Frame Top
User

คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง ตอน: การป้องกับช่องคลอดตีบหลังรังสีรักษาในมะเร็งปากมดลูก

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
6 มกราคม 2014

การใส่แร่ ร่วมกับการฉายรังสี (อ่านเพิ่มเติมในบทความ รังสีรักษา) เป็นวิธีรักษามะเร็งปากมดลูก ที่เป็นมาตรฐาน ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้โดยเฉพาะโรคในระยะต้นๆ แต่ผลข้างเคียงจากการรักษาที่อาจกระทบถึงชีวิตคู่ คือ อาจก่อให้เกิดภาวะช่องคลอดตีบแคบและสั้นลงได้ ซึ่งผลข้างเคียงนี้ รักษาไม่ได้ แต่สามารถป้องกันการเกิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันถึงวิธีป้องกันที่ได้ผล 100% แต่ในทางปฏิบัติมี 3 วิธีที่แพทย์นิยมแนะนำผู้ป่วย และทั้ง 3 วิธีสามารถใช้ร่วมกันได้เสมอ และเมื่อใช้ร่วมกันจะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันช่องคลอดตีบให้สูงขึ้น ซึ่งทั้ง 3 วิธี ได้แก่

  1. แนะนำให้ผู้ป่วยกลับมามีเพศสัมพันธ์ตามปกติ สม่ำเสมอ เริ่มเมื่อการอักเสบของช่องคลอดจากการรักษาหายเป็นปกติแล้ว (รังสีรักษาแพทย์จะเป็นผู้แนะนำ โดยทั่วไปประมาณ 6-8 สัปดาห์หลังครบการรักษาแล้ว) โดยให้คู่นอนใช้ถุงยางอนามัยชายในทุกครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และใช้เจลหล่อลื่นชนิดที่มีน้ำเป็นฐาน (Base) กรณีช่องคลอดแห้ง
  2. ยาครีม หรือยาสอด ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในช่องคลอด โดยจะเริ่มใช้ยาต่อเมื่อช่องคลอดหายอักเสบเรียบร้อยแล้วจากการรักษา คือประมาณ 6-8 สัปดาห์ หลังครบการรักษาแล้ว โดยแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้แนะนำวิธีใช้ และเป็นผู้สั่งยา โดยใช้ยาก่อนนอน ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และใช้ต่อเนื่องอย่างน้อยประมาณ 3-6 เดือน ต่อจากนั้นขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ เอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่จะช่วยให้เซลล์ช่องคลอดอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น ยืดหยุ่นขึ้น ไม่หดรัดตัว ตีบแคบ จึงช่วยลดอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยจึงมีเพศสัมพันธ์ได้ตามความต้องการซึ่งการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยคงไม่ให้ช่องคลอดตีบแคบ แต่เนื่องจาก ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ วิธีนี้จึงมีข้อจำกัดที่จะใช้ได้เฉพาะช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 3-6 เดือน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมจากผลข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และห้ามใช้ในผู้เป็นมะเร็งเต้านม หรือในผู้ที่มีข้อห้ามการใช้ฮอร์โมนตัวนี้ เช่น ในผู้ป่วยที่แพ้ยาฮอร์โมนนี้ เป็นต้น
  3. การใส่แท่งขยายช่องคลอด (Vaginal dilator, เป็นแท่งมีหลายขนาด ทำด้วยวัสดุที่ไม่อันตราย) โดยการสอดใส่แท่งขยายช่องคลอดสม่ำเสมอตามแพทย์แนะนำ โดยปกติแพทย์แนะนำ ให้ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง สอดใส่แต่ละครั้งนานประมาณ 10 นาที โดยเริ่มจากแท่งขยายที่มีขนาดเล็กก่อน ทั้งนี้แพทย์ พยาบาลจะสอนวิธีใช้ให้กับผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยที่จะใช้วิธีนี้ได้ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
  • เข้าใจขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ หลังจากฟังคำแนะนำจากแพทย์ หรือ พยาบาลแล้ว
  • เต็มใจที่จะใช้วิธีนี้
  • มีเวลาที่จะปฏิบัติ
  • มีความเป็นส่วนตัวขณะปฏิบัติ
  • ไม่มีโรคอื่นๆของช่องคลอดหรือของอวัยวะสืบพันธ์

โดยทั่วไป เทคนิคการใช้วิธีนี้ ได้แก่

  • รู้จักรักษาความสะอาด มือ และเครื่องใช้ต่างๆ
  • ห้ามการสวนล้างช่องคลอดทั้งก่อนและหลังปฏิบัติ
  • มีเวลา และมีความเป็นส่วนตัวขณะปฏิบัติ
  • สวมถุงยางอนามัยชายที่สะอาด (ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง) กับแท่งขยายทุกครั้ง หลังจากนั้นใช้เจล (Gel) หล่อลื่นชนิดมีน้ำเป็นฐานทาให้ทั่วถุงยางที่หุ้มแท่งขยายเพื่อช่วยการหล่อลื่นในการสอดใส่
  • เลือกท่านอนที่สะดวก สบาย เช่น นอนหงาย ชันเข่าขึ้นเพื่อเปิดบริเวณช่องคลอด แล้วค่อยๆสอดแท่งขยายเข้าช่องคลอดเบาๆ ช้าๆ ไม่ใช้แรงมาก เพราะอาจก่อการบาดเจ็บฉีกขาดของช่องคลอดได้ ซึ่งขณะทำอาจรู้สึกเจ็บได้เล็กน้อย ถ้าเจ็บมากอย่าฝืน เพราะช่องคลอดอาจฉีกขาดได้ ค่อยๆเคลื่อน หมุน ขยับ แท่งขยาย ไปจนสุดความยาวของช่องคลอด เมื่อสุดความยาวแล้ว ทิ้งค้างไว้ประมาณ 10 นาที โดยระหว่างนี้ ค่อยๆขยับแท่งนี้เข้าออกเบาๆ ช้าๆ รวมทั้งการหมุนแท่งไปรอบๆ ช้าๆเช่นกัน ทั้งหมด อาจก่ออาการเจ็บได้แต่ต้องไม่มาก ถ้าเจ็บ หรือต้องใช้แรงดันมาก ต้องหยุดการปฏิบีติทันที
  • หลังปฏิบัติ นำถุงยางที่หุ้มแท่งขยายออก ล้างมือ ล้างแท่งขยายให้สะอาด ตากแท่งขยายให้แห้ง
  • แจ้งแพทย์ พยาบาลทุกครั้งที่พบแพทย์ พยาบาล ถึงผลของการปฏิบัติ
  • ถ้าเกิดความผิดปกติ เช่น เจ็บมาก ตกขาว หรือมีเลือดออกจากช่องคลอดให้หยุดปฏิบัติ และควรต้องรีบพบแพทย์ก่อนนัดเสมอ

สรุป วิธีป้องกันช่องคลอดตีบแคบหลังรังสีรักษาในมะเร็งปากมดลูก อย่าทำเอง ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อนเสมอ เพราะ

แหล่งข้อมูล:

  1. Jhonsn, N. et al. (2010) http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20163407 (2013,Nov10].
  2. Wolf, J. (2006). Community Oncology,3, 665-671.
Blog
User คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง ตอน: อุจจาระลำลีบ เล็ก อุจจาระเป็นริบบิ้น โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom