Frame Top
User

คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็งตอน ปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งจากยาเม็ดคุมกำเนิด(ตอน 2 )

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
6 มิถุนายน 2016
คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง

ขอเล่าต่อจากตอนที่ 1 เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่เล่าถึงปัจจัยเสี่ยงของการกินยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่องกับการเกิดมะเร็ง 5 ชนิด 2 ชนิด คือ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ ที่ได้เล่าไปแล้ว สัปดาห์นี้จะเป็นตอนจบที่จะกล่าวถึง ปัจจัยเสี่ยงของการกินยาเม็ดคุมกำเนิดต่อเนื่องต่อการเกิดมะเร็งอีก 3 ชนิดที่เหลือ คือ มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งตับ

บางการศึกษาที่เป็นส่วนน้อยมากพบว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดต่อเนื่องนานเกิน 5 ปี อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งตับชนิดพบบ่อยได้ คือ ชนิด Hepatocellular carcinoma/ Hepatoma (HCC) แต่การศึกษาส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดพบว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ

ทุกการศึกษาพบว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดต่อเนื่อง(ไม่ระบุระยะเวลาที่แน่ชัด ทั่วไปมักหมายถึงตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดเนื้องอกตับชนิดที่เรียกว่า Hepatic adenoma โดยพบได้ประมาณ 3-4รายต่อสตรีที่กินยาเม็ดคุมกำเนิด 1 แสนคน และพบในสตรีที่กินยาฯต่อเนื่องนานมากกว่า 5ปีสูงกว่าในสตรีที่กินยาฯต่อเนื่องต่ำกว่า 5 ปี

ทั้งนี้พบว่า เนื้องอกชนิดนี้ยุบหายได้เองหลังจากหยุดกินยาฯ แต่ยังไม่มีสถิติที่แน่นอน เนื้องอกตับชนิดนี้ มีโอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็งตับได้ประมาณ 5%

อนึ่งเนื้องอกชนิดนี้ มีโอกาสที่จะเกิดเลือดออกจากตัวเนื้องอกได้ ซึ่งถ้าเลือดออกมากจนเกิดภาวะช็อก และผู้ป่วยมาโรงพยาบาลช้า เพราะมองไม่เห็นว่ามีเลือดออก ก็อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้

มะเร็งปากมดลูก

การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดนานต่อเนื่องตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เพิ่มปัจจัยเสี่ยงประมาณ 3-4เท่าในการเกิดมะเร็งปากมดลูกเมื่อเปรียบเทียบกับสตรีที่ไม่ได้กินยาฯ เพราะฮอร์โมนเพศหญิงในยาฯจะช่วยทำให้ร่างกายลดประสิทธิภาพในการกำจัดเชื่อไวรัสเอชพีวี(HPV virus)ที่เป็นสาเหตุเกิดมะเร็งปากมดลูก ออกจากตัวปากมดลูก อย่างไรก็ตาม เมื่อหยุดกินยาฯ การเป็นปัจจัยเสี่ยงก็จะค่อยๆลดลงไปด้วย แต่เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกมีปัจจัยเสี่ยงการเกิดได้หลายปัจจัยเสี่ยง(อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง มะเร็งปากมดลูก) ดังนั้นอัตราลดลงของปัจจัยเสี่ยงเมื่อหยุดยาฯ จึงต้องขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านั้นในการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วย

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

การศึกษาทุกการศึกษาให้ผลตรงกันว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิด ลดปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ชนิด Adenocarcinoma ได้ และยิ่งกินยาฯต่อเนื่องนาน ก็ยิ่งลดโอกาสเกิดมะเร็งชนิดนี้ (มีรายงานลดลงได้ประมาณ 30% เมื่อเปรียบเทียบกับสตรีที่ไม่เคยกินยาเม็ดคุมเนิด) นอกจากนั้น เมื่อหยุดยาเม็ดคุมกำเนิดแล้ว ฤทธิ์ของยาเม็ดคุมกำเนิดในการป้องกันการเกิดมะเร็งชนิดนี้ก็ยังคงอยู่ และอยู่ได้นานเป็นหลายๆปี มีรายงานอยู่ได้นานถึง 30 ปีหลังหยุดกินยา

สรุป

การกินยาเม็ดคุมกำเนิด สามารถลดปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ เพิ่มปัจจัยเสี่ยงเล็กน้อยต่อการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก เพิ่มปัจจัยเสี่ยงเกิดเนื้องอกตับ แต่ไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งตับ

ดังนั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ก่อนเริ่มกินยาเม็ดคุมกำเนิด สตรีควรพบแพทย์เพื่อการตรวจร่างกายเพื่อประเมินสุขภาพและปรึกษาแพทย์ถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆของตนเองจากผลข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิดที่รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง จะได้สามารถเลือกใช้วิธีคุมกำเนิดได้เหมาะสมกับแต่ละคนไป ทั้งนี้อ่านเพิ่มเติมถึงเรื่องวิธีต่างๆ รวมถึงข้อดี ข้อเสีย เกี่ยวกับการคุมกำเนิด ได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การวางแผนครอบครัว และเรื่อง การคุมกำเนิด

บรรณานุกรม

1.http://www.cancer.gov/about-cancer/causes-prevention/risk/hormones/oral-contraceptives-fact-sheet [2016, June 5].

2.http://emedicine.medscape.com/article/170205-overview#showall [2016, June 5].

3.http://www.news-medical.net/news/20150810/Meta-analysis-confirms-oral-contraceptives-reduce-endometrial-cancer-risk.aspx [2016, June 5].

Blog
User คุยกับหมอรักษาโรคมะเร็ง ตอน ปัจจัยเสี่ยงเกิดมะเร็งจากยาเม็ดคุมกำเนิด (ตอน1) โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน sirikul aw248
Frame Bottom