Frame Top
User

คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง ตอน การใช้วิตามินเอสังเคราะห์เพื่อลดมะเร็งชนิดที่สองในมะเร็งศีรษะและลำคอ

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
28 พฤษภาคม 2018
คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง-286

      

      มะเร็งที่เกิดในส่วนของศีรษะและคอ มักจะเรียกว่า มะเร็งศีรษะและลำคอ เกือบทั้งหมดเป็นชนิดคาร์ซิโนมาที่เรียกว่า Squamous cell carcinoma เป็นมะเร็งของคนในวัย 35 ปีขึ้นไป โดยมีสารก่อมะเร็งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ การสูบบุหรี่ที่รวมถึงบุหรี่มือสอง และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งถ้าบริโภคทั้ง2อย่างร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอันตรายที่สุด มะเร็งศีรษะและลำคอในระยที่IและII มีโอกาสรักษาได้หายสูง ผู้ป่วยมักมีอัตรารอดชีวิตนานเป็น 10 ปีขึ้นไปด้วยการรักษาที่มีในปัจจุบัน คือ รังสีรักษา ร่วมกับ การผ่าตัด และ/หรือยาเคมีบำบัด

       บุหรี่และแอลกอฮอล์ นอกจากเป็นสารก่อมะเร็งที่เป็นอัตรายให้เกิดมะเร็งศีรษะและลำคอได้กับทุกอวัยวะในศีรษะและลำคอแล้ว ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดมะเร็งอื่นอีก เช่น มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด และด้วยเหตุที่มะเร็งศีรษะและลำคอในระยะI/II มีโอกาสอยู่รอดได้เป็น10ปีขึ้นไป โอกาสเกิดมะเร็งชนิดที่2 กับอวัยวะอื่นที่ ศีรษะ ลำคอ หลอดอาหาร และปอด จึงมักพบได้สูง แพทย์โรคมะเร็งและนักวิทยาศาสตร์จึงมีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องว่า ยา สาร หรืออาหาร อะไร ที่จะช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งชนิดที่2ในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอที่ได้รับการรักษาหายแล้ว ซึ่งมีการศึกษาพบว่า การบริโภควิตามินเอสังเคราะห์ ชนิดที่เรียกว่า 13 Cis retinoic acid(13-CRA) สามารถช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งในกลุ่ม คาร์ซิโนมาได้ จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ ที่เป็นการศึกษาจากกลุ่มคณะแพทย์และนักวิทยาศาตร์จากโรงพยาบาลต่างๆในสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า the Eastern Cooperative Oncology Group-ACRIN Cancer Research Group(C0590) ที่นำโดย นพ. A.K. Bhatia แพทย์อายุรกรรมด้านโรคมะเร็งจาก Yale Cancer Center, New Haven, Connecticut สหรัฐอเมริกา และได้ตีพมพ์ในวารสารการแพทย์สหรัฐอเมริกาชื่อ Cancer ฉบับ วันที่1ธันวาคม 2017

      โดยเป็นการศึกษาแบบสุ่มตัวอย่างในPhase3(Double-blind randomized phase 3 trial) การศึกษานี้มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ ชนิด Squamous cell carcinoma โรคระยะIและIIทั้งหมดรวม176คน ที่ได้รับการสุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มศึกษา จะได้รับวิตามินสังเคราะห์ปริมาณต่ำทุกวันต่อเนื่องประมาณ 7.5-10มิลลิกรัม/ต่อวันเป็นระยะเวลา 2 ปี เริ่มยานี้หลังครบการรักษามะเร็งฯ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมที่จะได้รับยาหลอกในปริมาณและระยะเวลา2ปีเท่ากัน

      ผลการศึกษาพบว่า หลังการติดตามผลการรักษาได้ที่มัธยฐานของการติดตาม (Median followup) 16 ปี ผู้ป่วยทั้ง2กลุ่มมีอัตราเกิดมะเร็งชนิดที่2ไม่ต่างกันอย่างมีความสำคัญทางสถิติ(p=0.61) และในผู้ป่วยทั้ง 2กลุ่มที่เกิดมะเร็งชนิดที่2 ระยะเวลาการเกิดมะเร็งชนิดที่2ก็ไม่ต่างกันทางสถิติ(p=0.61) ส่วนผลข้างเคียงจากวิตามินเอสังเคราะห์ชนิดนี้ เช่น ผิวแห้ง และ ริมฝีปากอักเสบ

      คณะผู้ศึกษาจึงสรุปว่า การได้วิตามินเอสังเคราะห์ 13CRA ปริมาณต่ำทุกวัน เป็นเวลา 2 ปี หลังครบการรักษามะเร็งศีรษะและลำคอที่เซลล์มะเร็งเป็นชนิดSquamous cell carcinoma โรคระยะที่I/II ไม่ช่วยลดอัตราเกิดมะเร็งชนิดที่2ลงได้ สมควรที่จะหายา/สารตัวใหม่มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้

บรรณานุกรม

  1. Cancer2017; 123(23):4653-4662 (abstract)

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน King123
Frame Bottom