Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เอดส์  ไวรัสตับอักเสบบี 

บทนำ

ทีโนโฟเวียร์ (Tenofovir) เป็นยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretroviral agent) ในที่นี้ หมายถึง เชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ยาทีโนโฟเวียร์มีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการเชื่อมต่อดีเอ็นเอ (DNA) ของรีโทรไวรัส โดยทำการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส (Reverse Transcriptase enzyme) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมของไวรัสจากอาร์เอ็นเอ (RNA) ไปเป็นดีเอ็นเอ (DNA) เพื่ออาศัยในโครโมโซมของเจ้าบ้าน (Host หมายถึง มนุษย์) ที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอ ดังนั้นเมื่อยทีโนโฟเวียร์เข้าสู่ร่างกายจะถูกร่างกายเปลี่ยนแปลงเป็นสารที่สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตสได้ ส่งผลทำให้กระบวนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ของรีโทรไวรัสหยุดชะงัก ทำให้ปริมาณรีโทรไวรัสในร่างกายลดลง

ยาทีโนโฟเวียร์มีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

ทีโนโฟเวียร์

ยาทีโนโฟเวียร์มีข้อบ่งใช้ดังนี้

ก. สำหรับรักษาการติดเชื้อเอชไอวี (HIV): โดยใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นอีก 2 ชนิด เช่น เอฟฟาไวเร็นซ์ (Efavirenz) และ เอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) และ

ข. สำหรับรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง โดยมักถูกพิจารณาใช้เป็นยาตัวแรกเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อไวรัสตับอักเสบดื้อยา หรือถูกพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ทีโนโฟเวียร์ในผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาที่มีความเสี่ยงต่อการดื้อยาสูงมาก่อน เช่น เคยเริ่มใช้ยาลามิวูดีน (Lamivu dine) หรือ เทลบิวูดีน (Telbivudine) มาก่อน แล้วยังคงตรวจพบปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV DNA, Hepatitis B Virus DNA) ในเลือด หลังได้รับการรักษานาน 24 สัปดาห์ ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาเปลี่ยน/เพิ่มยาทีโนโฟเวียร์ในการรักษาต่อไป

ยาทีโนโฟเวียร์มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ทีโนโฟเวียร์จัดเป็นยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretroviral agent) กลุ่ม Nucleoside Analog Reverse Transcriptase Inhibitors (NRTIs) โดยยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส (Reverse Transcriptase enzyme) ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวมีหน้าที่ช่วยสร้างดีเอ็นเอ (DNA) จากอาร์เอ็นเอ (RNA) ของรีโทรไวรัสเพื่อให้ไวรัสมีดีเอ็นเอ สำหรับเพิ่มจำนวนในเซลล์เจ้าบ้านที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอได้ ดังนั้นเมื่อได้ยาทีโนโฟเวียร์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ทำให้มีฤทธิ์ต้านรีโทรไวรัส โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์รีเวิร์สทรานส คริปเตสของรีโทรไวรัส จึงส่งผลทำให้การเชื่อมต่อดีเอ็นเอของไวรัสหยุดชะงัก เชื้อรีโทรไวรัสจึงไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

สำหรับการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ยาทีโนโฟเวียร์จะออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสตับอักเสบ โดยตัวยาออกฤทธิ์ที่บริเวณเร่งปฏิกิริยาหลัก (Active site) ของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตสของไวรัสฯ จึงส่งผลยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส ทำให้กระบวนการการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนของไวรัสฯถูกยับยั้ง จำนวนเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงลดจำนวนลงเรื่อยๆ

ยาทีโนโฟเวียร์มีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบที่มีจำหน่ายของยาทีโนโฟเวียร์ในประเทศไทยมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ ดังนี้ ยาเม็ดขนาด 300 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ ยังมียาสูตรผสมระหว่างยาทีโนโฟเวียร์กับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่น คือ อะทริปพา (Atripla) เป็นยาต้านเอชไอวีสูตรผสม ใน 1 เม็ดประกอบด้วย ยาทีโนโฟเวียร์ 300 มิลลิกรัม, เอฟฟาไวเร็นซ์ (Efavirenz) 600 มิลลิกรัม, และเอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) 200 มิลลิกรัม

ยาทีโนโฟเวียร์มีขนาดรับประทานอย่างไร?

ยาทีโนโฟเวียร์มีขนาดรับประทานหรือวิธีใช้ยาดังนี้

- ขนาดยาและการปรับขนาดยาสำหรับสำหรับเด็ก:

ก. ขนาดยาสำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี:

  • ยาไม่ได้รับการรับรองให้ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • เด็กอายุ 2 ปี - 12 ปี และน้ำหนักน้อยกว่า/เท่ากับ 35 กิโลกรัม: 8 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโล กรัม วันละ 1 ครั้ง
  • เด็กอายุมากกว่า 12 ปี ขึ้นไปหรือมีน้ำหนักมากกว่า/เท่ากับ 35 กิโลกรัม: 300 มิลลิ กรัม วันละ 1 ครั้ง

ข.ขนาดยาสำหรับการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง: ใช้ในเด็กอายุมากกว่า 12 ปี ขึ้นไป (ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนการใช้ยาในเด็กอายุต่ำกว่า12ปี) หรือมีน้ำหนักมากกว่า/เท่ากับ 35 กิโลกรัม: 300 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง โดยระยะเวลาในการรักษานั้นอ้างอิงตามผู้ใหญ่

ค. ขนาดยาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะไตบกพร่อง: เริ่มปรับขนาดยาในผู้ป่วยเด็กที่มีค่าการทำงานของไตน้อยกว่า 50 มิลลิลิตร และปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่ได้รับการล้างไต

ง. ขนาดยาในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะตับบกพร่อง: ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยเด็กที่มีการทำงานของตับบกพร่อง

- ขนาดยาและการปรับขนาดยาสำหรับสำหรับผู้ใหญ่:

ก. ขนาดยาสำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี: 300 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง โดยรับ ประทานคู่กับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นอีก 2 ชนิด เช่น เอ็มตริไซตาบีน (Emtricitabine) และเอฟฟาไวเร็นซ์ (Efavirenz)

ข. ขนาดยาสำหรับการรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง: 300 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง โดยระยะเวลาในการได้รับยานั้นพิจารณาดังนี้

  • กรณี Hapatitis Be antigen (HBeAg) เป็นบวก รักษาด้วยยามากกว่าหรือเท่ากับ 1 ปี จากนั้นติดตามเพื่อพิจารณาว่าภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเกิด HBeAg seroconversion หรือยัง (หมายถึงในผู้ป่วยรายที่ตรวจพบ HBeAg จะมีเป้าหมายในการรักษาคือ ใช้ยาจนกระทั่งตรวจไม่พบ HBeAg ในเลือดร่วมกับมีภูมิคุ้มกันต่อ HBeAg/anti-HBe เกิดขึ้น) และอาจไม่พบ HBV DNA (ปริมาณไวรัสตับอักเสบในเลือด) ซึ่งเมื่อเกิด HBeAg serocon version แล้ว ยังคงให้ยาทีโนโฟเวียร์ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนจึงสามารถหยุดยาได้
  • กรณี Hapatitis Be antigen (HBeAg) เป็นลบ รักษาด้วยยามากกว่า 1 ปี จนกระทั่ง Hapatitis B surface antigen (HBsAg) ไม่ปรากฏ ควรติดตามปริมาณไวรัสในผู้ป่วยที่กำลังได้รับการรักษาด้วยยานี้ หากปริมาณไวรัสลดจำนวนลงไม่มากหลังได้รับยาเป็นเวลา 6 เดือน อาจพิจารณาเปลี่ยนยาหรือให้การรักษาด้วยยาอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดสภาวะดื้อยาทีโนโฟเวียร์ จึงควรเพิ่มยาต้านไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังในกลุ่มที่ไม่มีการดื้อยาข้ามกลุ่ม (Cross resistance) เช่น ลามิวูดีน (Lamivudine), เทอร์บิวูดีน (telbivudine), เอ็นตริคาเวียร์ (Entecavir) หรือเปลี่ยนการรักษาเป็นการฉีดยาเพกกิเลท อินเตอร์ฟีลอน (Pegylated interferon) แทน

ค. ขนาดยาในผู้ป่วยไตบกพร่อง: เริ่มปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีค่าการทำงานของไตน้อย กว่า 50 มิลลิลิตร และควรปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่ได้รับการล้างไต

ง. ขนาดยาในผู้ป่วยตับบกพร่อง: ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่มีการทำงานของ ตับบกพร่อง

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดรวมทั้งยาทีโนโฟเวียร์ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกร ดังนี้

  • ประวัติแพ้ยา/แพ้อาหาร/แพ้สารเคมีทุกชนิด
  • มีโรคประจำตัวต่างๆรวมทั้งกำลังกินยาอะไรอยู่ เพราะยาทีโนโฟเวียร์อาจส่งผลให้อาการของโรคเหล่านั้นรุนแรงขึ้น หรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นๆที่กินอยู่ก่อนแล้ว
  • หากเป็นสุภาพสตรีควรแจ้งว่าอยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร เพราะยาทีโนโฟเวียร์สามารถผ่านรกและน้ำนมได้ ซึ่งอาจทำให้ยาเข้าสู่ตัวทารกและก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้หญิงที่กำลังได้รับยาทีโนโฟเวียร์อยู่ให้นมบุตร เพื่อหลีกเลี่ยงการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก และป้องกันอาการข้างเคียงของยาต่อลูก
  • แจ้งบุคลากรทางการแพทย์เสมอ หากช่วงที่ผ่านมาลืมกินยา/ไม่ได้รับยา หรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอทุกวันได้ เนื่องจากยาทีโนโฟเวียร์เป็นยาจำเป็นที่ต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลาอย่างเคร่งครัดทุกวัน

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาทีโนโฟเวียร์ควรปฏิบัติดังนี้

ก. สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยทีโนโฟเวียร์: ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวันอย่างเคร่งครัด โดยรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง สามารถรับประทานเวลาใดก็ได้ เนื่องจากอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยา แต่เพื่อให้ระดับยาในร่างกายคงที่ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันของทุกวัน พบว่าอาหารประเภทไขมันสูงจะเพิ่มปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเพื่อการเอื้อประโยชน์ในร่างกายโดยรวม ได้

กรณีลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับประทานยามื้อถัดไป (วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า เช่น ปกติรับประทานยาเวลา 20.00 น. หากผู้ป่วยนึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 20.00 น. ตอนเวลา 7.00 น. ของวันถัดมา ก็ให้รับประทานยามื้อ 20.00 น. ทันที แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วงเวลาของยามื้อถัดไป (หมายถึงเกินกว่า 12 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติในช่วงเวลาเดิมได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

การรับประทานยาเกินขนาดโดยอุบัติเหตุ ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรง ไม่มียาต้านพิษที่จำเพาะเจาะจงสำหรับยาทีโนโฟเวียร์ โดยอาจพิจารณาให้ถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) เพื่อกำจัดยาที่เหลืออยู่ที่ยังไม่ถูกดูดซึม การล้างไตเพื่อกำจัดยาออกจากกระแสเลือดสามารถทำได้ แต่พบว่าการล้างไตด้วยวิธีฟอกเลือด (Hemodialysis) เป็นเวลา 4 ชั่วโมง สามารถกำจัดยาไปได้เพียง 10% ดังนั้น โดยทั่วไปการรักษาจึงเป็นการเฝ้าระวังสัญญาณชีพและให้การรักษาตามอาการทางคลินิกของผู้ป่วยเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม การรับประทานยาต้านไวรัสที่ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ระดับยาในเลือดอยู่ในระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งช่วงที่ระดับยามีขนาดต่ำ เสมือนเป็นการกระตุ้นให้เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ เป็นสาเหตุของการดื้อยาในเวลาต่อมาได้

ยาทีโนโฟเวียร์ มีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) ของยาทีโนโฟเวียร์ที่พบได้บ่อย เช่น รู้สึกอ่อนเพลีย ปวดตามร่างกาย ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดหลัง เป็นไข้ ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อาจพบอาการผื่นที่ผิวหนัง นอกจากนี้ ในช่วงที่กำลังได้รับการรักษาด้วยยานี้ ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) และภาวะ/โรคไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) โดยเฉพาะค่าไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

มีข้อควรระวังการใช้ยาทีโนโฟเวียร์อย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาทีโนโฟเวียร์ดังนี้

ยาทีโนโฟเวียร์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาทีโนโฟเวียร์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นดังนี้

  1. ยาทีโนโฟเวียร์สามารถเพิ่มระดับยาดีดาโนซีน (Didanosine: ยาต้านไวรัส) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากยาดีดาโนซีนได้ เช่น ภาวะตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) และภาวะเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ/โรคเส้นประสาท (Peripheral neuropathy) โดยแพทย์อาจพิจารณาลดขนาดยาดีดาโนซีนลง และติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากยาดีดาโนซีนอย่างใกล้ชิด
  2. ยาทีโนโฟเวียร์ถูกขับออกทางไตเป็นหลัก ดังนั้นการใช้ยาทีโนโฟเวียร์คู่กับยาที่กำจัดออกทางไตโดยกระบวนการขับผ่านท่อไต (Tubular secretion) ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกัน อาจทำให้เกิดการแย่งกันขับออกของยา เป็นผลทำให้มีความเข้มข้นของยาดังต่อไปนี้ อาจเพิ่มสูงขึ้นในร่างกาย ได้แก่ อะดีโฟเวียร์ (Adefovir: ยาต้านไวรัส), ซิโดโฟเวียร์ (Cidofovir:ยาต้านไวรัส), อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir: ยาต้านไวรัส), วาลอะไซโคลเวียร์ (Valacyclovir: ยาต้านไวรัส), แกงไซโคลเวียร์ (Ganciclovir: ยาต้านไวรัส), วาลแกงไซโคลเวียร์ (Valgacyclovir: ยาต้านไวรัส)

ควรเก็บรักษายาทีโนโฟเวียร์ย่างไร?

ควรเก็บยาทีโนโฟเวียร์ที่อุณหภูมิห้อง ไม่เก็บยาในที่ร้อน ควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิม และเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บยาให้พ้นแสงแดด ไม่เก็บยาในรถยนต์หรือในห้องน้ำ เพื่อรักษาคุณภาพของยา

ยาทีโนโฟเวียร์มีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาทีโนโฟเวียร์ที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิตดังนี้

ชื่อการค้าบริษัทผู้ผลิต
Tenofovir (ทีโนโฟเวียร์) GPO
Ricovir (ริโคเวียร์) Mylan
Tenof (ทีนอฟ) Hetero
Viread (ไวลีด) Gilead

บรรณานุกรม

1. Taketomo CK, Hodding, JH, Kraus DM, .Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012


4. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica ;2013
2. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12. 3. Product Information: Tenofovir, GPO, Thailand. 5. สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย. แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี และซี เรื้อรังในประเทศไทย ปี 2555. กรุงเทพฯ: สมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย; 2555.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน Sertthaphong Daw283 eurokungza nmaliwan2537
Frame Bottom