ซึ่งนอกจากขนาดของก้อนนิ่วแล้ว โอกาสที่นิ่วจะหลุดได้เอง ยังขึ้นกับตำแหน่งของนิ่ว กล่าวคือ ก้อนนิ่วในส่วนปลายท่อไตจะหลุดได้ง่ายกว่าก้อนนิ่วที่อยู่ในส่วนต้นหรือในส่วนกลางของท่อไต

ทั้งนี้ โดยทั่วไปประมาณ 95% ก้อนนิ่วจะหลุดได้เองภายในระยะเวลา 4 - 6 สัปดาห์นับจากวินิจฉัยโรคได้

และเนื่องจากเป็นโรคสืบเนื่องกับนิ่วในไต จึงพบนิ่วในท่อไตได้ในผู้ใหญ่ และพบในผู้ชาย บ่อยกว่าในผู้หญิง 2 - 3 เท่าเช่นเดียวกับในโรคนิ่วในไต

นิ่วในท่อไตมีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงจากอะไร?

นิ่วในท่อไต

เนื่องจากนิ่วในท่อไตเป็นก้อนนิ่วที่หล่นมาจากนิ่วในไต ดังนั้นชนิดของนิ่วจึงเช่นเดียวกับนิ่วในไตกล่าวคือ

ซึ่งกลไกการเกิดนิ่วเหล่านี้คือ การตกตะกอนของสารเหล่านี้เรื้อรังในไต จนในที่สุดรวมตัวกันเป็นก้อนนิ่ว ซึ่งสาเหตุที่ทำให้สารเหล่านี้ตกตะกอน เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น

นอกจากนั้น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการเกิดนิ่วในท่อไตเป็นปัจจัยเสี่ยงเดียวกับการเกิดนิ่วในไต เพราะเป็นการเกิดโรคสืบเนื่องกัน เช่น

  • จากพันธุกรรม
  • จากดื่มน้ำน้อย
  • จากมีการติดเชื้อเรื้อรังในทางเดินปัสสาวะ
  • จากกินอาหารมีสารต่างๆที่ก่อการตกตะกอนในปัสสาวะในปริมาณสูงต่อเนื่อง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ‘นิ่วในไต’)

นิ่วในท่อไตมีอาการอย่างไร?

อาการพบบ่อยของโรคนิ่วในท่อไตคือ

แพทย์วินิจฉัยนิ่วในท่อไตได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยนิ่วในท่อไตได้จาก ประวัติอาการ ประวัติการเคยเป็นนิ่วในไตหรือในท่อปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีก้อนนิ่วปน การตรวจร่างกาย การตรวจปัสสาวะ การตรวจภาพไต/หลอดไตด้วยเอกซเรย์ และ/หรืออัลตราซาวด์ และอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินปัสสาวะ

อนึ่ง นิ่วในถุงน้ำดี (ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับนิ่วในไตหรือนิ่วในท่อไต เป็นคนละเรื่อง คนละโรค แต่ให้อาการคล้ายคลึงกันได้) และอาการของโรคนิ่วในท่อไต มักคล้ายคลึงกับการปวดท้องจากหลายสาเหตุ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร และโดยเฉพาะเมื่อเป็นนิ่วในท่อไตข้างขวา แพทย์ต้องแยกออกจากโรคไส้ติ่งอักเสบ และโรคนิ่วในถุงน้ำดี

รักษานิ่วในท่อไตอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคนิ่วในท่อไตขึ้นกับ

  • ขนาดของก้อนนิ่ว
  • การที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อร่วมด้วย และ
  • โรคของไต (เช่น เมื่อมีไตบวมร่วมด้วย)

โดยแนวทางวิธีรักษาโรคนิ่วในท่อไต ได้แก่

*อนึ่ง การจะเลือกรักษาด้วยวิธีใด ขึ้นกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และดุลพินิจของแพทย์เป็นแต่ละกรณีผู้ป่วย

นอกจากนั้นคือ การรักษานิ่วในไต เพราะตราบใดที่ยังมีนิ่วในไต ก็จะมีโอกาสเกิดนิ่วในท่อไตย้อนกลับเป็นซ้ำเสมอ(แนะนำอ่านเพิ่มเติมรายละเอียดของโรคนิ่วในไต’ ได้จากบทความในเว็บ haamor.com)

มีผลข้างเคียงจากนิ่วในท่อไตไหม?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากโรคนิ่วในท่อไตคือ

นิ่วในท่อไตรุนแรงไหม?

โดยทั่วไปนิ่วในท่อไตเป็นโรคไม่รุนแรง มีการพยากรณ์โรคที่ดี รักษาได้หาย ยกเว้นเมื่อปล่อยเรื้อรังจนไตเสียการทำงาน

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีนิ่วในท่อไต? ควรพบแพทย์เมื่อไร?พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร?

การดูแลตนเองเมื่อมีนิ่วในท่อไตและการพบแพทย์/การมาโรงพยาบาล ได้แก่

ทั้งนี้ ทั่วไป การดูแลตนเองเมื่อมี นิ่วในท่อไต คือ

ป้องกันนิ่วในท่อไตได้อย่างไร?

การป้องกันนิ่วในท่อไตคือ การป้องกัน’นิ่วในไต’นั่นเอง เพราะสาเหตุของนิ่วในท่อไตเกิดจากนิ่วในไต(แนะนำอ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ‘นิ่วในไต’) ซึ่งที่สำคัญคือ

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Cooper, J., Stack, G., and Cooper, T. (2000). Intensive medical management of ureteral calculi. Urology. 56, 575-578.
  3. Gettman, M., and SEGURA, J. (2001). Current evaluation and management of renal and ureteral stones. Saudi Medical Journal. 22,306-314.
  4. Lee, F. (2008). Update on the management of ureteric stones. The Hong Kong Medical Diary. 13, 11-12.
  5. Taylor, J., and Rideout, S. (2011). Ureteral calculi: what should you consider before intervening. The Journal of Family Practice. 60, 232-233.
  6. http://emedicine.medscape.com/article/437096-overview#showall [2018,Sept22]
  7. https://www.cua.org/themes/web/assets/files/management_of_ureteral_calculi.pdf [2018,Sept22]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 3 คน Thuksa Saelao aomki IKaihom
Frame Bottom