Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

โรคมะเร็ง  โรคออโตอิมมูน  

บทนำ

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide) หรือชื่อยาการค้าอื่นที่ใช้ในต่างประเทศที่รู้จักกันดีในประเทศไทยคือ Cytoxan และ Neosar เป็นยาเคมีบำบัดกลุ่ม Alkylating agents คือยากลุ่มที่มีกลไกต้านมะเร็ง โดยออกฤทธิ์จับหรือรวมตัวกับดีเอ็นเอของเซลล์มะเร็ง (Cross link) ส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนไม่ได้จึงตายในที่สุด ทั้งนี้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ทั้งในรูปยาสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำและรูปแบบรับประทาน

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีข้อบ่งใช้สำหรับรักษาโรคมะเร็งที่มักใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดชนิดอื่น และยังถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันต้านโรคของร่างกาย/โรคโอโตอิมมูน

เนื่องจากยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เป็นยาเฉพาะทางและมีข้อบ่งใช้หลายประการ ขนาดยาและวิธีการบริหารยาจึงแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการใช้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ผู้ ให้การรักษา อีกทั้งผู้ป่วยที่ได้รับยาก็ควรให้ความใส่ใจในการใช้ยา ควรต้องปฏิบัติตามคำแนะ นำของแพทย์/พยาบาล และติดตามอาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตลอดการรักษาด้วยยานี้ และต้องพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการไม่พึงประสงค์ก่อนวันนัด เพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีสรรพคุณ (คุณสมบัติ) อย่างไร?

ซัยโคลฟอสฟาไมด์

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้สำหรับการรักษามะเร็ง โดยใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดขนานอื่นๆหรือใช้เป็นยาขนานเดียวเช่น การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ทั้งชนิด Hodgkin's lymphoma, Non-Hodgkin's lymphoma), มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอด ฯลฯ นอกจากนี้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้ม กันต้านทานโรค/โรคออโตอิมมูนเช่น โรคข้อรูมาตอยด์, โรค Systemic Lupus Erythemotosus (SLE), โรคไตอักเสบบางชนิด, โรคเลือดบางชนิด ฯลฯ

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เป็นยาที่อยู่ในกลุ่ม Alkylating agents กระบวนการออกฤทธิ์เพื่อต้านมะเร็งของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์คือ ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยการจับหรือรวมตัวกับดีเอ็นเอ(DNA) ของเซลล์มะเร็ง ทำให้ดีเอ็นเอทำหน้าที่ไม่ได้ ทำให้ไม่มีการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งเกิด ขึ้นได้ จึงเสมือนว่ายายับยั้งการสร้างดีเอ็นเอและหยุดเซลล์มะเร็งไม่ให้มีการแบ่งตัวเกิดขึ้น

ส่วนในการรักษาโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง ตัวยาซัยโคลฟอสฟาไมด์จะออกฤทธิ์ ต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกาย จึงส่งผลให้เกิดสรรพคุณในการใช้รัก ษาโรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเองได้

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?

รูปแบบจัดจำหน่ายของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ในประเทศไทยมีรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ 2 ประเภทคือ

  • ยาเม็ดเคลือบ (Coated tablets) สำหรับรับประทาน มีขนาด 200 และ 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด โดยวิธีการบริหารยา/ใช้ยาชนิดเม็ดคือ ให้รับประทานยาทั้งเม็ด ห้ามบดหรือตัดแบ่งยาโดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นยาเคมีบำบัด การบดการแบ่งยาอาจทำให้เกิดการสัมผัสยาเคมีบำบัด และ/หรือสัมผัสยาฯที่อาจฟุ้งกระจายได้ และแนะนำให้สวมถุงมือทุกครั้งก่อนหยิบยา และรีบถอดถุงมือออกแล้วล้างมือทันทีหลังรับประทานยาเสร็จ
  • รูปแบบยาผงปราศจากเชื้อ บรรจุในขวดแก้วขนาดเล็ก (Powder for injection) สำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ มีขนาด 200, 500 และ 1,000 มิลลิกรัมต่อขวด โดยวิธีการเตรียมยาเพื่อบริหารยาทำได้โดยละลายผงยาด้วยน้ำเกลือสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ (0.9% Normal Saline Solution) หรือด้วยน้ำกลั่นสำหรับฉีดยา (Sterile water for injection) จากนั้นบริหารยาโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยผสมตัวยาที่ละลายแล้วกับสารน้ำที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งต้องใช้เวลาในการให้ยาประมาณ 2 - 3 ชั่วโมง เพื่อลดผลข้างเคียงของยานี้เช่น หน้าบวม ปวดศีรษะ คัดจมูก

