Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หลอดลม  ระบบทางเดินหายใจ  ระบบโรคติดเชื้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ไข้  หายใจลำบาก  ไอ 

บทนำ

โรคคอตีบ (Diphtheria) เป็นโรคเกิดจากทางเดินหายใจติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Chorynebac terium diphtheriae ปัจจุบันเป็นโรคพบได้น้อยในประเทศที่พัฒนาแล้วเนื่องจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ตั้งแต่เป็นทารกอายุ 2 เดือนอย่างทั่วถึง แต่ยังเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศในเขตร้อนที่ยังไม่พัฒนาหรือกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยเพราะการขาดแคลนวัคซีนหรือเด็กไม่ได้รับวัคซีนเพราะคลอดเองที่บ้าน อย่างไรก็ตามถึงแม้เป็นโรคของเขตร้อนแต่ก็สามารถพบโรคเกิดได้ทั่วโลก รวมทั้งเคยมีการระบาดมาแล้วในประเทศเยอรมันและประเทศแคนาดา

โรคคอตีบพบเกิดได้เท่ากันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย โดยเป็นโรคพบได้ในทุกอายุ แต่มักไม่พบในเด็กอ่อนอายุต่ำกว่า 6 เดือนเนื่องจากเด็กช่วงอายุนี้ได้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคจากแม่ซึ่งจะหมด ไปเมื่อเด็กมีอายุได้ประมาณ 6 เดือน โดยทั่วไปในประเทศที่ยังไม่พัฒนามักพบโรคเกิดในเด็กเล็ก แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อเกิดโรคมักพบในวัยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปเนื่องจากขาดการฉีดวัคซีนกระตุ้นซึ่งต้องฉีดทุกๆ 10 ปี

ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคคอตีบคือ คนที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ (ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่) หรือผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนกระตุ้น การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แออัดและขาดสุขอนามัย และในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ

เชื้อคอตีบก่อโรคและติดต่อได้อย่างไร?

คอตีบ

แหล่งรังโรคของเชื้อโรคคอตีบคือมนุษย์ โดยเชื้ออาศัยอยู่ในโพรงจมูก โพรงหลังจมูก ในลำคอ และอาจพบที่ผิวหนังได้ นอกจากนั้นอาจพบเชื้อโรคคอตีบได้ในดินและในบางแหล่งน้ำธรรมชาติ

คอตีบเป็นโรคติดต่อได้ง่ายและระบาดได้รวดเร็ว โดยติดต่อจากการใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้ป่วย รวมทั้งการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ละอองหายใจ และจากการไอ จาม นอกจากนั้นยังอาจพบติดต่อผ่านทางเชื้อที่ปนในอาหารเช่น ในนม แต่พบโอกาสติดต่อด้วยวิธีนี้ได้น้อยกว่า

เมื่อได้รับเชื้อ เชื้อจะอยู่ในบริเวณส่วนตื้นๆของเยื่อเมือกบุทางเดินหายใจเช่น โพรงจมูก ต่อม ทอนซิล ในลำคอ และในกล่องเสียง หลังจากนั้นเชื้อจะสร้างสารพิษ/สารชีวพิษซึ่งเป็นโปรตีนมีพิษต่อร่างกายชนิดหนึ่งเรียกว่า Diphtheria toxin ซึ่งสารพิษนี้จะก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อเมือกในทางเดินหายใจ เกิดการตายของเซลล์เยื่อเมือกในทางเดินหายใจ ของเซลล์เม็ดเลือดขาว และของเม็ดเลือดแดง รวมทั้งการตายสะสมของตัวแบคทีเรียเอง ก่อให้เกิดเป็นแผ่นเยื่อหนาสีเทา-น้ำตาล ปกคลุมหนาในทางเดินหายใจจึงก่อให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจึงมีอาการหายใจไม่ออก คล้ายมีอะไรบีบรัดในทางเดินหายใจ (เป็นที่มาของชื่อ “โรคคอตีบ”) แผ่นเยื่อนี้พบเกิดได้ตั้งแต่ในโพรงจมูกลงไปจนถึงในลำคอ โดยพบบ่อยที่สุดในบริเวณต่อมทอนซิลและคอหอย

นอกจากนั้นสารพิษยังอาจแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต (เลือด) และอาจก่ออาการอักเสบกับอวัยวะ และเนื้อเยื่อต่างๆได้ที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและ/หรือเส้นประสาทอักเสบโดยเฉพาะเส้น ประสาทบริเวณลำคอที่ทำให้เกิดอาการกลืนลำบาก ซึ่งอาจเกิดได้หลังเกิดอาการจากโรคประมาณ 2 - 10 สัปดาห์

โรคคอตีบมีอาการอย่างไร?