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีขนาดหรือวิธีใช้ยาอย่างไร?

เนื่องจากยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เป็นยาอันตรายและเป็นยารักษาเฉพาะโรค ขนาดยาและการปรับขนาดยาควรให้แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้ประเมินและสั่งใช้เท่านั้น ซึ่งขนาดยาและระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น ชนิดของโรค ข้อบ่งใช้ของยา เป้าหมายในการรักษา สุข ภาพของผู้ได้รับยา ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC, Complete blood count) รวมถึงผล ข้างเคียงที่จะได้รับจากยา

วิธีบริหารยานั้นสามารถทำได้ 2 แบบคือ

การได้รับยานี้เกินขนาดโดยอุบัติเหตุ: ยังไม่มียาแก้พิษ (Antidote) ที่จำเพาะ แต่ยานี้สามารถถูกขับออกโดยการล้างไตได้ ดังนั้นการรักษาโดยเร่งด่วนคือ การล้างไตด้วยวิธีการฟอกไต (Hemodialysis) ในกรณีได้รับยาเกินขนาดนี้มักจะเกิดภาวะกดการทำงานของไขกระดูกตาม มา ซึ่งความรุนแรงขึ้นกับปริมาณยาที่ได้รับ จึงต้องติดตามค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเสมอ โดยหากเม็ดเลือดขาวต่ำควรเฝ้าระวังการติดเชื้อ อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือให้เพื่อการรักษาเมื่อติดเชื้อ, หากปริมาณเกล็ดเลือดต่ำอาจต้องระวังการเกิดเลือดออกผิดปกติ หรืออาจต้องให้เกล็ดเลือด (Thrombocyte) ทดแทน, นอกจากนี้อาจต้องให้ยาเพื่อป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบร่วมด้วยได้แก่ ยาเมสนา (Mesna: ยาต้านพิษ ปกป้องภาวะกระเพาะ ปัสสาวะอักเสบ/Hemorrhagic cystitis จากยาเคมีบำบัด) เพื่อหลีกเลี่ยงอาการเป็นพิษต่อกระ เพาะปัสสาวะ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาทุกชนิดที่รวมถึงยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและ เภสัชกรดังนี้

หากลืมรับประทานยาควรทำอย่างไร?

แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ให้ตรงเวลาทุกวัน โดยรับประทานยาตามวิธีรับประทานที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยอาหารไม่มีผลต่อการดูดซึมยา จึงสามารถรับ ประทานยานี้ได้ทั้งขณะท้องว่างหรือหลังอาหาร อย่างไรก็ตามแนะนำให้รับประทานยาในช่วงมื้อเช้า หลีกเลี่ยงการรับประทานยาก่อนนอน เพื่อลดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต่อกระเพาะปัสสาวะดังกล่าวในหัวข้อ ขนาดยา

เนื่องจากวิธีรับประทานยานี้จะแตกต่างกันขึ้นกับข้อบ่งใช้ในการรักษา โดยคำสั่งการใช้ยา ส่วนมากจะสั่งให้รับประทานยาเพียงวันละ 1 ครั้ง ดังนั้นหากท่านลืมรับประทานยาและมีวิธีการรับประทานยาเพียงวันละ 1 ครั้ง ให้รับประทานยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้กับเวลาที่ต้องรับ ประทานยามื้อถัดไป (วันถัดไป) ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปเลย โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า ตัวอย่างเช่น ปกติรับประทานยาเวลา 8.00 น. หากนึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 8.00 น. ตอนเวลา 15.00 น. ก็ให้รับประทานยามื้อ 8.00 น. ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากนึกขึ้นได้ในช่วงที่ใกล้กับช่วงเวลาของยามื้อถัดไป (หมายถึงเกินกว่า 12 ชั่วโมงจากเวลารับประทานยาปกติ) เช่น นึกขึ้นได้ว่าลืมรับประทานยามื้อ 8.00 น. ตอนเวลา 22.00 น.ของวันนั้น ให้รอรับประทานยามื้อถัดไปในขนาดยาปกติ ช่วงเวลาเดิมได้เลย โดยไม่ควรนำยามื้อที่ลืมมารับประทานเพิ่มเป็น 2 เท่าโดยเด็ด ขาด นอกจากนั้นผู้ป่วยต้องตรวจสอบระยะเวลาในการรับประทานยาด้วย เนื่องจากระยะเวลาในการรับประทานยาของแต่ละท่านจะแตกต่างกันไปเช่น บางท่านอาจรับ ประทานเพียงแค่ 7 วันหรือนานกว่านั้น จึงควรตรวจสอบวิธีการรับประทานยากับแพทย์หรือเภสัชกรให้แน่ใจเสมอหลังได้รับยาจากโรงพยาบาล

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีผลไม่พึงประสงค์อย่างไร?

อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) ของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ที่พบได้บ่อยเช่น

มีข้อควรระวังการใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์อย่างไร?

มีข้อควรระวังการใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ดังนี้เช่น

  • ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประกอบของยานี้หรือเคยมีประวัติแพ้ยาเคมีบำบัด ในกลุ่ม Alkylating agents มาก่อน
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ต้องใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษาอย่าง เคร่งครัด
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กำลังอยู่ในภาวะไขกระดูกถูกกดการทำงานอยู่เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 2,500 เซลล์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตร หรือปริมาณเกล็ดเลือดต่ำน้อยกว่า 100,000 เซลล์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตร หรือเกิดภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เคยได้รับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษามาก่อน
  • ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีกระเพาะปัสสาวะอักเสบ, มีการอุดกั้นของท่อทางเดินปัสสาวะ
  • ผู้สูงอายุอาจต้องการยาในขนาดที่ต่ำลง เนื่องจากผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มการทำงานของไตลดลง และยานี้ถูกขจัดออกทางไต ปฏิกิริยาของการเกิดพิษจากยานี้จึงจะมากขึ้นหากผู้ป่วยมีการทำงานของไตบกพร่อง
  • เนื่องจากยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เป็นยาเคมีบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงในการที่ยาจะสัมผัสกับผิวหนัง จึงจำเป็นต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง จึงแนะนำให้ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อน และหลังสัมผัสยา รวมถึงควรสวมถุงมือทุกครั้งที่ถือขวดบรรจุยาในการเตรียมยาและในการบริหารยา
  • อาจพิจารณาลดขนาดยาหรือหยุดใช้ยานี้ กรณีผู้ป่วยกำลังอยู่ในภาวะติดเชื้อหรือติดเชื้อในกระแสเลือด/ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ เนื่องจากยานี้มีผลกดการทำงานของไขกระดูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้การติดเชื้อกำเริบ/ลุกลามมากยิ่งขึ้น
  • การใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ในขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร ยาอาจทำให้หน่วยพันธุ กรรมผิดปกติ เกิดได้ทั้งในทารกชายและทารกหญิง ดังนั้นควรพิจารณายุติการตั้งครรภ์หากผู้ ป่วยได้รับยาในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และควรปรึกษาสูตินรีแพทย์หากจำเป็นต้องใช้ยาในช่วงเริ่มตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน อย่างไรก็ตามไม่ควรตั้งครรภ์ในช่วงที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ และไม่ควรให้นมบุตร (เนื่องจากยาสามารถผ่านทางน้ำนมได้) ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัยชาย หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำลังได้รับยาซัยโคลฟอสฟาไมด์อยู่
  • กรณียังต้องการมีบุตรและจำเป็นต้องได้รับยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงความต้องการดังกล่าวก่อนแพทย์จะเริ่มต้นให้ยา เพื่อปรึกษาแพทย์ถึงการเก็บอสุจิ หรือเก็บไข่ของผู้ป่วย
  • ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
  • ห้ามใช้ยาหมดอายุ