อาการของโรคคอตีบมักเกิดหลังได้รับเชื้อประมาณ 2 - 5 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) แต่อาจนานได้ถึง 10 วัน และผู้ป่วยมักมีอาการอยู่ได้นานถึง 4 - 6 สัปดาห์หรืออาจนานกว่านี้ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรค

อาการพบบ่อยของโรคคอตีบคือ

แพทย์วินิจฉัยโรคคอตีบได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคคอตีบได้จากประวัติอาการ ประวัติสัมผัสโรค ประวัติการฉีดวัคซีน การตรวจ ร่างกาย การตรวจย้อมเชื้อจากการป้ายสารคัดหลั่งจากโพรงหลังจมูกหรือจากลำคอ และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มเติมทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ป่วยและดุลพินิจของแพทย์เช่น ตรวจเลือดซีบีซี (CBC) การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการเอกซเรย์ปอด

รักษาโรคคอตีบได้อย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคคอตีบมักเป็นการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลเสมอเพราะเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง การรักษาได้แก่ การให้ยาต้านสารพิษของเชื้อ การให้ยาปฏิชีวนะ (เช่น ยาในกลุ่ม Erythromycin, กลุ่ม Penicillin) และการฉีดวัคซีนโรคคอตีบเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานต่อโรค

นอกจากนั้นคือ การรักษาประคับประคองตามอาการเช่น การให้น้ำเกลือ และให้สารอาหาร ทางหลอดเลือดดำ การใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งบางครั้งอาจต้องเจาะคอถ้าแผ่นเยื่อจากโรคหนามากจนทางเดินหายใจแคบเกินกว่าจะหายใจเองได้ และการให้ออกซิเจน

โรคคอตีบรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

ผลข้างเคียงจากโรคคอตีบเกิดจากสารพิษ/สารชีวพิษแพร่กระจายเข้าสู่กระแสโลหิตและก่อให้เกิดโรคต่างๆดังได้กล่าวแล้วซึ่งที่อาจพบได้คือ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ บวม) และเส้นประสาทอักเสบ (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ซึ่งถ้าเกิดกับประสาทกล้ามเนื้อหาย ใจจะส่งผลให้หายใจเองไม่ได้

โรคคอตีบจัดเป็นโรครุนแรงเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต (ตาย) ได้ ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคขึ้นกับการได้รับยาต้านสารพิษและยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วภายใน 1 - 2 วันหลังมีอาการ ซึ่งช่วยลดอัตราเสียชีวิตลงเหลือประมาณ 1% แต่ถ้ามาพบแพทย์ล่าช้า หรือเมื่อผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 5 ปี หรืออายุสูงตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือเกิดผลข้างเคียงแล้ว อัตราเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20%

ดูแลอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองหรือการดูแลเด็กคือ การรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ นอกจากนั้นดังกล่าวแล้วว่าคอตีบเป็นโรคติดต่อได้ง่ายรวดเร็วและรุนแรง ดังนั้นผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยรวมทั้งผู้ดูแลผู้ป่วยควรพบแพทย์เสมอเพื่อขอรับคำแนะนำ อาจต้องตรวจเชื้อจากโพรงหลังจมูก และอาจจำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ หรือฉีดกระตุ้น (ในคนเคยได้วัคซีนมาก่อนแล้ว) รวมทั้งการได้รับยาปฏิชีวนะเมื่อตรวจพบเชื้อทั้งๆที่ยังไม่มีอาการทั้งนี้ขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์

ป้องกันโรคคอตีบอย่างไร?

การป้องกันโรคคอตีบที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ การฉีดวัคซีนซึ่งเริ่มฉีดเมื่ออายุ 2 เดือนโดยอยู่ในรูปแบบของวัคซีนรวม โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก และโรคไอกรน (DTP vaccine/วัคซีน ดีพีที: Diphtheria, Tetanus และ Pertussis) ฉีดทั้งหมด 5 เข็มเป็นระยะๆจากอายุ 2 เดือนจนถึงอา ยุ 6 ปีตามแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของกระทรวงสาธารณสุขของเรา พ.ศ. 2548 โดยเข็มแรกฉีดที่อายุ 2 เดือน, เข็มที่ 2 อายุ 4 เดือน, เข็มที่ 3 อายุ 6 เดือน, เข็มที่ 4 อายุ 18 เดือน และเข็มที่ 5 อายุ 4 - 6 ปี ต่อจากนั้นฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12 - 16 ปีเฉพาะวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก (วัคซีน ดีที/DT) ไม่ต้องฉีดวัคซีนไอกรนเพราะเป็นโรคมักพบเฉพาะในเด็ก และต่อไปฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปีเฉพาะวัคซีนดีทีเช่นกัน

นอกจากนั้นคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงซึ่งที่สำคัญคือ

บรรณานุกรม

  1. ศ.พญ.ประยงค์ และ รศ. พญ. วนพร อนันตเสรี. (2550). กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  2. http://www.vaccines.gov/diseases/diphtheria/ [2016,June4]
  3. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  4. Diphtheriahttp://en.wikipedia.org/wiki/Diphtheria [2016,June4]
  5. Diphtheriahttp://emedicine.medscape.com/article/963334-overview#showall [2016,June4]
  6. Updated 2016, June 4

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 8 คน aun25362010 nuiphen thunsiamese jumjutis ti-sleeping-sickness b.ty777 mayeam_tang78355 seller_one
Frame Bottom