***** อนึ่ง

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด (รวมยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิด และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นดังนี้เช่น

  1. ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เมื่อใช้ร่วมกับวัคซีนโรตา (Rotavirus vaccine) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อไวรัสโรตา (โรคท้องร่วงจากไวรัสโรตา) ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก เนื่องจากภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของผู้ป่วยจะลดลงจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น
  2. ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เมื่อใช้ร่วมกับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (Live vaccines: วัคซีนที่ถูกผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง/ยังไม่ตาย/เชื้อยังเป็นอยู่ จนไม่สามารถทำให้เกิดโรค แต่เชื้อยังมีฤทธิ์เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายได้ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้ม กันต่อเชื้อโรคนั้นๆ) เช่น วัคซีนหัด – หัดเยอรมันคางทูม, วัคซีนอีสุกอีใส, วัคซีนโปลิโอชนิดกิน, วัคซีนไวรัสโรต้า และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก เป็นต้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อจากวัคซีนชนิดเชื้อเป็นนั้นๆได้ เพราะช่วงที่ผู้ป่วยได้รับยานี้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของผู้ป่วยจะลดลง เชื้อโรคจากวัคซีนที่อ่อนฤทธิ์อาจจะก่อโรคในช่วงนี้ได้
  3. ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์จะเพิ่มฤทธิ์การลดระดับน้ำตาลในเลือดของยาเบาหวานกลุ่มซัลโฟนิวยูเรีย (Sulfonylurea เช่น ไกลมิพิไลด์ (Glimepiride), ไกลเบนคราไมด์ (Glibenclamide), ไกลคาไซด์ (Gliclazide) เป็นต้น
  4. หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาอะโลพูลินอล (Allopurinol: ยาลดกรดยูริค) หรือยาไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (Hydrochlorothiazide: ยาขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต) จะเพิ่มความเป็นพิษของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ (อาการเช่น กดไขกระดูก คลื่นไส้ อาเจียน อาจมากขึ้น)
  5. หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาฟีโนบาบิทาล (Phenobabital: ยากันชัก), ฟีนีทอย(Phenytoin: ยากันชัก), คาร์บามาซีปีน (Carbamazepine: ยากันชัก), คลอโรไฮเดรท (Chloral hydrate: ยานอนหลับ) ยาเหล่านี้จะเพิ่มฤทธิ์ของเอนไซม์ตับในการทำลายยาซัยโคลฟอสฟาไมด์เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ถูกเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ (Metabo lite) ในตับมากขึ้นจึงอาจเพิ่มความเป็นพิษจากยาได้มากขึ้น
  6. หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาเคมีบำบัดกลุ่มแอนทราไซคลิน (Anthracycline, เช่น Doxorubicin, Bleomycin, Dactinomycin) และยาเคมีบำบัด Pentostatin หรือหลังจากผู้ป่วยได้รับรังสีรักษาบริเวณหัวใจ จะเพิ่มความเป็นพิษที่มีต่อหัวใจ
  7. ระวังการใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาอินโดเมทาซิน (Indomethacin: ยาลดอักเสบ แก้ปวด) เพราะมีรายงานการเกิดพิษเฉียบพลันคือ อาการบวมน้ำ (Fluid retention)
  8. ควรหลีกเลี่ยงอาหาร เครื่องดืมที่มีแอลกฮอล์ รวมถึงน้ำผลไม้เกรปฟรุต (Grapefruit juice) เพราะอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ได้
  9. การใช้ซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับสมุนไพรเซนจอห์น เวิร์ธ (St John's Wort) จะส่งผลทำให้ระดับยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ในเลือดลดลง
  10. หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาทราทูซูแมบ (Trasutuzumab: ยารักษาโรคมะเร็ง) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหัวใจทำงานผิดปกติ (Cardiac dysfunction)
  11. หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen:ยารักษาโรคมะเร็ง ) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดอุดตัน (Thromboembolism)
  12. หากใช้ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ร่วมกับยาวาฟาริน (Warfarin: ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกผิดปกติ โดยพบว่าค่าไอเอ็นอาร์ (INR: International Normalized Ratio: ค่าที่ใช้ติดตามการทำงานของการแข็งตัวของเลือด) จะเพิ่มสูงขึ้น

ควรเก็บรักษายาซัยโคลฟอสฟาไมด์อย่างไร?

สำหรับยาเม็ดซัยโคลฟอสฟาไมด์: แนะนำเก็บยา ณ อุณหภูมิห้อง เก็บยาให้พ้นจากแสง แดดและแสงสว่างที่กระทบยาได้โดยตรง หลีกเลี่ยงนำยาสัมผัสกับความร้อนที่มากเช่น เก็บยาในรถที่ตากแดดหรือเก็บยาในห้องที่มีอุณหภูมิสูง (มีแสงแดดส่องถึงทั้งวันหรือเป็นเวลานาน) ไม่เก็บยาในห้องที่ชื้นเช่น ห้องน้ำหรือห้องครัว โดยควรเก็บยาในภาชนะบรรจุเดิม

สำหรับยาฉีดซัยโคลฟอสฟาไมด์: เมื่อละลายผงยาแล้ว ควรใช้ยาที่ละลายแล้วภายใน 24 ชั่วโมง (ห้ามเก็บยาในอุณหภูมิที่เกิน 8 องศาเซลเซียส ห้ามเก็บยาในช่องแช่แข็งของตู้ เย็น) ส่วนในการเก็บผงยาปราศจากเชื้อบรรจุในขวดแก้วนั้น สามารถเก็บยาผงก่อนผสม ณ อุณหภูมิห้องได้ ต้องเก็บยาผงให้พ้นจากแสงแดด หลีกเลี่ยงนำยาสัมผัสกับความร้อนที่มาก เพราะผงยาอาจเกิดการหลอมเหลว เห็นเป็นลักษณะของเหลวเหนียวใสหรือเหลืองอ่อน เกาะเป็นคราบหรือเป็นหยดในขวดยา ให้ทิ้งยาไป ห้ามใช้ขวดที่มีลักษณะยาหลอมเหลวนี้

อนึ่ง ยาทุกชนิดต้องเก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์มีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไร?

ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์ที่จำหน่ายในประเทศไทย มียาชื่อการค้าอื่นและบริษัทผู้ผลิต เช่น

ชื่อการค้า บริษัทผู้ผลิต
Endoxan (เอนด๊อกซาน)Baxter

บรรณานุกรม

1. Taketomo CK, Hodding, JH, Kraus DM, .Pediatric & Neonatal Dosage Handbook, 19th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.; 2012

3. Micromedex Healthcare Series, Thomson Micromedex, Greenwood Village, Colorado
4. Product Information: Endoxan, Cyclophosphamide, Baxter, Thailand.
5. TIMS (Thailand). MIMS. 130th ed. Bangkok: UBM Medica; 2013
2. Lacy CF. Amstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information handbook. 20th ed. Ohio: Lexi-Comp,Inc.; 2011-12. 6. สุภัสร์ สุบงกช. เภสัชบำบัดในโรคมะเร็ง. เอกสารประกอบงานประชุมวิชาการ Contemporary Review in Pharmacotherapy 2013, 2566



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom